ผมมีโอกาสได้อ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องกับการคิด และการพัฒนาทักษะการคิด อยู่หลายเล่ม ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นผลงานของ Edward De Bono ซึ่งถือว่าเป็นกูรูทางด้านการคิด ซึ่งเขาก็มักจะเขียนอยู่เสมอว่า ทำไมโรงเรียนต่างๆ จึงไม่มีสอนเรื่องของทักษะในการคิด แต่มักจะปล่อยให้เด็กนักเรียน หรือนักศึกษานั้น คิดจากทฤษฎีต่างๆ คิดจากกรอบความคิดที่มีอยู่
พอเป็นแบบนั้น ลักษณะของการคิดของคนเราก็เลยถูกจำกัดอยู่แต่ในกรอบ เราก็มักจะวิเคราะห์ และคิดให้ความเห็นกับเรื่องต่างๆ ในกรอบความคิดของเราเองเสมอ พอถึงเวลาที่จะต้องคิดอะไรใหม่ๆ ก็มักจะถูกกรอบความคิดเดิมที่มีอยู่นั้น ปิดทางคิดใหม่จนหมดทุกทาง
หรือบางทีคนอื่นคิดอะไรแปลกๆ ออกมา แต่ขัดกับกรอบความคิดที่เราเคยรู้ เคยประสบมา เราก็มักจะพูดว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะเราเคยเจอแบบนั้น แบบนี้มาแล้ว
ผู้เขียนเขาบอกเลยว่า สมองของคนเรานั้นเปรียบเสมือนแรงม้าของรถยนต์ รถยนต์แต่ละคนอาจจะมีแรงม้าที่ไม่เท่ากัน แต่การที่จะทำให้รถยนต์คันนั้นๆ แสดงสมรรถนะได้อย่างเต็มที่สมกับแรงม้าที่มีอยู่นั้น มันก็ขึ้นอยู่กับคนขับด้วยว่าเขาสามารถที่จะฝึกขับรถคันนั้นให้สามารถแสดงสมรรถนะได้อย่างเต็มที่
รถที่แรงม้าสูงๆ แต่คนขับขับไม่ค่อยจะเป็น มันก็ไม่มีประโยชน์ ผิดกับรถที่แรงม้าน้อยกว่า แต่คนขับสามารถดึงเอาความสามารถของเครื่องยนต์ออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ก็จะดูเหมือนกับว่า รถที่แรงม้าน้อยกว่าทำไมจึงแรงกว่าไปได้
สมองของคนเราก็เช่นกัน การที่คนหนึ่งมีสมองที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นสมองที่ดีเลิศมากๆ แต่ถ้าเขาไม่ได้ฝึกวิธีการคิดที่ถูกต้องแล้ว เขาก็จะไม่สามารถดึงเอาความสามารถของสมองออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ได้เลย ผิดกับคนที่สมองปกติ แต่มีการฝึกวิธีการคิดที่ดี เขาจะสามารถดึงเอาศักยภาพของสมองที่มีอยู่ออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่
ดังนั้นคนเราทุกคนต้องฝึกคิดอยู่เสมอ ฝึกใช้สมองอยู่เสมอ จะทำให้สมองของเราไม่ฝ่อด้วยนะครับ มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่เกี่ยวกับความฉลาดของคนเรา เขาบอกเลยว่า คนฉลาดนั้น มักจะเป็นที่ไม่ค่อยมีความคิดสร้างสรรค์ และไม่ค่อยยอมรับความคิดใหม่ๆ เขาจะใช้ความฉลาดของเขานั้นมองภาพในสิ่งที่คนอื่นพูด และพยายามหาตรรกกะที่ผิดกับหลักการที่เขาเชื่อ พร้อมกับให้เหตุผลปกป้องความคิดของตนเอง หรือไม่ก็ใช้ความฉลาดนั้นมาทำให้ความคิดของคนอื่นกลายเป็นความคิดที่แย่ลงไปในทันที
ผลที่ได้ก็คือ เราจะถกเถียงกันอย่างเมามันมาก อ้างเหตุผลต่างๆ นาๆ มากมายออกมา แต่สุดท้ายก็จะไม่มีอะไรใหม่ออกมาจากการถกเถียงนั้นเลยเพราะคนที่ฉลาดแต่ไม่ได้ฝึกคิดนั้น จะพยายามอ้างและปกป้องความคิดที่เขาคิดว่าถูกต้อง จนคนอื่นเถียงไม่ออก เพราะจนด้วยเหตุผลที่เขาอ้างมา
แต่ในการที่เราจะเน้นเรื่องของความคิดสร้างสรรค์นั้น เราจำเป็นที่จะต้องฝึกคิดออกนอกกรอบความคิดที่เราเคยสัมผัสและเรียนรู้มา ดังนั้นถ้าสังเกตนะครับ ความคิดใหม่ๆ นั้นมักจะไม่ค่อยออกมาจากคนที่ฉลาด หรือเรียนเก่ง แต่มักจะมาจากคนที่คิด และมองโลกแตกต่างออกไป มีมุมมองที่แตกต่างออกไป โดยไม่ยึดกรอกความคิด หรือทฤษฎีที่เรียนมา
ดังนั้นการคิดแบบหาทางเลือก จึงมักจะเป็นการคิดที่พยายามสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ออกมา โดยที่ไม่ต้องกำหนดกฎเกณฑ์อะไรในการคิด ก็คือ คิดมันไปเรื่อยๆ เลย ผู้บริหารบางบริษัทถึงกับกำหนดเป็นนโยบายในการประชุมเพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ว่า “ในการประชุมทุกครั้งให้ลบคำว่า เป็นไปไม่ได้ออกไปเลย” ให้คิดแต่เพียงแต่ความคิดที่เราคิดมานั้นมันดี หรือไม่ดี เหมาะ หรือไม่เหมาะกับองค์กรของเรา ถ้าดี หรือเหมาะ ก็ต้องคิดหาทางทำมันให้เกิดขึ้นจริงให้ได้
ผมว่าเป็นแนวทางที่ดีมากสำหรับการบริหารธุรกิจในยุคปัจจุบัน ซึ่งมีการแข่งขันสูงมากๆ แต่ละองค์กรก็ต้องหาแนวทางใหม่ๆ สินค้าใหม่ๆ ออกมาแข่งขันกัน ดังนั้นถ้าเรายังคงมีกรอบความคิดเดิมๆ หรือมักคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้แล้ว บริษัทเราก็คงจะไม่มีอะไรใหม่ๆ ออกสู่ตลาดแน่นอน
วันนี้คุณคิดอะไรนอกกรอบบ้างหรือยังครับ
ใส่ความเห็น