วันนี้เป็นวันแม่ ก็เลยอยากเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับแม่สักหน่อย แต่ก็อดไม่ได้ที่จะนำมาเปรียบเทียบกับการบริหารทรัพยากรบุคคล เพราะบล็อกนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการบริหารบุคคลอยู่แล้ว
ผมคิดว่า “แม่” เป็นนักบริหารบุคคลชั้นยอดเลยทีเดียวครับ
ไม่ว่าลูกที่เกิดมาจะเป็นแบบไหน จะดี ไม่ดีตรงไหนก็ตาม แม่ไม่เคยคิดที่จะให้ร้าย หรือทำร้ายลูกตัวเองเลย ตรงกันข้าม จะมีแต่ความรัก และเป็นรักที่บริสุทธิ์ไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น
เมื่อลูกเริ่มโตขึ้นก็จะมีการวางแผนพัฒนาลูก ให้มีความรู้ มีทักษะในการดำรงชีวิต มีความรู้ที่จะทำงาน และหาเลี้ยงชีพได้ด้วยตัวเอง นอกจากนั้นยังมีเรื่องของการส่งเสริมให้ลูกมีทักษะด้านอื่นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดนตรี กีฬา ฯลฯ
มีการบริหารค่าตอบแทนอย่างที่เรียกว่า มีแต่คำว่าให้ ไม่ว่าจะเป็น เงินค่าขนม การให้สวัสดิการรักษาพยาบาล รถรับส่งต่างๆ เครื่องแบบสำหรับลูกๆ แม่ก็จัดหามาให้โดยไม่สนใจว่างบประมาณในแต่ละปีจะมีอยู่มากน้อยเท่าไร รู้แค่เพียงว่า งบประมาณความรักนั้นมีไม่จำกัด
มีการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก ไม่ว่าลูกจะมีเรื่องราวใดๆ มีปัญหาอะไร แม่จะคอยเป็นทั้งที่ปรึกษา และเป็นผู้ให้กำลังใจให้กับลูกๆ เสมอ ลูกเองซะอีกที่บางครั้งยังแสดงความรำคาญแม่ ทั้งๆ ที่แม่คอยเป็นห่วง นอกจากนี้ แม่ยังคอยเป็นผู้ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องของเราเองให้รักกันมากๆ
เวลาลูกทำผิด แม่ก็ลงโทษ แต่การลงโทษนั้นเป็นการลงโทษเพื่อให้สำนึก และไม่ให้กระทำผิดซ้ำ และแม้ว่าจะมีการทำผิดซ้ำคำเตือน แต่แม่ก็ไม่เคยที่จะไล่เราออกจากความเป็นลูกเลย ยังคงคอยเป็นห่วง และคอยอบรมสั่งสอนให้เราเป็นคนที่ดีขึ้น ไม่ทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยเจตนาที่ดี และด้วยความรักอันเต็มเปี่ยม
ที่สำคัญที่สุด อาชีพ “แม่” เป็นตำแหน่งที่ไม่เคยเรียกร้องขอเงินเดือน ไม่เคยเรียกร้องเงินเดือนขึ้นแม้ว่าเศรษฐกิจจะย่ำแย่เพียงใด ไม่เคยอยากที่จะเลื่อนตำแหน่งใดๆ แต่แม่ ก็ยังคงมีแรงจูงใจที่อยากจะทำให้ลูกทุกๆ อย่าง แค่เห็นลูกๆ เติบใหญ่ มีความก้าวหน้า มีชีวิตที่ดี แค่นี้ก็ถือเป็นรางวัลที่สำคัญที่สุดของคนที่ได้ชื่อว่า “แม่”
ผมรักแม่ครับ
กด like ให้ 100 ครั้งเลยค่ะ
หากคน HR มีหัวใจ และการบริหารงานแบบ แม่
ตำราใดๆ ก็ไม่จำเป็น คุณเขียนได้โดนใจมาก และเป็นจริงอย่างนั้นด้วย
ขอบคุณที่มีสิ่งดีๆมาให้อ่านเสมอ
กาบเภา