ผมได้รับอีเมล์จากท่านผู้อ่านบล็อกของผมถามมาว่า “อัตราแรกจ้างตามวุฒิการศึกษาในสายวิศวกรในช่วงนี้มีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ และควรจะกำหนดอัตราแรกจ้างในอัตราเท่าไรดี เพราะคนสมัครงานในตำแหน่งนี้ขอเงินเดือนที่แตกต่างกันเหลือเกินจนไม่รู้ว่าควรจะเริ่มจ้างเท่าไรดี”
โดยปกติแล้วอัตราแรกจ้างตามวุฒิการศึกษานั้น เราสามารถหาได้ตามรายงานผลการสำรวจค่าจ้างตามค่ายต่างๆ แล้วแต่ว่าเราจะเข้าร่วมกับค่ายใด ซึ่งหาได้ไม่ยากนักว่าตลาดเขาจ่ายเงินเดือนแรกจ้างของแต่ละวุฒิการศึกษาไว้เท่าไรกันบ้าง แต่สิ่งที่ยากกว่า ก็คือ นักบริหารบุคคลจะต้องกำหนดเป้าหมายของคนที่เราต้องการให้ชัดเจนมากๆ ว่าเราต้องการคนที่มีคุณสมบัติในลักษณะใด ซึ่งคุณสมบัตินี้เองที่จะเป็นตัวบอกเราได้ว่า อัตราเงินเดือนแรกจ้างที่เรากำหนดนั้นจะสามารถจ้างได้หรือไม่
ส่วนใหญ่ในรายงานผลการสำรวจค่าจ้างนั้นจะมีบอกไว้ว่า ผลการสำรวจอัตราแรกจ้างของแต่ละค่ายนั้นจะสำรวจมาจากเป้าหมายพนักงานแบบใด อาทิ บางรายงานสำรวจค่าจ้างเงินเดือนก็จะบอกเลยว่าอัตราแรกจ้างที่สำรวจนี้เป็นอัตราแรกจ้างในอัตรากลางๆ ของตลาด และเป็นอัตราของคนที่มีคุณสมบัติแบบใด
คำถามที่ถามผมมาว่าอัตราแรกจ้างระดับปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์นั้นเป็นเท่าไรนั้น ผมก็คงต้องอ้างอิงผลการสำรวจค่าจ้างเงินเดือนของสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทยปี 2552/2553 ที่เพิ่งออกมาในสัปดาห์ที่แล้ว อัตราแรกจ้างเฉลี่ยของปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์นั้นอยู่ที่ 15,000 บาท แต่กลุ่มตัวอย่างที่เก็บข้อมูลนี้จะเป็นปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์แบบต่อยอดจาก ปวส. และปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ที่จบการศึกษาจากสถาบันราชภัฎหรือราชมงคลเป็นส่วนใหญ่
จากประสบการณ์ของผมเองที่ทำเรื่องของการบริหารค่าจ้างเงินเดือนมา อัตรา 15,000 นี้เรียกได้ว่าไม่สามารถที่จะจ้างเด็กวิศวกรที่จบจากมหาวิทยาลัยรัฐชั้นนำได้เลย ยกเว้นว่าบริษัทนั้นอาจจะมีชื่อเสียง หรืออาจจะมีรูปแบบค่าจ้างแบบอื่นๆ เสริมเข้าไปให้อีก ถ้าเป็นวิศวกร ของมหาวิทยาลัยรัฐบาลชั้นนำนั้น เท่าที่ผมมีข้อมูลอยู่จะอยู่ราวๆ 18,000 – 20,000 บาท
ดังนั้นผมคิดว่าจะว่าจ้างในอัตราใดนั้น ฝ่ายบุคคลจะต้องกำหนดคุณสมบัติของวิศวกรของบริษัทให้ชัดเจนว่าต้องการคนที่มีคุณสมบัติแบบใด เพราะอัตราในตลาดนั้นว่าจ้างไม่เท่ากันจริงๆ และเมื่อกำหนดคุณสมบัติชัดเจนแล้ว เราก็จะเริ่มสรรหาว่าจ้างตามคุณสมบัตินั้น และเมื่อมีพนักงานเข้ามาทำงานตามวุฒิที่กำหนดแล้ว เราก็ควรจะจ้างด้วยอัตราที่เท่ากันตามที่เรากำหนดไว้ ไม่ว่าเขาจะเรียกเงินเดือนมาเท่าไรก็ตาม เราก็ควรจะจ้างตามอัตรามาตรฐานที่เรากำหนดไว้ ซึ่งอัตรานี้ฝ่ายบุคคลก็จะต้องเปรียบเทียบกับตลาดเป็นประจำเพื่อดูว่าอัตราของเรานั้นแข่งขันได้หรือไม่ จะได้สามารถดึงดูดพนักงานที่มีฝีมือและมีคุณสมบัติที่ตรงกับลักษณะงานที่เราต้องการได้ดีที่สุดครับ
ใส่ความเห็น