วันนี้เ็ป็นวันเฉลิมพระชนม์พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราชาวไทย ผมเองก็เป็นคนไทยคนหนึ่ง ซึ่งมักจะน้ำตาคลอเมื่อได้เห็นพระราชกรณียกิจ และข่าวคราวต่างๆ ของในหลวงของเรา
ยังจำวันรับปริญญาเมื่อเกือบ 20 ปีที่ผ่านมาได้ว่า มีความรู้สึกภูมิใจมากที่ได้รับปริญญาจากพระหัตถ์ของพระเจ้าอยู่หัว วันนั้นผมเองก็นั่งน้ำตาคลอในหอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาัลัยเช่นกัน
มีพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอยู่บทหนึ่ง ซึ่งผมอ่านแล้วชอบมา ก็เลยอยากนำมาให้อ่านกันอีกสักครั้งเพื่อเพิ่มพลังใจในการปฏิบัติงานของเรา ใครที่เคยอ่านแล้วก็อยากให้อ่านอีกครั้ง ผมเองเวลาเหนื่อยหรือท้อใจ ผมก็มักจะงัดเอาพระราชดำรัสบทนี้ขึ้นมาอ่าน อ่านจบแล้วก็มีพลังสู้ต่อไปครับ
เท่าที่ผมสืบทราบมา เข้าใจว่า พระราชดำรัสบทนี้พระเจ้าอยู่หัวได้ทรงดำรัสให้กับ อ.สุเมธ ตันติเวชกุล ซึ่งเป็นองคมนตรี ซึ่งมีข้อความดังต่อไปนี้ครับ
เศษเหล็ก “พระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัว”
ตอนนั้นผมกำลังทำงานอยู่ในสภาพจิตใจที่แย่มากมันไม่มีกำลังใจจะทำอะไร
ท้อแท้กับงานมากไม่มีใครเข้าใจ
” เหมือนทำดีแต่ไม่ได้ดี”
ในหลวงท่านทรงเสด็จ มาพอดี และท่านได้เห็นสีหน้าผมไม่สู้จะดี
ท่านได้สอบถามจนได้ความว่าผมกำลังท้อแท้กับงานท่านจึงตั้งคำถาม และรับสั่งว่า…..
ท่านสุเมธเคยขายเศษเหล็กไหม เศษเหล็กเหล่านั้น เวลาขาย คุณค่ามันต่ำมากใช่ไหม คงได้เงินมาไม่กี่บาทใช่ไหม?
แล้วถ้าเราเอาเศษเหล็กเหล่านั้นมาหลอมรวมกันเป็นแท่งเวลาหลอมนี่
เหล็กมันคงรู้สึกร้อนมากใช่ไหม?พอหลอมเสร็จเรานำมาทำเป็นดาบ
คงต้องนำมาตีให้แบนอีกใช่ไหม?เวลาตีก็ต้องคอยเอาไปเผาไปด้วย
ต้องตีไป เผาไป อยู่หลายรอบนกว่าเป็นรูปเป็นร่าง ดาบอย่างที่เราต้องการ
ต้องผ่านความเจ็บปวดร้อนอยู่นานแถมเมื่อเสร็จแล้วถ้าจะให้สวยงามดังใจ
ก็ต้องนำไปแกะลวดลายอีกใช่ไหม?เวลาที่แกะลวดลายก็คงต้องใช้ของ แข็งมีคมมาตีให้เป็นลวดลายอีก แต่เมื่อเสร็จเป็นดาบที่งดงามก็จะมีคุณค่าที่สูงมาก
เทียบกับเศษเหล็กคงจะต่างกันลิบลับ…จะเห็นว่ากว่าที่เศษเหล็กไม่มีคุณค่ามากนักจะกลายเป็นดาบอันงดงามนั้นต้องผ่านอุปสรรคมามากมาย ทั้งความเจ็บปวดต่างๆกว่าจะประสบความสำเร็จดังนั้นขอให้จำไว้อย่างหนึ่งว่า …
“ใครไม่เคยถูกตีถูกทุบ เจอเรื่องเลวร้ายในชีวิตมาเลยนั้น จงอย่าได้คิดทำ การใหญ่”
ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า นายประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร
ใส่ความเห็น