ค่าจ้างขั้นต่ำ กับผลกระทบในการบริหารค่าจ้างเงินเดือน (อีกครั้ง)

ผมเคยเขียนบทความว่าด้วยเรื่องของผลกระทบที่มีต่อการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ กับการบริหารค่าจ้างเงินเดือนของบริษัทไว้ เมื่อต้นปีที่แล้ว ก็ขอเอามาให้อ่านกันอีกครั้งนะครับ ตามลิงค์ที่ให้ไว้นี้ไปเลยครับ http://wp.me/pBmlU-be (ตัวเลขเป็นของปีที่ผ่านมาครับ) แล้วปีนี้จะเป็นอย่างไรกันบ้าง

อ่านจบแล้วก็คงต้องกลับมาพิจารณากันอีกครั้งว่าสำหรับบริษัทของเรานั้นจะมีผลกระทบในเรื่องอะไรบ้าง ยิ่งในกรุงเทพและปริมณฑลที่ขึ้นมาถึง 215 บาทต่อวันคูณด้วย 30 ก็เป็นเงินถึง 6,450 บาทต่อเดือน นั่นก็แปลว่าบางบริษัทจะมีผลกระทบต่ออัตราแรกจ้างสำหรับพนักงานในวุฒิ ปวช. อย่างแน่นอน เพราะราคาเริ่มขยับเข้าใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ ผมเห็นบริษัทลูกค้าผมบางแห่ง เริ่มจ้างปวช. จบใหม่ในอัตรา 6,400 บาท แปลว่าราคานี้ก็จ้างไม่ได้แล้ว เพราะขั้นต่ำขยับเข้ามาจนมากกว่าราคา ปวช. ของบริษัท ก็จะต้องเป็นหน้าที่ของนักบริหารค่าจ้างเงินเดือนของบริษัทแล้วว่า จะกำหนดอัตราค่าจ้างเริ่มต้นของระดับ ปวช. สักเท่าไรดี แนะนำว่าให้ไปดูอัตราจากผลการสำรวจค่าจ้างเป็นแนวทางก็ได้นะครับ

พอปวช. ขยับขึ้น ก็จะเข้าใกล้ ปวส. อีก ก็คงต้องมานั่งพิจารณากันต่อว่า แล้วระดับ ปวส. จะต้องขยับขึ้นด้วยหรือไม่ ถ้าจะขยับขึ้นควรจะปรับเท่าไรดี ก็ต้องเป็นเรื่องที่จะต้องมาพิจารณาอีกว่าอัตราที่จะปรับใหม่นั้นสามารถที่จะดึงดูดและรักษาพนักงานได้หรือไม่ และไม่ใกล้กับอัตรา ปวช. มากเกินไป

พอราคาปวช. ปรับขึ้น สิ่งที่จะต้องทำต่อก็คือ ปีหรือสองปีที่แล้ว เรามีจ้างพนักงานระดับ ปวช. หรือไม่ ถ้ามี พนักงานกลุ่มนั้นก็จะต้องถูกปรับขึ้นด้วยนะครับ ก่อนที่จะรับพนักงานใหม่เข้ามาในระดับเดียวกัน มิฉะนั้นพนักงานคนใหม่ในระดับ ปวช. จะมีเงินเดือนที่สูงกว่าพนักงานคนเก่าที่ทำงานกับบริษัทมาแล้วปี หรือสองปี ยิ่งทำให้ระบบค่าจ้างเงินเดือนเรามีความลักลั่นกันขึ้นไปอีก ดังนั้นปรับตัวเลขขึ้นได้ แต่อย่าลืมปรับพนักงานที่ได้รับผลกระทบด้วยนะครับ

นอกจากผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพนักงานในวุฒิปวช. และปวส. แล้ว ผลที่นายจ้างแต่ละแห่งหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยก็คือ ต้นทุนในการผลิต และการทำงานของบริษัทตนสูงขึ้นมากเลย วันละ 9 บาท เป็นอัตราที่สูงขึ้นมากทีเดียว เมื่อมองในมุมของนายจ้าง เพราะต้องปรับให้กับพนักงานที่รับค่าจ้างในอัตราขั้นต่ำทุกคน ยิ่งไปกว่านั้น พนักงานที่เคยได้รับในอัตรานี้อยู่แล้ว บริษัทก็จะต้องปรับให้เขาด้วย เพื่อไม่ให้คนใหม่ที่รับเข้ามาได้รับเงินค่าจ้างที่เท่ากับ หรือใกล้คนเก่าที่ทำงานกับเรา เช่น พนักงานบางคนที่กินรายวันอาจจะได้อัตราวันละ 210 บาท หรือ 213 ฯลฯ พนักงานเหล่านี้จะต้องได้รับการปรับอัตราค่าจ้างในสัดส่วนต่างๆ กันด้วย เพราะถ้าเราไม่ปรับ หรือปรับให้ทุกคนไปอยู่ที่ 215 กันหมด ก็จะไม่ยุติธรรมสำหรับพนักงานที่เคยได้รับค่าจ้างสูงกว่า 206 บาทในปีที่ผ่านมานั่นเอง

ผมได้ให้สูตรในการคำนวณผลกระทบไว้แล้วตามลิงค์ของบทความในด้านบนนะครับ ลองเอาไปปรับตัวเลขแล้วคำนวณดูว่าพนักงานที่ต้องได้รับการปรับจะมีสักกี่คน และเป็นเงินเท่าไร เพราะนี่คือต้นทุนที่เลี่ยงไม่ได้เลยของนายจ้าง ซึ่งถูกบังคับด้วยกฎหมายของทางภาครัฐครับ

แนวโน้มในอนาคตของหลายๆ บริษัทที่ต้องใช้แรงงานเยอะๆ ก็คงต้องวางแผนในระยะยาว เพื่อเอาเครื่องจักรเข้ามาใช้แทนพนักงานมากขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อลดต้นทุนทางด้านแรงงานลง และเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้สูงขึ้น แนวทางนี้ผมไม่ได้คิดเองนะครับ ผมสอบถามจากบรรดาเจ้าของบริษัท และผู้บริหารระดับสูงๆ ว่าจะแก้ไข หรือมีแนวทางในอนาคตอย่างไร 95% พูดแบบเดียวกันหมดครับ ก็คือ ปรับวิธีการทำงานโดยใช้คนให้น้อยลง จ้างเฉพาะคนที่มีความรู้ความสามารถ ลดแรงงานโดยใช้เครื่องจักรเข้ามาทดแทน

ผลกระทบที่ตามมาอีกก็คือ แล้วแรงงานเหล่านี้ล่ะครับ จะไปทำอะไรดี ถ้ารัฐยังไม่มีแนวทางในการพัฒนาฝีมือแรงงานให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายคนกลุ่มนี้จะกลายเป็นไม่มีงานทำในระยะอีกประมาณ 5 ปีข้างหน้า ถ้าเขาไม่พัฒนาตนเองให้เป็นไปตามการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

9 ความคิดเกี่ยวกับ "ค่าจ้างขั้นต่ำ กับผลกระทบในการบริหารค่าจ้างเงินเดือน (อีกครั้ง)"

Add yours

  1. เห็นด้วยครับ
    ผมเองก็เคยเขียนบล็อกถึงเรื่องนี้เหมือนกันที่ https://kafaak.wordpress.com/2010/09/07/wage-raised-to-250/

    เพียงแต่ตอนที่ผมเขียนนั้น มันมีข่าวว่าจะปรับเป็น 250 บาท/วัน เลยทีเดียว

    เขียนในฐานะลูกจ้าง ที่เคยอยู่ในฐานะที่มีส่วนต้องปรับค่าแรงประจำปีให้กับพนักงาน

  2. รบกวนสอบถามค่ะ

    รบกวนสอบถามสูตรที่นำมาใช้ในการคำนวณการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ อยากทราบว่าตัวเลขแต่ละตัวมากจากไหน แล้วทำไมต้องใช้สูตรนี้

    ถามแบบไม่มีข้อมูลในสมองเลยค่ะ รบกวนช่วยอธิบายด้วยนะคะ

    ขอบคุณค่ะ
    ratcha

    1. สูตรที่ใช้นี้ตัวเลขแต่ละตัวก็มาจาก อัตราแรกจ้างทั้งสิ้นครับ ก็มีแรกจ้างเดิม กับแรกจ้างใหม่ แล้วก็ค่าจ้างปัจจุบันของพนักงานแต่ละคน เพียงแต่เอามาทำให้การปรับนั้นมีความเป็นธรรมสำหรับพนักงานทุกคนครับ พนักงานที่เคยได้สูงอยู่แล้ว ก็จะยังคงสูงอยู่ เมื่อเทียบกับพนักงานที่ถูกปรับขยับฐานขึ้นมาครับ มิฉะนั้นคนที่เคยได้ 215 บาท แล้วทำงานมาหลายปี วันดีคืนดี รัฐบาลประกาศขยับอัตราแรกจ้าง ทำให้พนักงานคนอื่นที่เพิ่งเข้ามาทำงานกลายเป็นได้ค่าจ้างเท่ากับพนักงานคนนี้เลย ถ้าเขาไม่ได้รับการปรับขึ้นไป ก็จะเป็นการไม่ยุติธรรมสำหรับพนักงานคนนี้ครับผม ก็เลยเป็นที่มาของสูตรนี้ครับ

  3. สวัสดีค่ะ
    ดิฉันมีเรื่องจะสอบถามค่ะ คือได้อ่านคำอธิบาย และสูตรคำนวณของเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำแล้ว ดิฉันอยากจะถามว่า 0.7 ที่เป็นตัวคูณ อ้างอิงมาจากอะไรค่ะ ดิฉันก็ต้องนำเสนอนายเช่นกัน แต่เนื่องจากว่านายค่อนข้างจะไม่เข้าใจกฎหมายไทย และเห็นว่าเราให้เป็นรายเดือนด้วย แต่ถ้าหาร 30 แล้วยังต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำอันใหม่อยู่นิดนึงค่ะ นายก็เลยเหมือนจะไม่อยากจะปรับค่ะ แต่ดิฉันก็เกรงว่าพนักงานจะโวยวายค่ะ

    รบกวนด้วยนะค่ะ ขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ

    1. สวัสดีครับ สำหรับตัวเลข 0.7 นั้นเป็นตัวคูณที่จะช่วยปรับสัดส่วนเงินเดือนของพนักงานว่าจะต้องปรับมากน้อยแค่ไหนด้วยครับ เช่น ถ้าใช้ตัวเลข 1 เป็นตัวคูณเมื่อไร แปลว่าพนักงานทุกคนจะได้รับการปรับในจำนวนที่เพิ่มขึ้น เช่นในอัตราขั้นต่ำใหม่ที่เพิ่มขึ้น 9 บาทนั้น ถ้าเราใช้ตัวเลข 1 เป็นตัวคูณ ทุกคนก็จะได้ปรับ 9 บาท แต่ถ้าใช้ตัวเลข 0.9 จำนวนคนที่ถูกปรับก็จะลดน้อยลงครับ (ต้องทดลองคำนวณดูครับ)

      ส่วนตัวเลข 0.7 นั้น มันเป็นตัวเลขที่อยู่ระหว่าง 0.5-0.9 ครับ ถือว่าเป็นตัวเลขกลางๆ และทำให้บริษัทไม่ต้องใช้งบประมาณมากไป และพนักงานเองก็ยังคงรู้สึกว่าได้รับการปรับหนีจากค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ที่สูงตามขึ้นมาครับ

ใส่ความเห็น

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑