- ปกติแล้วคุณมีความสุขในการทำงานหรือไม่??
- คุณ ทำงานด้วยความเพลิดเพลินจนลืมเวลาใช่หรือไม่??
- คุณ ทุ่มเททำงานโดยไม่สนใจว่าค่าจ้างของคุณจะเป็นอย่างไรใช่หรือไม่??
- คุณ ลุกขึ้นจากเตียงนอนตอนเช้าในวันทำงานด้วยความรู้สึกที่สดชื่น และอยากไปทำงานเต็มที่หรือไม่ ??
- คุณกลับถึงบ้าน และมีความกระตือรือร้นในการเตรียมงาน สำหรับวันต่อไป ใช่หรือไม่??
- คุณ นอนไม่หลับ เพราะว่างานที่ทำนั้นสนุกมาก และอยากให้ถึงพรุ่งนี้เร็ว หรือไม่??
ถ้าคำตอบที่ได้คือ “ใช่” มากว่า 4 ข้อ คุณเป็นคนที่มีความสุขในการทำงานมาก แต่ถ้าตอบใช่ทุกข้อเลย แสดงว่าคุณเป็นคนที่มีความสุขในการทำงานอย่างมากที่สุด และพูดได้ว่า คุณมีความรักในงานที่คุณทำ เพราะคุณทำแล้วมีความสุข มี หลายๆ คนพูดว่า การที่เราจะมีความสุขในการทำงานได้นั้น เราจะต้องมีความรักในงานที่เราทำก่อน ถ้าเราไม่รักงานที่เราทำ ทำให้ตายก็ไม่มีความสุขครับ
ได้ยินแบบนี้แล้วก็รู้สึกว่าจะจริงนะครับ อะไรที่เรารัก ที่เราชอบ เราจะตั้งใจทำมันอย่างดี และจะใช้เวลาในการทำงานอย่างเต็มที่โดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย แต่ ในทางตรงกันข้าม งานอะไรที่เราไม่ชอบ หรือเข้าขั้นเกลียด การจะทำมันสักเพียงหนึ่งนาที ก็เป็นสิ่งที่ยากแล้ว เพราะความรู้สึกไม่อยากทำมันจะเกิดขึ้นในจิตใจของเรา ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเรายังทนทำมันต่อไป สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ผลงานที่ได้ก็จะไม่ใช่ผลงานที่ดี จะเป็นผลงานแบบ “ขอไปที” เพื่อที่จะทำให้มันเสร็จๆ ไปในแต่ละวัน
มีอยู่วัน หนึ่งผมไปทานอาหารเย็นที่ร้านอาหารย่านถนนพระรามหก ก็นำรถเข้าไปจอดที่ลานจอดรถ ได้เห็นคุณลุงคนหนึ่งแกโบกรถเข้าออกอย่างตั้งใจเอามากๆ แถมยังวิ่งมาที่รถทุกคันที่เข้ามา เพื่อช่วยดูและช่วยโบกให้จอดได้อย่างง่ายๆ ในตอนแรกผมก็คิดว่า แกคงอยากได้ทิปจากลูกค้า ก็เลยทำแบบนั้น ถ้าใครไม่ให้ทิป แกก็คงจะไม่เข้ามาบริการ แต่ผมคิดผิดครับ
สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกผิด จากความคิดของผมก็คือ แกไม่เคยจะเดินเลาะมาข้างรถแต่ละคันเพื่อรอทิปเลยครับ พอรถออกจากซองจอดรถแล้ว แกก็จะรีบวิ่งไปที่ประตูทางออก เพื่อคอยอำนวยความสะดวกให้กับรถที่จะออกไปสู่ถนนใหญ่ คอยโบกให้รถที่กำลังมานั้นชลอ เพื่อให้รถในร้านออกไปได้อย่างปลอดภัย ผมสังเกตแกอยู่ในรถเงียบๆ บอกได้เลยว่า 10 คันที่แกโบกให้นั้น แทบจะไม่มีโอกาสให้ทิปแกเลยครับ เพราะกำลังจะเปิดหน้าต่างให้ทิป แกก็วิ่งไปที่ประตูทางออกซะแล้ว ก็มีบางคันที่ยอมจอดตรงประตูทางออก แล้วเปิดหน้าตาให้ทิปแก ผมลงจากรถ แกก็เดินมาคุยเรื่องสัปเพเหระไปเรื่อยเพื่อจะนำทางผมไปที่ประตูร้านอาหารด้านหน้า ผมก็เลยถือโอกาสถามแกว่า ทำแบบนี้ได้รายได้ยังไงบ้าง แกบอกว่า
“ก็แล้วแต่ลูกค้าจะให้ครับ ผมไม่ได้หวังทิปจากลูกค้าหรอกนะครับ แต่ผมรักในสิ่งที่ผมทำ ผมอยากให้ทุกคนจอดรถได้อย่างสบายใจ และสามารถอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าในการเข้าออกที่จอดรถได้”
นี่ถ้าผมไม่ได้นั่งดูแกทำงานอยู่พักใหญ่ แล้วมาได้ยินแกพูดแบบนี้ก็คงไม่เชื่อนะครับ แต่ผมเห็นในสิ่งที่แกทำจริงๆ ผมเชื่อแกโดยสนิทใจเลยครับคุณลุงแกยังบอกอีกนะครับว่า แกรักในสิ่งที่แกทำอยู่นี้ แม้จะไม่มีรายได้อะไรมากมาย แต่พอทำแล้วลูกค้าที่มากินข้าวก็มาพูดคุยกับแก เห็นลูกค้าไปชมกับเจ้าของร้านถึงความตั้งใจในการทำงานอย่างเต็มที่ เท่านี้แกก็พอใจแล้วครับ นี่คือผลของความรักในงานที่ทำ ไม่ว่างานนั้นจะเป็นงานอะไร เป็นงานชั้นต่ำ หรืองานชั้นสูง ถ้าเรารัก รักที่จะทำ รักที่จะสร้างสิ่งที่ดีให้กับคนอื่นในผลงานของเรา เราจะทำงานอย่างมีความสุขมากมายครับ ตัวอย่างให้เห็น มีอีกเยอะครับ ไม่ว่าจะเป็น
- คนกวาดถนน ที่ทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย แต่ก็มีความสุขทุกครั้งที่ได้เห็นถนนสะอาดตา
- พนักงานทำความสะอาดในองค์การนาซ่า ที่รู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งมนุษย์ออกไปสู่อวกาศได้ แม้จะเป็นส่วนที่น้อยนิดก็ตาม
- พนักงานเก็บขยะที่ต้องมาเก็บขยะตอนดึก แยกขยะที่มีกลิ่นเหม็น แต่ก็รู้สึกดีทุกครั้งที่ได้เห็นบ้านเรือนสะอาดสะอ้าน
- พนักงานต้อนรับลูกค้าที่ ยินดีรับฟังคำต่อว่าอย่างรุนแรงของลูกค้า ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เพราะคิดว่าได้ช่วยให้ลูกค้าสบายใจ
- ฯลฯ
แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้สึกแบบนี้นะครับ คนที่จะรู้สึกแบบนี้ได้ก็คือ คนที่รักในงานที่ทำจริงๆ เมื่อเรารักงานของเรา ไม่ว่างานนั้นจะยากเย็นสักเพียงใด ไม่ว่างานนั้นจะน่ารังเกียจสักเพียงใด ไม่ว่างานนั้นจะต้องลำบากและเหนื่อยยากสักเพียงใด เขาก็จะมีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำงานนั้น เพราะ ความรักที่มีต่องานของเราครับ
อาจจะมีบางคนถาม ว่าถ้าเราไม่เคยรักงานที่เราทำเลยล่ะ จะทำอย่างไร ก็มีสองทางครับ
1. รักมันซะ เริ่มมองหาข้อดีของงานที่เราทำ และทำใจรักมันให้ได้
2. หางานใหม่ที่เรารัก อย่าไปทนทำงานที่เราไม่ได้รักเลยครับ มันไม่ได้ทำให้เรามีความสุขได้เลย ชีวิตของเรานั้น สั้นนะครับ ผมเห็นหลายคนยอมทิ้งเงินเดือนเยอะๆ เพื่อไปเริ่มต้นทำงานที่ตนเองรัก แม้ว่ารายได้นั้นอาจจะไม่เท่ากับที่เขาเคยได้ แต่เขากลับมาความสุขมากว่าที่เขาเคยมีครับ
ก็มีบางคนก็ตอบกลับมาว่า โอย ไม่ได้หรอก ทำงานนี้มาตั้งนานแล้ว อายุก็เยอะ จะเปลี่ยนก็ไม่ได้แล้ว ถ้าเป็นแบบนี้จริงๆ ก็ขอให้กลับไปดูข้อ 1 ครับ
ความจริงมันก้อถูกต้องค่ะ
แล้วเราก้อรักงานที่ทำ
แต่ไม่รู้จะทำยังงัยดี
เพราะเบื่อคนค่ะ
เพราะค่อนข้างไม่มีเหตุผล ต่างคนต่างทำเพื่อตัวเอง