AF กับการบริหารผลงาน

ปัจจุบันนี้คำว่า “บริหารผลงาน” เริ่มเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นในหมู่นักบริหาร ไม่ว่าจะเป็นกรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการโรงงาน หรือผู้จัดการฝ่าย ต่างก็รู้จักคำนี้กันอย่างกว้างขวาง แต่รู้แล้วปฏิบัติตามแนวคิดนี้หรือเปล่านั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

การบริหารผลงานนั้นวัตถุประสงค์หลักก็คือ เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาผลงานพนักงานเพื่อให้ทำงานได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ถ้าทำไม่ได้ก็พัฒนากันให้ทำให้ได้ ดังนั้นด้วยวิธีนี้จะทำให้พนักงานมีความสามารถ มีทักษะในการทำงานที่ดีขึ้นอยู่ตลอด ผลก็คือ ผลงานของหน่วยงาน และองค์กรในภาพรวมจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ถามว่าผู้บริหารส่วนใหญ่อยากให้องค์กรหรือบริษัทที่ตนดูแลอยู่ประสบความสำเร็จหรือไม่ คำตอบที่ได้รับส่วนใหญ่ก็จะตอบว่า ใช่ ต้องการให้ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่ได้ตั้งกันไว้ แล้วก็ถามต่ออีกว่า แล้วจะทำอย่างไรให้ประสบผลสำเร็จให้ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ล่ะ ส่วนใหญ่คำตอบที่ได้ก็คือ ต้องวางแผนงานอย่างดี มีการควบคุมการทำงานทุกขั้นตอน ถ้ามีปัญหาก็ต้องรีบแก้ไขให้ทันเวลา ไม่ควรปล่อยให้ปัญหาที่เกิดขึ้นเล็กน้อยนั้นกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง คำตอบที่ได้มานี้สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ผู้บริหารส่วนใหญ่เน้นไปที่การบริหารงาน ถามหน่อยเถอะว่างานส่วนใหญ่ที่ทำนั้นใครเป็นคนทำ แน่นอน ก็คือพนักงานที่เราจ้างเขาเข้ามานั่นแหละเป็นคนทำงานให้เรา แล้วถ้าพนักงานคนนั้นมีปัญหาล่ะ เกิดทำงานไม่ได้ ฝีมือไม่ดี จะต้องทำยังไงกันดี คำตอบก็ชัดเจนว่า ก็ต้องส่งไปอบรมพัฒนากัน จนสามารถทำงานได้ตามเป้าที่กำหนด ถ้าผู้บริหารทำงานโดยเน้นไปที่การบริหารผลงานของพนักงาน สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือฝีมือพนักงานจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน

ที่เขียนมาทั้งหมดข้างต้น ก็เพื่อที่จะมาเปรียบเทียบกับการแข่งขันร้องเพลงของค่ายเคเบิลทีวีใหญ่แห่งหนึ่งที่เรียกสั้นๆ ว่า AF (Academy Fantasia) หลายท่านอาจจะเคยได้ยินลูกหลานพูดถึงบ้าง บางท่านอาจจะเคยเสียเงินค่าโหวตให้กับเด็กๆ เหล่านี้ไปบ้างก็เป็นได้ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการบริหารผลงาน ผมก็ตอบว่า เกี่ยว และเกี่ยวมากด้วย เพราะถ้าท่านได้ดูการแข่งขันของเด็กๆ เหล่านี้จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีการพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ ในแต่ละสัปดาห์ ลักษณะของการแข่งขันก็คือ เด็กๆ ที่เข้าร่วมประกวดนั้นจะร้องเพลงและให้กรรมการเป็นคน comment ซึ่งก็จะมีการบอกถึงจุดดี จุดอ่อน ในแต่ละด้านของแต่ละคน หลังจากนั้น พอกลับเข้าบ้านซึ่งเด็กๆ เหล่านั้นจะต้องอาศัยอยู่ด้วยกันตลอด 5-6 เดือน ก็ต้องกลับมาฝึกฝนและแก้ไขจุดบกพร่องของตนเอง ตอนนี้เองที่มีบรรดา ครูๆ ทั้งหลายเข้ามาฝึกอบรมกันยกใหญ่ ส่วนใหญ่จะใช้วิธีการให้ Feedback แล้วก็ Coach กันตัวต่อตัว จากนั้นก็ให้เด็กแต่ละคนฝึกซ้อมกัน และก็แก้ไขกันไป จนกระทั่งถึงวันสุดสัปดาห์ซึ่งเด็กเหล่านี้ต้องไปแข่งขันกันอีก จากนั้นก็จะวนกลับเข้าบ้าน เพื่อไปปรับปรุงข้อบกพร่องของตนเอง โดยมีพี้เลี้ยงคอยดูแลตลอด จนถึงการแข่งขันรอบสุดท้าย ท่านที่เคยดูถ้าลองเปรียบเทียบเด็กคนใดคนหนึ่งระหว่างรอบแรก กับรอบสุดท้าย จะเห็นชัดเจนว่า เด็กเหล่านั้นมีการพัฒนาตนเองขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในด้านการร้องเพลง การเต้น การแสดงออกในแง่มุมต่างๆ

สิ่งที่เขาทำนั้นก็คือ การบริหารผลงาน เป็นการบริหารผลงานของเด็กนักร้องเหล่านั้นให้มีทักษะ และมีความสามารถที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเราลองมองย้อนกลับมาที่บริษัทของเราเอง ในฐานะผู้บริหาร เรามีการทำในลักษณะนี้บ้างหรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่ค่อยมีมากนัก เพราะต่างคนต่างก็ทำงานกันไป ไม่มีเวลามานั่งอบรม หรือสอนงานกันหรอก ถ้าเป็นลักษณะนี้ต่อไปเรื่อยๆ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ พนักงานก็ยังคงมีทักษะแบบที่เขามีเข้ามาในวันแรกที่เข้ามาทำงานกับบริษัท แม้ว่าเขาจะทำงานกับบริษัทมาเป็นเวลา 10 ปีแล้วก็ตาม แต่ประสบการณ์หาใช่ 10 ปีไม่ เป็นเพียงประสบการณ์ 1 ปี แต่ 10 ครั้งเท่านั้น เพราะพนักงานไม่ได้เก่งขึ้นเลย เนื่องจากไม่มีใครมาคอยสอนงาน และให้คำแนะนำ

ดังนั้นถ้าบริษัทของเราอยากได้พนักงานที่มีความเก่ง มีความสามารถมากขึ้น สิ่งที่จะต้องทำก็คือ มองให้ออกว่า เขามีจุดบกพร่อง หรือจุดอ่อนตรงไหน และมีจุดแข็งตรงไหนบ้าง เราจะได้พัฒนาเขาได้ถูกทาง จนกระทั่งเขามีความสามารถมากขึ้น และสามารถทำงานให้กับองค์กรได้อย่างเต็มที่

วงจรในการบริหารผลงานตามทฤษฎีที่เขาว่ากันไว้ ก็จะมี 3 ขั้นตอนก็คือ

  1. การวางแผนผลงาน นั่นก็คือการกำหนดตัวชี้วัดผลงาน หรือกำหนดเป้าหมายในการทำงานว่า พนักงานของเราต้องมีเป้าหมายอะไรบ้างในการทำงาน และจะวัดกันอย่างไร ว่าเป้าหมายนั้นบรรลุได้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ในการประกวด AF เด็กๆ ทุกคนต่างมีการตั้งเป้าหมายไว้ทั้งสิ้น ก็คือ การได้ผ่านเข้ารอบไปเรื่อยๆ จนถึงรอบสุดท้าย และเป็นผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ แต่ในการประกวดนั้น เป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่รางวัลตรงนั้น เป็นการพัฒนาเด็กๆ ให้มีทักษะมากขึ้นเพื่อสุดท้ายแล้วเขาก็จะได้รับเป้าหมายที่มากกว่าการชนะเลิศในการแข่งขัน เป้าหมายที่ว่านั้นก็คือ การได้เป็นนักร้องออกเทป และทำในสิ่งที่เขารักนั่นเอง
  2. การให้คำแนะนำสอนงาน หลังจากที่ได้วางแผนผลงานกันไป และมีการกำหนดตัวชี้วัดกันอย่างชัดเจนแล้ว สิ่งต่อไปก็คือ ในระหว่างปี หัวหน้ากับลูกน้องจะต้องมีการพูดคุย และให้ Feedback รวมทั้งสอนงานและการให้คำปรึกษาแก่พนักงานในกรณีที่เกิดปัญหาในการทำงานขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อทำให้พนักงานสามารถทำงานบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ อย่างในการประกวด AF นั้นเด็กๆ ทุกคนจะได้รับ Feedback อยู่ตลอด และจะได้รับการสอน แนะนำ จากคุณครูในด้านต่างๆ เพื่อพัฒนาจุดอ่อนของตนเอง รวมทั้งเสริมจุดแข็งที่ตนเองมีอยู่ เพื่อให้การแข่งขันครั้งต่อไปได้ผ่านเข้ารอบไปได้อีก
  3. การประเมินผลงาน จากนั้นตอนปลายปีหัวหน้าจึงจะดำเนินการประเมินผลงานลูกน้องอย่างเป็นทางการ ซึ่งในการประเมินครั้งนี้ ถ้าเรามีการวางแผนกำหนดตัวชี้วัดกันอย่างชัดเจน และมีการพูดคุยกันในเรื่องของผลงานที่ออกมาอย่างเป็นประจำทุกเดือนแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นในการประเมินผลงานปลายปีก็คือ พนักงานจะยอมรับผลการประเมินได้ง่ายขึ้น และยังสามารถนำเอาผลการประเมินนั้นไปดำเนินการทางด้านการบริหารบุคคลต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย

เห็นอย่างนี้แล้วผมว่าหลายๆ บริษัทควรจะเริ่มมีระบบบริหารผลงานกันมากขึ้น หัวหน้ากับลูกน้องคุยกันในเรื่องของผลงาน และสอนงาน ให้คำแนะนำแก่กันมากขึ้น เพื่อสุดท้ายแล้วมันจะเป็นประโยชน์ทั้งในแง่ตัวพนักงานเองคือ ได้รับการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ประโยชน์ต่อหน่วยงาน ก็คือ หน่วยงานจะสามารถทำงานสำเร็จได้ตามเป้าหมายที่กำหนด และสุดท้ายก็คือประโยชน์ต่อองค์กร องค์กรจะสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ และวิสัยทัศน์ของตนได้อย่างสบายๆ

ใส่ความเห็น

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑