เครื่องมือในการประเมินค่างาน

เมื่อวานได้คุยกันในเรื่องของหลักพื้นฐานในการประเมินค่างานจบไปแล้ว วันนี้จะขอต่อในเรื่องของเครื่องมือในการประเมินค่างานกันบ้างนะครับ การที่เราจะตัดสินใจว่าตำแหน่งงานใดที่มีค่างานสูงกว่าตำแหน่งงานใดนั้น เราจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องมือในการประเมินค่างานที่เป็นระบบ และสามารถอธิบายความแตกต่างว่าทำไมงานนี้จึงยากกว่าอีกงานหนึ่ง ที่ปัจจัยใดบ้าง

เชื่อมั้ยครับว่า โดยปกติแล้วเราแทบจะไม่จำเป็นต้องใช้ระบบหรือเครื่องมือในการประเมินค่างานเลย ถ้าเรารู้รายละเอียดของตำแหน่งงาน และรู้หน้าที่ความรับผิดชอบของงานที่ชัดเจนแล้ว เราสามารถใช้ดุลพินิจบอกได้เลยว่า ตำแหน่งงานใดที่มีค่างานมากกว่ากัน มาลองดูกับตำแหน่งงานที่ทุกคนน่าจะเห็นภาพกันนะครับ

  • วิศวกรโรงงาน
  • แม่บ้าน
  • พนักงานพิมพ์ดีด
  • ช่างไฟฟ้า

ลองคิดในใจดูนะครับว่า ตำแหน่งงานไหนที่มีค่างานสูงที่สุด เรียงลำดับกันลงมาจนถึงค่างานน้อยที่สุด

ผมเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียงลำดับได้อย่างถูกต้อง (เพื่อให้แน่ใจ ผมใส่คำตอบอยู่ท้ายบทความนี้นะครับ) จุดนี้เองที่เป็นข้อพิสูจน์เล็กๆ ว่า การประเมินค่างานนั้นแทบจะไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมืออะไรเลยก็ยังได้ ถ้าคนประเมินเป็นกลาง และรู้เนื้อหาของตำแหน่งงานดีมาก แล้วทำไมถึงต้องมีเครื่องมือในการประเมินค่างานด้วยล่ะ

คำตอบก็คือ ในการทำการประเมินค่างานจริงๆ ในบริษัทนั้น ฝ่ายบุคคลจำเป็นที่จะต้องได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายในเรื่องของการประเมินค่างาน และจะต้องตอบคำถามต่างๆ ได้ว่าทำไมค่างานตำแหน่งงานนี้จึงสูงว่า หรือต่ำกว่า ด้วยเหตุผลหรือปัจจัยใดบ้าง ทั้งนี้ก็เพื่อการยอมรับของทุกฝ่ายนั่นเอง

ดังนั้นจึงเกิดระบบประเมินค่างานขึ้นมากมายที่ที่ปรึกษาหลากหลายบริษัททั้งในและนอกประเทศนำมาขายกัน ระบบที่ที่ปรึกษานำมาใช้นั้นส่วนใหญ่จะเป็นระบบที่เรียกในทางทฤษฎีว่า Point Rating ก็คือประเมินค่างานโดยการให้คะแนนไปทีละปัจจัยที่จะใช้ในการประเมินค่างาน

พื้นฐานสำคัญของการประเมินค่างานก็คือการเรียงลำดับอย่างที่เมื่อสักครู่เราทำกันไปนั่นเอง ไม่ว่าจะมีปัจจัยอะไรขึ้นมาใช้ในการประเมิน แต่สุดท้ายก็คือการให้คะแนนเปรียบเทียบกันระหว่างตำแหน่งหนึ่งกับอีกตำแหน่งหนึ่ง พูดง่ายๆ ก็คือ พิจารณาจากเนื้อหางาน และหน้าที่ความรับผิดชอบแล้ว ก็มานั่งพิจารณาว่าในปัจจัยต่างๆ นั้น ตำแหน่งไหนน่าจะได้คะแนนสูงกว่ากัน

สิ่งที่ต้องระลึกไว้เสมอก็คือ การประเมินค่างานนั้นเป็นการเปรียบเทียบงานหนึ่งกับอีกงานหนึ่ง ต้องเปรียบเทียบกันไปเรื่อยๆ จะประเมินเดี่ยวๆ โดยตัวตำแหน่งของมันเองไม่ได้ครับ เพราะเรากำลังจะสร้างความเป็นธรรมภายในในเรื่องค่างาน จึงต้องนำตำแหน่งงานทุกตำแหน่งในองค์กรมาเปรียบเทียบกันไปเรื่อยๆ ว่าเมื่อเทียบกันแล้วตำแหน่งงานใดบ้างที่ค่างานสูงกว่ากัน ต่ำกว่ากัน โดยใช้เครื่องมือในการประเมินค่างานที่องค์กรเลือกมาจากบริษัทที่ปรึกษาต่างๆ

ถ้าจะถามว่าของที่ปรึกษาเจ้าไหนที่ดีที่สุด ผมคิดว่าจากพื้นฐานในการประเมินค่างานที่ได้เล่าให้อ่านนั้น ก็พอจะเห็นได้ว่าไม่แตกต่างกันมากนักหรอกครับ อยู่ที่ปัจจัยว่าใครจะเอาปัจจัยใดมาใช้ แต่ก็อีกครับ ปัจจัยของที่ปรึกษาแต่ละเจ้า ก็ไม่ได้แตกต่างกันมากมาย ก็อยู่ที่ว่าใครจะทำ packaging ได้น่าเชื่อถือว่ากัน แต่สุดท้ายแล้วมันก็เป็นเรื่องของคนที่ต้องใช้งานมันต่อไปครับ ว่าใช้ง่าย ไม่ซับซ้อน และอธิบายความชัดเจนได้หรือไม่ ในความเห็นผมก็คือ การเสียเงินแพงๆ ไปซื้อระบบประเมินค่างานมา แล้วเราใช้งานไม่ได้เลยหรือใช้ยาก เมื่อเทียบกับระบบประเมินค่างานที่ไม่แพงและใช้ง่ายกว่า ท่านจะเลือกแบบไหน เพราะผลที่ออกมาในเรื่องของค่างานมันก็ไม่ได้แตกต่างกันมากมาย

ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร

คำตอบของการเรียงลำดับข้างต้นครับ

  1. วิศวกรโรงงาน
  2. ช่างไฟฟ้า
  3. พนักงานพิมพ์ดีด
  4. แม่บ้าน

คิดว่าน่าจะถูกกันหมดนะครับ

ใส่ความเห็น

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑