วันนี้เป็นวันศุกร์สุดท้ายของปี 2558 แล้วครับ หนึ่งปีช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วมาก เร็วจนบางครั้งเราเองก็ไม่รู้ตัว มัวแต่หลงระเริงอยู่กับความเคยชินที่เป็นอยู่ จนลืมเป้าหมายของชีวิตเราไปอย่างน่าเสียดาย วันนี้ผมก็เอานิทานเซนดีๆ อีกเรื่องมาให้อ่านกันเช่นเคยครับ ขอขอบคุณ blog ของ คุณกระเรียนป่า เมฆาอิสรา ที่ได้เอานิทานเรื่องนี้มาเผยแพร่
อาจารย์เซนม่อเหลยมีศิษย์น้อยคนหนึ่งชื่อว่าตงหยัง
ศิษย์น้อยผู้นี้เห็นศิษย์พี่ทั้งหลายต่างพากันไปศึกษาธรรมะเซนกับอาจารย์ทั้งเช้าทั้งเย็น อาจารย์มักให้การบ้านมาทำเพื่อฝึกจิตให้สงบ ดังนั้น เขาจึงไปขอคำชี้แนะจากอาจารย์บ้าง
“รออีกสักหน่อย เจ้าอายุยังน้อยนัก”
แต่ตงหยังยืนยันแน่วแน่จะเรียนรู้ธรรมะเซน อาจารย์จึงตอบตกลง
ตอนค่ำ ตงหยังกราบอาจารย์สามครั้งแล้วลงนั่งข้างๆ
“เสียงของมือสองข้างที่ปรบกันเจ้าได้ยินแน่” อาจารย์ม่อเหลยพูดยิ้มๆ “แต่ข้าจะให้เจ้าฟังเสียงของมือข้างเดียว”
ตงหยังโค้งคำนับอาจารย์แล้วกลับไปยังห้องของตนเอง ตั้งใจมุ่งมั่นที่จะทำการบ้านข้อนี้
เสียงดนตรีดังแผ่วมาทางหน้าต่าง “โอ้ ใช่แล้ว” เขาร้องอย่างดีใจ
เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่อาจารย์บอกให้ตอบคำถาม เขากลับบรรเลงบทเพลงแทน
“ไม่ใช่ ไม่ใช่ นั่นไม่ใช่เสียงมือข้างเดียว เสียงมือข้างเดียวเจ้ายังไม่ได้ยินโดยชิ้นเชิง”
ตงหยังคิดในใจ ดนตรีเช่นนั้นคงทำลายสมาธิ เขาจึงย้ายไปอยู่ในที่เปลี่ยวเงียบกว่าเดิม ณ.ที่นั่นทุกอย่างเงียบสงบไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งนั้น “แล้วอะไรคือเสียงมือข้างเดียวล่ะ” ในขณะครุ่นคิดพลันได้ยินเสียงน้ำหยด “ในที่สุดฉันรู้แล้วว่าอะไรคือเสียงมือข้างเดียว” เขาคิดในใจ
ดังนั้นเขามาตรงหน้าอาจารย์แล้วเลียนแบบเสียงน้ำหยด
“นั่นมันเสียงน้ำหยด หาใช่เสียงมือข้างเดียว กลับไปบำเพ็ญต่อ”
ตงหยังเข้ากรรมฐานต่อ สดับฟังเสียงของมือข้างเดียว แต่ก็ไร้ผล
เขาได้ยินเสียงของลมพัด แต่ก็ไม่ใช่ เสียงของนกเค้าแมว ก็ไม่ถูกอีก เสียงของมือข้างเดียวไม่ใช่เสียงจั๊กจั่น ไม่ใช่เสียงใบไม้ร่วง……
ตงหยังวิ่งเข้าหาอาจารย์สิบกว่าหน ตัวอย่างเสียงล้วนถูกปฏิเสธจนสิ้น แล้วมันคืออะไรกันแน่ เขาใช้เวลาเกือบปีแล้วยังไม่ได้คำตอบ
ในที่สุด การเข้าสู่วิปัสสนากรรมฐานของเขาได้อยู่เหนือเสียงทั้งหลายทั้งปวง ต่อมาเขาได้พูดถึงประสบการณ์ที่เป็นปัจจัตตังว่า
“ฉันไม่คิดฟุ้งซ่าน เพราะเหตุนี้ในที่สุด ฉันจึงมาถึงสภาวะที่ได้ยินเสียงของความเงียบ เสียงของมือข้างเดียว”
อ่านจบแล้วคิดอย่างไรกันบ้างครับ คนเรามักจะมัวแต่ฟังเรื่องของคนอื่น ฟังแต่เรื่องราวภายนอกของตัวเราเอง อยากให้คนอื่นพูดให้เราฟัง หรืออยากฟังในสิ่งที่เราต้องการจะได้ยินอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องการให้ออกจากปากของคนอื่น เป็นใช้ได้ เราก็เลยมีแต่จิตใจที่ไม่สงบ ฟุ้งซ่านไปเรื่อย จะทำอะไรก็ไม่มีสติและสมาธิเพียงพอ
วันนี้เรามาฟังเสียงปรบมือข้างเดียวกันบ้างดีกว่าครับ
ใส่ความเห็น