มุมมองที่แตกต่างกันของพนักงาน ที่มีต่อการฝึกอบรม

เมื่อพูดถึงเรื่องของการพัฒนาความรู้ให้กับพนักงานนั้น วิธีการที่คนส่วนใหญ่มักจะคิดถึงก่อนเป็นอันดับแรกก็คือ การฝึกอบรม ซึ่งเป็นวิธีที่ทุกบริษัทจะต้องจัดให้มีขึ้น เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาพนักงานให้มีความรู้ ทักษะในการทำงานที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในมุมของบริษัทมักจะมองว่า การที่บริษัทลงทุนในเรื่องของการฝึกอบรมให้กับพนักงานนั้น เป็นสิ่งที่มีค่ามากมาย เพราะเป็นการให้ความรู้แก่พนักงาน ซึ่งความรู้นั้นก็จะติดตัวพนักงานไปไม่ว่าจะไปทำงานอยู่ที่ไหนก็ตาม ฝ่ายบุคคลของบริษัทก็มักจะมีการทำแผนการฝึกอบรมประจำปีขึ้น พร้อมกับของงบประมาณจากผู้บริหารระดับสูงไว้

แต่ถ้าเราไม่มีการสื่อสาร และทำความเข้าใจในเรื่องของการส่งพนักงานไปฝึกอบรมให้ดี สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ ผู้บริหาร และผู้จัดการบางคน ก็มักจะมองว่าการฝึกอบรมนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้เขาต้องเสียเวลาในการทำงานไป พนักงานแทนที่จะทำงาน วันนั้นกลับไม่ได้ทำอะไร แถมไปอบรมกลับมาแล้ว จะเอาความรู้ไปใช้ได้จริงๆ หรือเปล่า ก็ไม่รู้เลย แต่ที่รู้ก็คือ เสียผลงานไป 1 วันทันที เป็นต้น

แต่ก็มีหัวหน้างานอีกมากนะครับ ที่มองว่า การฝึกอบรมนั้นเป็นการลงทุนในระยะยาว เพื่อส่งเสริม และพัฒนาให้พนักงานมีความพร้อมที่จะรับมือกับงานที่ท้าทาย และยากขึ้นในอนาคต และไม่ได้คาดหวังว่า อบรมวันนี้แล้วพรุ่งนี้จะเปลี่ยนแปลงได้ทันที เรื่องแบบนี้ต้องอาศัยเวลา นี่ก็เป็นอีกมุมมองหนึ่งที่ดี ของหัวหน้างาน

ในมุมของพนักงานที่ถูกส่งไปฝึกอบรม ก็มีมุมมองที่แตกต่างกันออกไป บางคนอยากอบรม บางคนก็ไม่อยาก พอลองถามดูก็ได้คำตอบดังต่อไปนี้มาให้อ่านกันครับ

  • คิดว่าการฝึกอบรมคือการโดนลงโทษ เพราะที่บริษัทส่งมาอบรม ก็เพราะว่า เขาทำงานไม่ดี ก็เลยถูกส่งมาดัดนิสัย เพื่อจะได้ทำงานให้ดีขึ้น พนักงานที่คิดแบบนี้ เวลานั่งอบรม จะไม่ค่อยอยากเรียนอะไรเลย นั่งนิ่งๆ เหม่อลอย ใจลอย ไม่ค่อยมีส่วนร่วมในการอบรมเลย เพราะมัวแต่คิดไปเองว่า เราไม่ได้ทำผิดอะไร และก็ไม่ได้เป็นอย่างที่นายคิดซะหน่อย แต่ทำไมต้องถูกส่งมาเรียนเรื่องแบบนี้

 

  • คิดว่าตัวเองเก่งอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ว่าทำไมหัวหน้าถึงส่งมาอบรมอีก พนักงานลักษณะนี้ จะไม่ค่อยเปิดใจเวลาเรียนเท่าไร มักจะทำตัวว่าตนรู้แล้ว เข้าใจแล้ว แต่ปัญหาก็คือ รู้แล้วแต่ไม่เคยทำ ก็เลยทำให้นายส่งเขามาเข้าอีกเพื่อจะได้กระตุ้นให้เขาลงมือทำสิ่งที่รู้ซะที พนักงานกลุ่มนี้มักจะไม่ค่อยชอบไปอบรมอะไรเท่าไหร่ เพราะคิดว่า ตนรู้เรื่องทุกอย่างแล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้อะไรอีกแล้ว

 

  • คิดว่าอบรมไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา พนักงานลักษณะนี้ เคยมีประสบการณ์ที่ไม่ดีกับการฝึกอบรมมาก่อน ก็คือ เคยเข้าอบรม แต่ไม่เห็นได้ความรู้อะไรเลย อีกทั้ง กลับมาก็ไม่เห็นจะได้นำความรู้มาใช้ ก็เลยไม่อยากออกมาอบรม อยากอยู่ทำงานมากกว่า จริงๆ ถ้าพนักงานคิดแบบนี้ ก็แก้ไม่ยากนะครับ จะต้องให้หัวหน้าช่วย โดยการให้ลูกน้องนำเอาความรู้ที่ได้เรียนมาใช้งานจริง ด้วยวิธีการมอบหมายงาน และให้ทดลองทำในสิ่งที่ได้เรียนมานั่นเองครับ หัวหน้าต้องสนับสนุนครับ

 

  • คิดว่าเป็นการทำตามคำสั่งของเจ้านาย เขาส่งมาให้อบรม ก็มาตามคำสั่งเลย จะได้อะไร หรือไม่ได้อะไร ไม่รู้หรอก รู้แค่เพียงว่า นายสั่งมา ก็ทำตามนั้นเป็นใช้ได้ พนักงานที่คิดแบบนี้ จะไม่ได้ความรู้อะไรเลย เพราะเขาไม่ได้ตั้งใจมารับอยู่แล้ว

 

  • คิดว่าเป็นโอกาสที่ดีในการเพิ่มพูนความรู้ของตนเอง คนที่คิดแบบนี้ก็มีไม่น้อยนะครับ เรียกได้ว่าระยะหลังๆ มานี้ พนักงานเข้าใจเรื่องของการฝึกอบรมดีมาก พนักงานที่คิดแบบนี้ จะเปิดใจ รับฟังความรู้ใหม่ๆ แม้ว่าความรู้นั้นอาจจะเคยเรียนมาแล้วก็ตาม แต่ก็จะคิดว่า เป็นการทบทวนอีกครั้ง เพื่อให้ตนเองแน่นมากขึ้น และจะไม่ค่อยปฏิเสธความรู้ที่ผู้บรรยายสอน พร้อมทั้งยังพยายามที่จะมีส่วนร่วมในการทำงานในห้องเรียนด้วย แบบนี้เขาจะได้ความรู้ไปเต็มๆ และพนักงานที่คิดแบบนี้ จะพยายามนำความรู้ที่ได้มา ไปปรับใช้ในการทำงานโดยอัตโนมัติ

ถ้าจะให้พนักงานที่เราส่งไปมีทัศนคติที่ดีต่อการฝึกอบรม บริษัทจะต้องปลูกฝังเรื่องของการพัฒนาพนักงานไว้ในการทำงานด้วย และทำให้หัวหน้างานทุกระดับ เห็นความสำคัญของการพัฒนาพนักงาน และพร้อมที่จะให้พนักงานนำเอาความรู้ใหม่ๆ ที่เรียนมา มาปรับใช้กับการทำงาน

ผมเคยได้ยินหัวหน้าพูดกับลูกน้องที่ไปฝึกอบรมมาใหม่ๆ ว่า “ไอ้ที่เรียนมามันก็แค่ทฤษฎี อย่าไปเอามาใช้เลย ที่เราทำงานอยู่มันก็ดีอยู่แล้ว อย่าไปยึดติดกับหลักการทางวิชาการให้มากนัก” พูดซะแบบนี้ ลูกน้องก็เลยพาลไม่อยากไปอบรม ยิ่งไปกว่านั้นก็คิดต่อว่า “แล้วส่งไปอบรมทำไม(ว่ะ)”

ถ้าเป็นแบบนี้ เราจะไม่ได้อะไรใหม่ๆ จากการลงทุนให้พนักงานไปฝึกอบรมเลยครับ

ใส่ความเห็น

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑