คนเราทุกคนต่างต้องการได้รับความนิยมชมชอบจากคนอื่นอยู่แล้ว นี่เป็นพื้นฐานชีวิตของมนุษย์เราทุกคน นักจิตวิทยาหลายท่านต่างก็สร้างแนวคิดหลักการ และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแรงจูงใจไว้มากมาย ซึ่งเกือบทุกทฤษฎี ก็จะต้องมีการพูดถึงการได้รับความนิยมชมชอบ หรือที่ภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า Esteem Needs
พูดง่ายๆ ก็คือ คนเราทุกคนต้องการที่จะได้รับความโดดเด่น อยากได้ความเอาใจใส่จากคนอื่น อยากให้ตนเองเป็นคนสำคัญในสายตาของคนอื่น ฯลฯ ดังนั้นถ้ามีใครที่มาเอาใจ และมาทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็นคนสำคัญ เราจะรู้สึกดีกับคนคนนั้นเป็นพิเศษทันที เพราะเรารู้สึกว่านี่แหละคนที่เราชอบ เราชอบเขาก็เพราะเขาทำให้เรารู้สึกสำคัญนั่นเอง
ผู้นำที่เก่งๆ ที่สามารถได้ใจของผู้ตาม ก็มักจะใช้เทคนิคนี้ แต่ก็ไม่ใช่เป็นการใช้เพื่อประจบประแจง แต่เป็นการใช้โดยการพิจารณาจากข้อดีของคนเราแต่ละคน เพราะทุกคนล้วนต้องมีข้อดี และผู้นำที่ดีก็จะชื่นชม และทำให้คนอื่นรู้สึกสำคัญก็ด้วยข้อดีบางอย่างที่แต่ละคนมีนั่นเอง
เมื่อเราทราบพื้นฐานความต้องการของคนเราแบบนี้แล้ว เราก็สามารถนำเทคนิคนี้มาใช้ในการบริหารคนได้เช่นกัน
- ให้การชื่นชมเวลาที่พนักงานทำงานได้ดี แค่เพียงคำชมง่ายๆ แต่จริงใจ หรือแค่เพียงการกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจให้กับพนักงานที่ทำงานได้ดี ก็เป็นสิ่งที่ทำให้พนักงานรู้สึกได้ว่า ตนเองได้รับความสำคัญจากนาย การที่เรามอบหมายงานบางอย่างให้กับพนักงาน ซึ่งเป็นงานที่มีความซับซ้อนยุ่งยาก แล้วพนักงานทำผลงานได้ดี ผมว่านี่คือโอกาสที่ดีในการที่จะสร้างแรงจูงใจ และสร้างความรู้สึกที่ดีให้เกิดขึ้นได้ โดยการยิ้ม และชมเชยในผลงานที่ทำได้ดีนั่นเอง
- ขอความเห็นในฐานะผู้เชี่ยวชาญ พนักงานบางคนทำงานมานาน และมีความชำนาญในหน้างานที่ทำอยู่ คนที่เป็นหัวหน้าก็สามารถที่จะทำให้พนักงานรู้สึกว่าตนเองสำคัญได้ โดยการขอความเห็นในการแก้ไขปัญหา หรือขอความคิดเห็นในการพัฒนาการทำงาน แม้ว่าเราอาจจะรู้อยู่แล้ว แต่ประเด็นก็คือ การทำให้คนอื่นรู้สึกสำคัญน่าจะสำคัญกว่าการโชว์ว่าตนเองรู้ แล้วทำให้คนอื่นรู้สึกด้อยลงไป เคยรู้สึกดีบ้างมั้ยครับ เวลาที่นายเดินเข้ามาสอบถามความคิดเห็นในการทำงาน แล้วก็นำความเห็นของเราไปใช้ในการทำงานจริงๆ ผมเชื่อว่าทุกท่านต้องรู้สึกดีกับนายคนนั้นอย่างแน่นอน
- รับฟังด้วยความใส่ใจ อีกเรื่องที่จะทำให้พนักงานรู้สึกดี ก็คือ การที่นายรับฟังด้วยความใส่ใจ สนใจ และเข้าใจ เวลาที่พนักงานมีปัญหาในการทำงานและเข้ามาขอคำปรึกษา หรือเข้ามาเพื่อที่จะระบายความอัดอั้นตันใจ สิ่งที่คนที่เป็นหัวหน้าควรจะทำก็คือ การรับฟังอย่างตั้งใจ และเข้าใจ โดยการให้ความสำคัญในเรื่องที่พนักงานเล่า ให้หน้าเข้าหา สบตา ฟังอย่างตั้งใจและเข้าใจ แสดงอาการรับรู้ และตอบรับด้วยอารมณ์ที่สอดคล้องกับสิ่งที่พนักงานเล่า สิ่งที่ไม่ควรทำก็คือ ทำอย่างอื่นไปด้วยและฟังไปด้วย บางคนนั่งพิมพ์งานไปด้วย หรือนั่งฟังแล้วก็แชทไลน์ไปด้วย ฯลฯ ถ้าท่านเจอกับตัวเองท่านจะรู้สึกอย่างไร แน่นอน ก็ต้องรู้สึกว่าคนฟังไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ ไม่ให้เกียรติเรา เราคงเป็นคนไม่สำคัญสำหรับเขา ฯลฯ และนี่ก็คือสาเหตุของการไม่เชื่อใจ และเริ่มต้นไปสู่แรงจูงใจที่ลดลงไปเรื่อยๆ
- อย่าทำให้คนอื่นรู้สึกด้อย หรือต้อยต่ำ การที่เราพยายามจะทำให้คนอื่นรู้สึกว่าเราเก่ง การไม่ฟังคนอื่น การขัดจังหวะการพูด หรือการพูดจาข่มคนอื่น หรือพยายามที่จะบอกคนอื่นว่าเราก็เก่งนะ หรือเราก็เคยทำมาแล้ว ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้คนอื่นรู้สึกด้อยกว่าเรา โดยการทำให้เราโดดเด่นขึ้นมา ซึ่งในการบริหารคนนั้น บอกได้เลยว่า ไม่จำเป็นที่จะต้องทำอย่างนั้นเลย ยิ่งทำอย่างนั้น ยิ่งไม่ได้ใจคนอื่น แต่ถ้าเราทำในทางตรงกันข้าม ก็คือ แม้ว่าเราจะเก่ง หรือรู้มากกว่า แต่ถ้าลูกน้องของเราเข้ามาพูดด้วยความภาคภูมิใจที่ได้ค้นพบอะไรบางอย่าง ซึ่งเรารู้อยู่แล้ว หรือรู้มานานแล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องไปทำให้เขารู้สึกแย่ โดยไปบอกเขาว่าที่เขาพูดมานั้น เรารู้อยู่แล้ว และรู้มากกว่าด้วยซ้ำไป แต่เราควรจะส่งเสริม และทำให้เขารู้สึกสำคัญ และทำให้เขารู้สึกว่าเรากำลังยอมรับในสิ่งที่เขาคิด ยกความดีความชอบให้ลูกน้อง แบบนี้ต่างหาก ที่เราจะได้ใจลูกน้องมาเต็มๆ แล้วลูกน้องจะรู้สึกว่าเราเป็นคนเก่ง โดยที่เราไม่ต้องไปบอกเขาเลยว่าเราเก่ง
ด้วยเทคนิคง่ายๆ ที่ทำให้คนอื่นเป็นคนสำคัญนี้ เป็นสิ่งที่ทุกคนที่ต้องการที่จะบริหารคนอื่น หรือได้ใจคนอื่น หรือสร้างแรงจูงใจให้คนอื่น ควรจะนำไปปฏิบัติ แต่ในชีวิตจริงแปลกนะครับ เราต้องการที่จะได้ใจคนอื่น แต่เรากลับพยายามทำให้คนอื่นรู้สึกด้อย ด้วยการโชว์ว่าเราเก่ง เราเด่น เราทำเป็น ฯลฯ แล้วแบบนี้เราจะได้ใจคนอื่นได้อย่างไร

ใส่ความเห็น