ได้มีโอกาสฟังการสัมภาษณ์ Ernie Wilson, Dean of the Annenberg School of Communication & Journalism at the University of Southern California ซึ่งทำวิจัยโดยการสอบถามผู้บริหารของธุรกิจต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา โดยมีคำถามว่า ถ้าต้องการพนักงานรุ่นใหม่เข้ามาทำงาน จะต้องการพนักงานที่มีคุณสมบัติอะไรบ้าง และถ้าเราจะเลื่อนตำแหน่งให้กับพนักงานไปในระดับบริหาร จะพิจารณาคุณสมบัติอะไรบ้าง
จากผลสรุปของงานวิจัยที่ Ernie Wilson ได้เล่าให้ฟังจากการสัมภาษณ์ ก็คือองค์กรส่วนใหญ่ต้องการคนที่มีทักษะหนึ่งซึ่งเป็นทักษะที่เริ่มขาดแคลนมากขึ้นเรื่อยๆ มหาวิทยาลัยก็ไม่มีการสอนทักษะเหล่านี้เลย ทักษะนี้คือ Soft Skill ซึ่ง Ernie Wilson ได้สรุปว่าองค์ประกอบของ Soft Skill ที่ได้มาจากงานวิจัยครั้งนี้ ประกอบไปด้วย
- 360 degree thinking คือ คนที่มีความสามารถในการคิดได้รอบด้าน ไม่ใช่แค่เพียงด้านที่ตนเองถนัดเท่านั้น เพราะการทำงานในอนาคตนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างมันเชื่อมโยงถึงกันหมด การที่พนักงานมัวแต่คิดด้านเดียวจะเริ่มไม่พออีกต่อไป องค์กรจึงต้องการพนักงานที่มีความเข้าใจในภาพรวม และคิดได้รอบทิศ ซึ่งทักษะนี้ ผู้บริหารขององค์กรส่วนใหญ่ก็บอกว่า ยังขาดแคลนอย่างมาก และนับวันก็ยิ่งขาดมากขึ้นเรื่อยๆ
- Empathy คือ พนักงานที่มีความเข้าใจคนอื่นได้อย่างดี เข้าใจความคิด เข้าใจทัศนคติและมุมมองของคนอื่น เข้าใจว่าทำไมถึงแสดงออกอย่างนั้น อย่างนี้ นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่คนในยุคปัจจุบันขาดมาก แต่ละคนมักจะมองตนเองเป็นใหญ่ และไม่เคยที่จะทำความเข้าใจคนอื่นเลย มีแต่อยากให้คนอื่นมาเข้าใจเรา ดังนั้น องค์กรที่อยากเติบโตจึงต้องการพนักงานที่มีทักษะในด้านนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะนี่คือทักษะที่สำคัญในการบริหารจัดการคนอื่น เป็นทักษะของผู้นำในยุคใหม่
- Adaptability คือพนักงานที่มีความสามารถในการปรับตัว เนื่องจากในยุคดิจิตอลนั้น การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วมาก และจะยิ่งเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น การปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับพนักงานในยุคใหม่
- Third Space thinking คำนี้เป็นคำที่ Ernie Wilson น่าจะบัญญัติขึ้นมาใหม่ แปลเป็นไทยไม่ได้เลย เพราะความหมายไม่ตรง แต่ความหมายของมันก็คือ องค์กรต้องการคนที่ มีความสามารถในการคิดที่แตกต่าง ซึ่งสามารถสร้างความแตกต่างในการทำงานได้ อาทิ สามารถตั้งคำถามที่แตกต่างออกไปได้ สามารถที่จะคิดแลเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่แตกต่างออกไปได้ และสามารถที่จะสร้างวิธีการทำงานที่แตกต่างออกไปได้
จาก soft skill ข้างต้นนั้น ผมเองชอบข้อสุดท้ายมาก และค่อนข้างเห็นด้วยกับงานวิจัยว่า คนที่มีทักษะในการคิด และสร้างความแตกต่างนั้น มีน้อยลงเรื่อยๆ คนส่วนใหญ่ มักจะคิดตามคนอื่น หรือถ้าไม่คิดตามคนอื่น ก็ไม่คิดเลย ก็เลยยิ่งหาคนที่คิดแตกต่าง สร้างความแตกต่างได้ยากมากขึ้นเรื่อยๆ
ผมเคยไปบรรยายให้กับองค์กรเก่าแก่แห่งหนึ่ง ซึ่งมีวัฒนธรรมองค์กรแบบนิ่งๆ ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงอะไรรวดเร็วนัก เวลาที่ถามอะไร หรือให้คิดอะไร คนส่วนใหญ่ในห้องจะไม่ค่อยคิด แต่จะนั่งรอว่า ผู้บรรยายจะตอบเลยหรือเปล่า ยิ่งเรานิ่ง เขาก็นิ่ง แต่ยังดีว่า อย่างน้อยก็มีสัก 5% ในกลุ่มนั้น ที่ยอมคิด และให้ความเห็นที่แตกต่าง ซึ่งก็ถือเป็นจำนวนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับงานขององค์กรที่ต้องการการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
หรือแม้แต่การไปสอนนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะคิดอะไรตามๆ กันไป เวลามอบหมายงานเดี๋ยวนี้แทบจะไม่ต้องคิดหาคำตอบเลย บางคนเข้า Google แล้วก็ลอกคำตอบออกมาส่งอาจารย์เลยก็มี พอคนกลุ่มนี้เข้าทำงาน ก็อย่าไปหวังให้คิดอะไรแตกต่าง แค่คิดยังไม่คิดเลย เวลาที่ได้รับมอบหมายงาน ก็จะถามหัวหน้ากลับว่า มีงานเก่าให้ลอกบ้างหรือไม่ หรือ มีรายงานที่เป็นตัวอย่างหรือไม่ (จะได้ลอก)
พอบอกว่าไม่มี พนักงานก็จะรู้สึกไม่อยากทำ เพราะไม่อยากคิด และคิดไม่ออกว่าต้องทำอย่างไร สุดท้ายก็พึ่ง internet ซึ่งก็มีคำตอบแบบซ้ำๆ กันไป ไม่มีอะไรแตกต่าง
ปัจจุบันนี้ ทักษะในเรื่องของการคิด และการสร้างความแตกต่างในการทำงาน และการแก้ไขปัญหานั้น เป็นทักษะที่องค์กรต่างๆ ต้องการให้พนักงานมีทักษะด้านนี้อย่างมาก เพราะจะทำให้องค์กรเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องนั่นเอง
องค์กรของท่านละครับ มีพนักงานที่มีทักษะเหล่านี้มากน้อยแค่ไหนครับ

ขอบคุณมากค่ะ สำหรับข้อมูล เป็นประโยชน์มากค่ะ
ขอบคุณมากครับ