ขึ้นเงินเดือน เขาทำอย่างไรกันบ้าง2

วันนี้เรามาต่อกันในเรื่องของวิธีการขึ้นเงินเดือนอีกตอนหนึ่งนะครับ เมื่อวานเราคุยกันไปแล้วสำหรับการขึ้นเงินเดือนโดยคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนพนักงาน วันนี้เราจะคุยกันในเรื่องการขึ้นเงินเดือนอีกวิธีหนึ่งก็คือ ขึ้นเป็นตัวเงินคงที่ครับ

2. ขึ้นเป็นเงินคงที่ตามผลงานของพนักงาน

วิธีการขึ้นเงินเดือนในลักษณะนี้มีหน้าตาดังตารางข้างล่างนี้ครับ

ระดับงาน

ระดับผลงาน

A B C D E
5 2,280 1,830 1,370 910 2,280
4 1,760 1,410 1,050 700 1,760
3 1,350 1,080 810 540 1,350
2 1,040 830 620 420 1,040
1 800 640 480 320 800

ตารางข้างบนนี้เป็นเพียงตัวอย่างนะครับ อย่านำไปใช้เด็ดขาดนะครับ เพราะผมสมมุติตัวเลขขึ้นมาทั้งหมดครับ จากตารางดังกล่าวจะเห็นว่า วิธีการขึ้นเงินเดือนแบบนี้ พนักงานที่มีผลงานเท่ากันและอยู่ในระดับงานเดียวกัน ก็จะได้รับเงินขึ้นที่เท่ากัน

ตัวอย่างเช่น พนักงานคนที่หนึ่งทำงานในระดับงาน 5 และมีเงินเดือน 20,000 บาท ถ้าเขาทำผลงานในปีนี้ได้ C เขาก็จะได้รับเงินขึ้นจำนวน 1,370 บาท และถ้ามีพนักงานอีกคนทำงานในระดับงาน 5 เหมือนกันแต่อยู่มานานจนเงินเดือนเท่ากับ 40,000 บาท และปีนี้ผลงานก็ได้ในระดับ C เท่ากับพนักงานคนแรก พนักงานคนที่สองนี้ก็จะได้รับเงินเดือนจำนวน 1,370 บาท เท่ากับพนักงานคนแรก

นั่นก็แปลว่า ผลงานเท่ากันในปีนี้ ก็ขึ้นเงินเดือนในจำนวนที่เท่ากัน ไม่ว่าพนักงานคนนั้นจะอยู่มานานจนเงินเดือนสูงกว่าก็ตาม และวิธีการขึ้นเงินเดือนแบบนี้นั้น ยังให้ความสำคัญกับค่างานด้วย กล่าวคือพนักงานที่ทำงานในระดับงานที่สูงกว่า (ค่างานสูงกว่า) ถ้าได้ผลงานในระดับเดียวกับพนักงานที่ทำงานในระดับงานที่ต่ำกว่า ก็ยังได้รับเงินขึ้นมากกว่า เช่น ได้ A ในระดับงาน 5 ได้เงินขึ้นมากกว่า A ในระดับงาน 4 ซึ่งมันก็สะท้อนเรื่องของค่างานด้วยว่า งานที่ยากและทำผลงานได้ดี ก็จะได้รับเงินขึ้นที่มากกว่า

ในความเห็นผมนั้น ผมชอบวิธีที่สองนี้มากกว่าวิธีแรกที่ขึ้นเป็นเปอรเซ็นต์ เพราะคนไทยเองไม่ค่อยคิดอะไรเป็นเปอร์เซ็นต์เท่าไร พอได้มาก็ต้องมาคำนวณออกมาเป็นเงินบาท แล้วก็เอามาเทียบกันในรูปของเงินบาท ถ้าพนักงานส่วนใหญ่ของบริษัทท่านเป็นแบบนี้ ผมก็ขอแนะนำให้เปลี่ยนวิธีการขึ้นเงินเดือนเป็นแบบเงินคงที่จะดีกว่า

มีเรื่องตลก(ไม่ออก) อยู่เรื่องหนึ่ง ตอนที่ผมกำลังไปทำงานให้กับลูกค้า บริษัทนี้ใช้วิธีการขึ้นเงินเดือนเป็นเปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน มีพนักงานในสายการผลิตคนหนึ่งวิ่งเข้ามาบอกว่าขอปรึกษาเรื่องของเงินขึ้นกับหัวหน้าของเขา (ผมเองก็นั่งอยู่ข้าง ๆ หัวหน้าเขา) พนักงานคนนี้ทำงานได้ผลงานดีมาก ก็คือระดับ A ซึ่งได้ขึ้นเงินเดือนอยู่ที่ 10% เขาก็มาบ่นว่า

“ทำไมหัวหน้าบอกว่าผมได้ A แต่กลับขึ้นเงินเดือนให้ผมน้อยกว่าเพื่อนผมที่ทำผลงานได้ B”

“ไม่นะ ผมขึ้นเงินเดือนให้คุณในระดับ A ก็คือ 10% เชียวนะ 10% นี่ถือว่าได้เยอะสำหรับปีนี้แล้วนะครับ” หัวหน้าตอบ

“งั้นผมขอให้หัวหน้าเปลี่ยนผลงานผมเป็น B ได้มั้ยครับ” ลูกน้องถามกลับ

“อ้าว ทำไมล่ะ ผลงานดีที่สุดก็ดีแล้ว ทำไมอยากได้ผลงานที่แย่ลงล่ะ” หัวหน้าสงสัย

“ก็เพื่อนผมเขาได้ B แต่เขาได้ขึ้นเงินเดือนเยอะกว่าผมอีก!!!”

กรณีเช่นนี้เกิดบ่อยครับ พนักงานคนที่ผลงานดีที่ได้ A นั้น มีเงินเดือนอยู่ที่ 15,000 บาท ขึ้น 10% ก็ได้เป็นเงินเท่ากับ 1,500 บาท แต่เพื่อนของเขาทำงานมานานกว่า มีเงินเดือนสูงกว่า ก็คือ 21,000 บาท ได้ผลงาน B ได้ขึ้น 8% คิดเป็นเงินคือ 1,680 บาท

พนักงานคนแรกทำผลงานได้ในระดับ A แน่นอนว่าเขาต้องคาดหวังว่าจะได้รับเงินขึ้นที่สูงกว่าเพื่อนที่ทำงานด้วยกันแต่ผลงานแย่กว่าเขา แต่พอได้รับเงินขึ้นแล้ว ไปเทียบกับเพื่อนที่ผลงานด้อยกว่าแต่กลับได้เงินขึ้นมากกว่า มันก็ทำให้เขารู้สึกหมดแรงจูงใจในการทำงานทันที

นี่เป็นเพียงปัญหาหนึ่งเท่านั้นในการขึ้นเงินเดือนแบบเป็นเปอร์เซ็นต์ กับมุมมองของพนักงานที่มองเป็นตัวเงิน ดังนั้นจะใช้วิธีขึ้นเงินเดือนแบบไหนนั้นผมว่าไม่มีผิดไม่มีถูก แต่ต้องใช้ให้เหมาะสม และสื่อสารกับพนักงานให้ถูกต้องตามหลักที่ใช้นั้นด้วย มิฉะนั้นแล้วการให้รางวัลอาจจะกลายเป็นการให้โทษในมุมมองของพนักงานไปในทันทีครับ

ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร

2 ความคิดเกี่ยวกับ "ขึ้นเงินเดือน เขาทำอย่างไรกันบ้าง2"

Add yours

  1. เห็นด้วยกับแบบที่สองนี้ค่ะ ชอบระบบที่อิงกับผลงานมากกว่า เพราะดูแล้วมีความเป็นเหตูเป็นผล และยุติธรรมดีค่ะ ระบบการทำงานของไทยอิงความอาวุโสมากเกินไป ถ้ามองในแง่ของการลงทุนจะได้ผลประโยชน์ที่ไม่ค่อยคุ้ม

  2. เห็นด้วยกับระบบสองค่ะ เหตุผลคือ ผู้ที่ผลงานดีกว่าได้รับเงินเพิ่มสูงกว่า และฐานเงินเดือนในระหว่างพนักงานไม่แตกต่างกันมาก

ใส่ความเห็น

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑