เคยมั้ยครับ ที่เรากับเพื่อนที่เคยคุยกันอย่างดี อยู่มาวันหนึ่ง ก็กลายเป็นไม่คุยกัน ไม่อยากคุยกัน ด้วยความรู้สึกทิฐิที่มีต่อกัน ก็เลยทำให้ความสัมพันธ์อันดีที่เคยมีต่อกัน ต้องมลายหายไป จริงๆ แล้วชีวิตคนเรานั้นมันสั้นมาก การที่เราได้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อน กับนาย หรือกับใครก็ตาม ถือว่าเป็นความสุขใจอย่างหนึ่ง และเป็นสิ่งที่คนเราทุกคนล้วนต้องการอยู่แล้ว แต่บางครั้งด้วยทิฐิมานะ ความยึดมั่นถือมั่นที่สูงเกินไป ก็กลายเป็นปัญหาตามมาได้มากมายเช่นกัน
วันนี้เอานิทานดีๆ มาฝากกันอีกเรื่องหนึ่งครับ มาจากหนังสือเรื่อง การสร้างพลังสู่ความสำเร็จ เขียนโดย James K. Van Fleet.
กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว ณ ตำบลเล็ก ๆ ในเขตชานเมืองหนึ่ง
มีบ้าน ๒ หลัง ที่อยู่ติดกัน เจ้าของบ้าน ชื่อ “จิม” และ “จอร์จ”
ทั้งสองมิได้เป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกันเลย ต่างทำตัวเหมือนคนแปลกหน้าซึ่งกันและกัน และก็ไม่มีใครจำได้ว่าทำไมจึงมึนตึงกันเช่นนั้น
ทั้งสองครอบครัวจึงอยู่กัน โดยมีสงครามน้ำลายกันอยู่เป็นนิจ หรือไม่ก็จะไม่พูดกันเลย แม้แต่ตอนที่ทั้งคู่เข็นรถตัดหญ้าสนามหลังบ้านไปเคียงข้างกัน
ขนาดล้อเครื่องตัดหญ้าแทบจะเสียดสีกันตรงเส้นแบ่งแดน ก็ไม่มีคำพูดออกมาจากฝ่ายใดแม้แต่แอะเดียว
และแล้ว ในฤดูร้อนของปีหนึ่ง จอร์จกับภรรยาของเขาเดินทางไปพักร้อนเป็นเวลา ๒ สัปดาห์ ในตอนแรก ทั้งจิมและภรรยาของเขาไม่ได้สังเกตว่าคู่อริไม่อยู่บ้าน ก็จะต้องรู้ทำไม ในเมื่อต่างไม่สนใจกันอยู่แล้ว ทั้งสองฝ่ายไม่เคยที่จะวิสาสะกันเลย นอกเสียจากว่าอีกฝ่ายมีเรื่องที่จะต่อว่าอีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น
แต่เย็นวันหนึ่ง หลังจากที่จิม ตัดหญ้าที่สนามตนเองเสร็จแล้ว เขาสังเกตเห็นว่า หญ้าของสนามเพื่อบ้านขึ้นรกผิดปกติ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับสนามของเขาที่ตัดเรียบร้อยแล้ว ซึ่งใครก็ตามที่ผ่านไปมาก็จะต้องสะดุดตาและรู้ว่าไม่มีคนอยู่ในบ้านนี้ จิมคิดเช่นนั้นและคิดต่อไปว่ามันจะเป็นสัญญาณเชิญชวนขโมยได้เป็นอย่างดี ทันใดนั้น ความคิดอย่างหนึ่ง แวบ! เข้ามาในสมองของจิมว่า ไม่จำเป็นต้องถึงขนาด “รัก” เพื่อนบ้านก็ได้ แค่ “ช่วย” เขาหน่อยก็พอ
“ผมมองดูหญ้าที่สนามของจอร์จอีกครั้งหนึ่ง” จิมเล่า “ใจผมคัดค้านความคิดที่จะช่วยเหลือคนที่ผมไม่ชอบขี้หน้าเอามาก ๆ แต่ทั้งที่ใช้ความพยายามทักอย่างที่จะสลัดความคิดที่จะช่วยให้หลุดไปจากสมอง แต่มันยังดื้ออยู่ ดื้ออยู่ มันไม่ยอมหนีไปไหน จนกระทั้งเช้าวันรุ่งขึ้น เป็นวันเสาร์ ผมก็ออกไปตัดหญ้าในสนามให้เขาเสียเรี่ยมเร้เรไร”
“เย็นวันอาทิตย์ จอร์จและภรรยา กลับมาถึงบ้าน เพียงครู่เดียวที่เขาเข้าบ้าน ผมเห็นเขาเดินออกไปตามถนน และเที่ยวเคาะประตูบ้านโน้นประตูบ้านนี้ทุกบ้านในช่วงถนนที่เราอยู่ ในที่สุดเขามาเคาะประตูบ้านผม พอผมเปิดประตูก็เห็นเขายืนจ้องหน้าผมด้วยความรู้สึกงุนงงและประหลาดใจบนสีหน้าเขา”
“จิม คุณตัดหญ้าที่สนามบ้านผมหรือ?” ในที่สุดเขาก็เอ่ยปากถาม เป็นครั้งแรกในระยะเวลานานมากที่เขาเรียกชื่อเล่นผม “ผมถามทุกคนในแถบนี้แล้ว ไม่มีใครตัดหญ้าให้ผม แจ๊คบอกว่าคุณเป็นคนทำใช่ไหม?” “ใช่จอร์จ ผมตัด” ผมตอบ แต่น้ำเสียงเกือบจะเป็นการชวนวิวาทมากกว่า “ขอบคุณ” เขาตอบห้วน ๆ แล้วหันหลังกลับไปทันที
หลังจากนั้นความมึนตึงของจอร์จกับจิมก็สลายไป อ้อ ! แต่ทั้งสองยังไม่ถึงขนาดจะกอดคอกันดูบอลดื่มเบียร์ร่วมกัน และภรรยาของทั้งคู่ก็ยังไม่ถึงขั้นจะวิ่งไปหาเพื่อยืมน้ำตาลหรือชวนกันซุบซิบเรื่องของผู้หญิง แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ก้าวหน้าไปในทางที่ดี อย่างน้อยก็ยังมีการยิ้มให้กันและกันขณะที่เดินสวนกัน นาน ๆ ครั้งก็กล่าวสวัสดีทักทายกันบ้าง
บันทึกหลังเรื่องเล่า
หลายคนสูญเสียมิตรภาพ เหตุด้วยเรื่องเล็กน้อย
หลายคนไม่ยอมทลายกำแพงแห่งทิฐิมานะ จนสูญเสียวันเวลาในอดีต
และหลายคน เฝ้ามองมิตรภาพที่สูญหายไป ด้วยใจโหยหา
อภัย…เป็นอาวุธแห่งความรัก
เพื่อน…คือคนที่มีสองร่างแต่ใจเดียวกัน..
เพื่อน…คือคนซึ่งมาอยู่ที่นั่นเพื่อคุณ ในขณะที่เขาควรจะไปอยู่ที่อื่นมากกว่า
มิตรแท้…ก็คือคนที่เมื่อคุณทำอะไรโง่ ๆ ลงไป ก็ปล่อยให้คุณลืมไปเอง
ในชีวิตมันเป็นเรื่องยากที่จะบอกว่า ใครทำร้ายคุณได้มากที่สุด ศัตรูที่ประสงค์ร้ายที่สุดหรือมิตรที่ประสงค์ดีที่สุด..
กานท์กวี

ใส่ความเห็น