นิทานสอนใจ รับผิดไม่แพ้

zen เชื่อฟัง

วันนี้ผมเอานิทานสอนใจมาให้อ่านกันอีกเช่นเคยนะครับ เป็นนิทานเซนสั้นๆ ที่ให้ข้อคิดได้ดีอีกเรื่องหนึ่งครับ ลองอ่านกันดูนะครับ ผมนำมาจากโพสของกระเรียนป่า ที่โพสไว้ในบล็อกโอเคเนชั่นครับ

บนเขามีวัดอยู่สองแห่ง พระลูกวัดในวัด ก มักจะทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่เนืองๆ มองผู้อื่นราวกับศัตรู และมองแต่ความผิดพลาดของผู้อื่นเป็นหลัก ชีวิตความเป็นอยู่จึงดูทุกข์ยากมาก มีแต่ความเคร่งเครียด และจับผิดกันอยู่ตลอดเวลา ส่วนพระลูกวัดในวัด ข กลับรักใคร่กลมเกลียวกัน มีแต่รอยยิ้มให้แก่กันและกัน แต่ละวันจะมีแต่ยิ้มแย้มแจ่มใสดูมีความสุขอยู่ตลอดเวลา เจ้าอาวาสวัด ก รู้สึกแปลกใจ จึงไปขอคำชี้แนะจากพระในวัด ข. ว่า

  “พวกท่านทำอย่างไรจึงสามารถรักษาบรรยากาศภายในวัดให้ดูสดชื่นมีความสุขอยู่ตลอดเวลา”

พระลูกวัดตอบว่า “เนื่องจากพวกเราทำความผิดอยู่เป็นนิจ”

ขณะที่เจ้าอาวาสวัด ก.กำลังงุนงงกับคำตอบอยู่นั้น เห็นพระรูปหนึ่งกลับจากข้างนอกเดินผ่านโถงใหญ่ขาดความระมัดระวังลื่นล้มลง พระที่กำลังถูพื้นอยู่นั้นรีบวิ่งเข้ามาพยุงเขาขึ้นมา แล้วพูดว่า “เป็นเพราะผมไม่ดีเอง ถูพื้นเปียกไปหน่อย”

พระที่ยืนอยู่ด้านนอกก็เดินเข้ามาแล้วพูดอย่างเสียใจว่า “เป็นความผิดผมเองที่ไม่ได้บอกกับท่านว่าเขากำลังถูพื้นอยู่”

พระที่ถูกพยุงไว้นั้นรีบพูดขึ้นอย่างรู้สึกผิดว่า “ไม่ ไม่ ต้องโทษผมขาดความระมัดระวังเอง”

เจ้าอาวาสวัด ก.ที่มาขอคำชี้แนะได้เห็นเหตุการณ์นี้แล้วเข้าใจได้ในทันที เขารู้คำตอบแล้ว แล้วท่านล่ะทราบคำตอบหรือไม่ครับว่าทำไมถึงมีความสุขกันตลอดเวลา

 

อ่านจบแล้วคิดอย่างไรครับ ผมคิดว่าเราสามารถนำเอาเรื่องนี้ไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันของเราได้เลย โดยเฉพาะในเรื่องของการทำงานเป็นทีม หรือแม้กระทั่งการพัฒนากระบวนการทำงานที่มีคุณภาพ โดยยึดหลัก Market in ก็คือ ลูกค้าภายใน มองว่าหน่วยงานถัดไปที่เราต้องส่งงานให้เขานั้น คือลูกค้าของเรา ลูกค้าก็ต้องการสิ่งที่ดี สิ่งที่ถูกต้องเสมอ

การมองอย่างนิทานในเรื่องนี้เป็นการทำให้เกิดการพัฒนาและปรับปรุงให้ดีขึ้นเสมอ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเดิมซ้ำอีก ดีกว่าการจ้องจับผิดคนอื่น มองว่าคนอื่นผิดอยู่ตลอดเวลา และมองตนเองถูกอยู่เสมอ ถ้าเป็นแบบนี้ นอกจากจะมีแต่ความขัดแย้งแล้ว ยังไม่มีการพัฒนาอะไรให้ดีขึ้นได้เลย

วันนี้ท่านรับผิดแล้วหรือยังครับ

2 ความคิดเกี่ยวกับ "นิทานสอนใจ รับผิดไม่แพ้"

Add yours

  1. ชอบนิทานเรื่องนี้ แต่ขอมองต่างกับเหตุการณ์สมมุติภายในบริษัทที่มีการแข่งขันสูงการยกมือรับผิดแม้แต่เพียงเล็กน้อยอาจเป็นเหตุให้ผลงานสู้คนอื่นไม่ได้เราจะใช้ตัวแบบของวัด ข กับตัวอย่างนี้ให้บรรลุผลอย่างไรครับ

    1. จริงๆ ถ้ามองในเรื่องของผลงาน วัด ข เป็นวัดที่มีมองผลงานในภาพรวมไปด้วยกันมากกว่า มองผลงานแบบ individual นะครับ ก็คือ มองถึงผลงานแบบทีมมากกว่า และการที่เรายอมรับผิด เพื่อให้ผลงานของหน่วยงานหรือองค์กรดีขึ้น จะทำให้ผลงานของเราดีขึ้นในอนาคตเพราะเราย่อมจะต้องวางแผนเพื่อไม่ให้ผิดซ้ำอีกที แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราโยนความผิดให้คนอื่น แล้วยกตัวเองเด่นกว่าคนอื่น สุดท้ายความผิดนั้นก็ยังคงเกิดอยู่ดี แต่จะไม่มีแนวทางในการแก้ไขแบบไปด้วยกัน ต่างคนต่างปกป้องตนเองเพื่อจะมองว่าผลงานของตนเองดี แต่ผลงานของหน่วยงานและองค์กรกลับไม่ดี ถ้าบริษัทแข่งขันกันทำให้ดีขึ้น ก็ต้องเปิดใจรับความผิดพลาด เพราะจะทำให้ดีขึ้นจริงๆ

      ถ้าเรามองในมุมผลงาน กรณีที่เราผิดจริงๆ ไม่ว่าจะบอกหรือไม่บอก มันก็ผิดอยู่ดี แต่ถ้าเราบอก มันก็มีโอกาสแก้ไข และเพื่อนๆ ก็ช่วยกันแก้ไขให้ด้วย เมื่อเทียบกับการที่เราไม่บอกทั้งๆ ที่ผิด แม้ว่าจะไม่เจอตอนนี้ แต่สุดท้ายมันก็ต้องเจอเข้าสักวัน แล้วคราวนี้ความผิดเล็กๆ ที่เคยปิดบัง มันก็อาจจะสะสมจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ก็ได้ครับ

ใส่ความเห็น

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑