ถ้าจะพูดถึงเรื่องความสมปรารถนานั้น คนเรานี่ก็แปลกดีนะครับ บางคนนั้นคิดจะทำอะไร ก็ดูจะสมคิดสมหวังกันไปซะหมดทุกเรื่อง บางคนก็ตรงข้าม ทำเท่าไรก็ไม่เห็นจะเกิดผลดั่งใจเลย ผมเคยลองถามผู้ใหญ่หลายๆคนที่ผมนับถือ ว่าทำอย่างไรถึงจะประสบความสำเร็จอย่างท่านๆ บ้าง เกือบทุกคนตอบผมมาว่า
“ก่อนจะลงมือทำอะไรให้สำเร็จนั้น เราจะต้องเชื่ออย่างเต็มที่ก่อนว่าเราทำได้”
ถ้า เรามีความเชื่อดังกล่าวแล้ว เราจะทำได้เอง ผมฟังแล้ว ก็กลับมานั่งนึกๆ ดู ก็อาจจะจริงก็ได้ ไม่ทราบว่าผู้อ่านเองเห็นด้วยหรือไม่นะครับ แต่จากคำพูดของผู้ใหญ่ที่ผมได้รับมานั้น ผมนำเอากลับมานั่งคิดไปเรื่อยๆ ย้อนคิดไปถึงลูกน้องตัวเองบางคน ที่อยากจะทำงานเก่งๆ อยากจะนำเสนองานได้อย่างมืออาชีพ แต่พอผมมอบหมายงานที่ท้าทายให้ ก็กลับถอยก่อนเลย แล้วมักจะบอกตัวเองเสมอว่า
“ผมทำไม่ได้แน่เลย ต้องขอเวลาผมอีกสักหน่อย แล้วผมจะทำให้ได้”
พอ มาเปรียบเทียบกับคำพูดที่ท่านผู้ใหญ่ได้ให้ไว้ ก็แสดงว่าลูกน้องผมคนนี้เชื่ออย่างเต็มที่ว่าตัวเองทำไม่ได้ ก็เลยทำไม่ได้ซักที จนกระทั่งทุกวันนี้ เวลานำเสนองานก็ยังทำไม่ได้เหมือนเดิม
อืม ผมว่ามันก็เข้าเค้านะครับ ความเชื่อแบบนี้ ผมได้มีโอกาสนั่งอ่านงานวิจัยทางการแพทย์ของต่างประเทศแห่งหนึ่ง อ่านแล้วก็นึกถึงพลังของความเชื่อมั่นในตนเองขึ้นมาเลย
เรื่องมีอยู่ ว่า แพทย์กลุ่มหนึ่งเขาอยากจะทดลองทางด้านจิตวิทยาในการรักษาโรค ก็เลยแบ่งคนไข้ออกเป็น 2 กลุ่ม แล้วก็บอกกับคนไข้แต่ละกลุ่มแยกกันโดยกลุ่มหนึ่ง บอกว่า กำลังจะทดลองใช้ยาตัวใหม่ ซึ่งจะทำให้พวกเราผ่อนคลาย และอารมณ์ดีขึ้น และอาการก็จะหายอย่างรวดเร็ว
ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งก็บอกว่า ยาตัวใหม่ที่กำลังจะนำมาใช้นี้ รับรองว่าเห็นผลชะงัดนัก เพียงแต่จะส่งผลข้างเคียงก็คือ จะทำให้เรารู้สึกหงุดหงิด และอารมณ์เสียได้ง่าย
เวลาผ่านไป 3 เดือน อะไรเกิดขึ้นทราบมั้ยครับ จริงๆ ยาที่แพทย์ให้กับคนไข้ทั้งสองกลุ่มนั้น ไม่ได้มีตัวยาอะไรเลย เป็นเพียงน้ำหวานผสมให้มีรสชาติคล้ายยาเท่านั้น ผลที่ออกมาก็คือ คนไข้กลุ่มที่ 1 อาการดีขึ้นมาก แถมยังมีอารมณ์ที่ดี ผ่อนคลายเป็นอย่างมาก ทุกคนในกลุ่มล้วนสนุกสนานเฮฮา ไม่เครียดเลย
แต่ในขณะเดียวกันคนไข้ กลุ่มที่สอง ก็มีอาการดีขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดก็คือ แต่ละคนนั้นหน้าตาเคร่งเครียด หงุดหงิด พยาบาลคุยด้วยก็ไม่คุย บางคนยังตวาดพยาบาลกลับอีก
อ่านแล้วรู้สึกอย่างไรบ้างครับ ผมว่านี่คือพลังของความเชื่อมั่นเลยครับ มันพิสูจน์ได้เลยว่า ถ้าเราเชื่อว่าเราทำอะไรบางอย่างได้ (เอาแบบที่ธรรมชาติให้มานะครับ อย่าไปอุตริเชื่อว่าเราจะบินได้แบบนกล่ะ) เราก็จะทำมันได้จริงๆ
เช่น เราเชื่อว่า เราเก่งภาษาอังกฤษได้ หรือ เราเชื่อว่า เราจะมีหุ่นดีฟิตปั๋ง หรือ เราเชื่อว่า เราจะประสบความสำเร็จในการทำงานนี้ได้ เป็นต้น ถ้าเราเชื่อแบบนี้อย่าง 100% แล้ว ด้วยภาวะทางจิตวิทยาจะสร้างพฤติกรรมบางอย่างขึ้น ให้เราสามารถบรรลุความเชื่อนั้นได้จริงๆ
ประเด็นก็คือ เราต้องเชื่อมั่นด้วยใจจริง ว่าเราทำได้
ดัง นั้นทุกท่านที่มีปัญหา มีอุปสรรคในชีวิต หรือการทำงาน ก็ขอให้เชื่อมั่นว่าเราจะผ่านมันไปได้อย่างแน่นอน แล้วเราจะผ่านมันไปได้จริงๆ ครับ สุดท้ายของฝากสิ่งดีๆ ที่ผมได้อ่านเจอมาให้ทุกคนได้อ่านกันครับ
ถ้าคุณคิดว่าคุณสามารถทำได้ คุณก็ทำได้
ถ้าคุณคิดว่าคุณไม่กล้าทำ คุณก็จะไม่กล้า
ถ้าคุณอยากชนะ แต่คุณคิดว่าคุณทำไม่ได้ มันก็ไม่มีทางชนะแล้ว
ชัยชนะในการต่อสู้ในชีวิตของเราไม่ได้เป็นของคนที่แข็งแรง หรือคนที่เร็วกว่า แต่อยู่กับคนที่คิดว่าตัวเขาเองสามารถทำได้
ขอให้ทุกท่านมีความเชื่อมั่นอยู่กับตัวเองทุกคนนะครับ สู้ๆ
ใส่ความเห็น