ความขัดแย้งไม่ใช่ปัญหา แต่ผู้นำที่กลัวความขัดแย้งต่างหากที่เป็นปัญหา

บทความ · HR Management · Leadership

⬛ HR Insight

ความขัดแย้งไม่ใช่ปัญหา แต่ผู้นำที่กลัวความขัดแย้งต่างหากที่เป็นปัญหา

“องค์กรที่เติบโตจริง ไม่ใช่องค์กรที่ทุกคนคิดเหมือนกันหมด แต่เป็นองค์กรที่คนคิดต่างกันได้ ถกเถียงกันได้ และยังคงเคารพความเป็นมนุษย์ของกันและกันได้”


มีความเชื่อหนึ่งที่ผมได้ยินบ่อยมากในวงการบริหาร นั่นคือ “ถ้าประชุมแล้วทุกคนเห็นด้วยกันหมด แสดงว่าทีมเข้าใจกันดี”

ผมคิดว่าความเชื่อนั้นอันตรายมากครับ

เพราะในประสบการณ์ของผม การประชุมที่ราบรื่นเกินไป ไม่มีใครโต้แย้ง ไม่มีใครตั้งคำถาม และทุกคนพยักหน้าพร้อมกันมักไม่ได้แปลว่าทุกคนเห็นด้วยจริงๆ แต่อาจแปลว่าทุกคนเรียนรู้แล้วว่าการพูดความจริงในห้องนั้นไม่ปลอดภัยพอ

ความสงบที่เห็นข้างนอก จึงไม่ได้แปลว่าสุขภาพดีข้างใน


ความสงบที่เห็นข้างนอก ไม่ได้แปลว่าสุขภาพดีข้างใน

หลายองค์กรพยายามทำให้ที่ทำงานดูเรียบร้อย ไม่มีเสียงโต้แย้ง ไม่มีการตั้งคำถาม ไม่มีการปะทะกันทางความคิด แล้วก็เข้าใจผิดว่านั่นคือความสามัคคี

แต่ในความเป็นจริง องค์กรที่ไม่มีความขัดแย้งเลยอาจไม่ได้แปลว่ามีสุขภาพดี บางครั้งมันแปลว่าคนไม่กล้าพูด คนไม่กล้าคิดต่าง หรือคนเรียนรู้แล้วว่าการพูดความจริงในองค์กรนี้ไม่มีประโยชน์อะไร ความสงบที่เห็นภายนอกจึงอาจเป็นเพียงความเงียบที่ซ่อนปัญหาไว้ข้างใน

ผู้นำยุคใหม่จึงไม่ควรถามเพียงว่า “จะทำอย่างไรให้ไม่มีความขัดแย้ง” แต่ควรถามให้ลึกกว่านั้นว่า “จะทำอย่างไรให้ความขัดแย้งกลายเป็นพลังสร้างสรรค์ขององค์กร”

เพราะความขัดแย้งไม่ใช่ศัตรูขององค์กรเสมอไป มันคือสัญญาณว่าคนกำลังมองเห็นปัญหาคนละมุม กำลังถือข้อมูลคนละชุด หรือกำลังรู้สึกว่าบางสิ่งในระบบยังไม่ยุติธรรมพอ ถ้าผู้นำมองความขัดแย้งเป็นเพียงปัญหาที่ต้องรีบปิด รีบตัดสิน รีบหาคนผิด องค์กรก็จะเสียโอกาสในการเรียนรู้ แต่ถ้าผู้นำมีสิ่งที่ผมเรียกว่าความฉลาดในการบริหารความขัดแย้ง ความขัดแย้งก็จะกลายเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้องค์กรมองเห็นจุดอ่อนของระบบ เห็นช่องว่างของการสื่อสาร และอาจนำไปสู่นวัตกรรมที่ดีกว่าเดิม


เจ็ดสิ่งที่ผู้นำที่บริหารความขัดแย้งเป็นทำแตกต่าง

1  วางรากฐานก่อนที่ปัญหาจะเกิด

ผู้นำจำนวนมากเริ่มบริหารความขัดแย้งก็ต่อเมื่อปัญหาปะทุขึ้นแล้ว แต่จริงๆ แล้วการจัดการที่ดีที่สุดเริ่มต้นก่อนที่ความขัดแย้งจะเกิดขึ้นด้วยซ้ำ องค์กรที่มีความไว้วางใจสูง มีช่องทางสื่อสารที่ชัดเจน มีวัฒนธรรมที่คนสามารถให้คำแนะนำกันได้อย่างปลอดภัย ย่อมรับมือกับความขัดแย้งได้ดีกว่า และสิ่งสำคัญมากคือการตอบสนองครั้งแรกของผู้นำ ถ้าผู้นำรีบตัดสิน คนจะปิดปาก ถ้าผู้นำรีบหาคนผิด คนจะป้องกันตัว แต่ถ้าผู้นำตั้งหลัก ฟังให้ครบ และแยกคนออกจากปัญหา ความขัดแย้งก็มีโอกาสกลายเป็นบทสนทนาที่สร้างสรรค์ได้

2  สร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น

การหยุดทะเลาะไม่เท่ากับการเกิดความสัมพันธ์ที่ดี เหมือนคนสองคนที่ไม่เถียงกันแล้ว แต่ก็ไม่คุยกัน ไม่ร่วมมือกัน และไม่ไว้วางใจกัน แบบนี้ได้แค่ “สงบชั่วคราว” ไม่ใช่ “สันติภาพที่แท้จริง” ผู้นำที่ฉลาดจึงต้องมองไปไกลกว่าการปิดเคส ต้องออกแบบโอกาสให้คนได้ทำงานร่วมกัน ได้เห็นความตั้งใจที่ดีของกันและกัน และได้มีประสบการณ์ร่วมกันในแง่บวกมากขึ้น ความสัมพันธ์ที่ดีไม่ได้เกิดจากการพูดว่า “เราต้องเป็นทีมเดียวกัน” แต่เกิดจากการได้ลงมือทำบางอย่างร่วมกันจนเกิดความไว้ใจจริง

3  สร้างสมดุลระหว่างความเด็ดขาดและความยืดหยุ่น

ในความขัดแย้งบางเรื่อง ผู้นำต้องมีความเด็ดขาด ต้องยืนบนหลักการ ต้องไม่ยอมให้พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ แต่ความเด็ดขาดอย่างเดียวก็ไม่พอ เพราะถ้าผู้นำยึดติดกับกฎหรือคำตอบเดิมมากเกินไป ก็อาจทำให้ความขัดแย้งยิ่งแข็งตัวมากขึ้น บางปัญหาไม่ได้ต้องการคำตัดสินแบบแพ้ชนะ แต่ต้องการการออกแบบทางออกที่ทำให้ทุกฝ่ายรักษาศักดิ์ศรีและเดินหน้าร่วมกันได้ หลายครั้งคำตอบที่ดีที่สุดไม่ได้อยู่ในจุดยืนเดิมของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่อยู่ในทางเลือกใหม่ที่ยังไม่มีใครคิดถึงตั้งแต่แรก

4  ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์

ความขัดแย้งแต่ละแบบไม่เหมือนกัน และไม่ควรถูกแก้ด้วยวิธีเดียวกันทั้งหมด ความขัดแย้งที่เกิดจากข้อมูลไม่ตรงกันต้องแก้ด้วยการทำให้ข้อมูลชัดขึ้น ความขัดแย้งที่เกิดจากความสัมพันธ์เสียหายต้องแก้ด้วยการเยียวยาความไว้วางใจ และความขัดแย้งที่เกิดจากโครงสร้างหรือระบบที่ไม่สมดุลต้องแก้ที่ระบบ ไม่ใช่แค่ให้คนไปปรับทัศนคติ ผู้นำที่ใช้สูตรสำเร็จเดิมกับทุกสถานการณ์จึงมีโอกาสพลาดสูงมาก

5  มองภาพใหญ่

เวลาความขัดแย้งเกิดขึ้น เรามักถูกดึงให้มองเฉพาะเหตุการณ์ตรงหน้า เช่น ใครพูดอะไร ใครทำอะไร ใครผิด ใครถูก แต่หลายครั้งรากของความขัดแย้งไม่ได้อยู่ตรงจุดที่เราเห็น มันอาจอยู่ในแรงกดดันทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้น เป้าหมายที่ชนกันระหว่างหน่วยงาน หรือวัฒนธรรมองค์กรที่ให้รางวัลกับการแข่งขันภายในมากกว่าความร่วมมือ ถ้าผู้นำมองแค่เหตุการณ์ตรงหน้า ก็อาจแก้ได้เพียงอาการ แต่ไม่แตะสาเหตุที่แท้จริง

6  มองระยะยาว

ผู้นำจำนวนมากบริหารความขัดแย้งแบบต้องการจบเร็ว แต่การจบเร็วไม่ได้แปลว่าจบจริง บางครั้งความขัดแย้งถูกกดไว้ใต้พรม แล้วค่อยๆ กลายเป็นความไม่ไว้วางใจหรือการเมืองในองค์กรที่รุนแรงขึ้น ถ้าวันนี้เราแก้ปัญหาด้วยการปิดปากคนที่เห็นต่าง วันหน้าคนก็จะเรียนรู้ว่าความปลอดภัยสำคัญกว่าความถูกต้อง แต่ถ้าวันนี้ผู้นำกล้าสร้างกระบวนการที่ยุติธรรมและแก้ปัญหาที่รากจริงๆ องค์กรก็จะค่อยๆ สร้างวัฒนธรรมความไว้วางใจที่ยั่งยืน

7  รู้จักคว้าโอกาสที่ไม่คาดคิด

จุดเปลี่ยนสำคัญในการบริหารความขัดแย้งมักไม่ได้เกิดขึ้นในห้องประชุมใหญ่เสมอไป แต่อาจเกิดจากบทสนทนาสั้นๆ หลังประชุม เกิดจากช่วงเวลาที่ใครบางคนเริ่มเปิดใจ หรือเกิดจากข้อมูลใหม่ที่ทำให้ทุกฝ่ายเห็นภาพต่างไปจากเดิม ผู้นำจึงต้องตื่นตัวและไวต่อจังหวะเหล่านี้ เพราะถ้ารอแต่กระบวนการที่เป็นทางการ บางโอกาสอาจผ่านไปโดยไม่ถูกใช้ประโยชน์


ความเงียบในองค์กรของคุณ เป็นแบบไหนครับ

องค์กรที่เติบโตจริงไม่ใช่องค์กรที่ทุกคนคิดเหมือนกันหมด แต่เป็นองค์กรที่คนคิดต่างกันได้ ถกเถียงกันได้ ท้าทายกันได้ และยังคงเคารพความเป็นมนุษย์ของกันและกันได้ ผู้บริหารท่านที่บอกผมว่าองค์กรไม่มีความขัดแย้งนั้น ผมถามเขาก่อนจากกันว่า “ถ้าวันนี้พนักงานในองค์กรคุณกล้าพูดทุกอย่างที่คิดอยู่จริงๆ คุณคิดว่าจะได้ยินอะไรครับ?” เขาหัวเราะแล้วบอกว่า “ไม่กล้าคิดเลย”

“ในองค์กรของคุณวันนี้ ความเงียบที่มีอยู่นั้น เป็นความเงียบของคนที่พอใจ หรือเป็นความเงียบของคนที่เลิกพูดแล้วครับ?”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

บ่นว่าหาคนไม่ได้ แต่ไม่เคยลงทุนกับคนที่มีอยู่

บทความ · HR Management · Talent Strategy

⬛ HR Insight

บ่นว่าหาคนไม่ได้ แต่ไม่เคยลงทุนกับคนที่มีอยู่

“ความรู้มีมากพอแล้ว สิ่งที่ขาดคือการตัดสินใจว่าจะลงมือทำจริงหรือไม่”


ทุกวันนี้งานสัมมนาด้าน HR มี Trend ใหม่ๆ เข้ามาไม่หยุด ไม่ว่าจะเป็น AI ในกระบวนการสรรหา Skills-based Organization หรือ Employee Experience ซึ่งไม่ใช่เรื่องไม่ดีนะครับ Trend เหล่านี้มีประโยชน์ มีข้อมูลรองรับ และหลายเรื่องก็เป็นทิศทางที่องค์กรควรเดินไป

แต่มีคำถามหนึ่งที่ผมอยากให้ลองถามตัวเองก่อน

องค์กรของเราไปถึงไหนแล้ว เมื่อเทียบกับ Trend ที่กำลังพูดถึงกัน?

เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยมากในชีวิตจริงคือ เวลา HR นำเรื่องเหล่านี้ไปคุยกับ CEO คำตอบที่ได้กลับมามักจะเป็น “คุณควรจะอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงหน่อยนะ”

และถ้าเราลองมองให้ลึกขึ้น CEO พูดไม่ผิดทั้งหมดครับ เพราะในขณะที่เราพูดถึง Trend ข้างหน้า ปัญหาพื้นฐานที่สุดยังวนซ้ำอยู่ที่เดิม

ในงานสัมมนาที่ผมเข้าร่วม มีประโยคหนึ่งที่ได้ยินจากผู้บริหารเกือบทุกคน “หาคนดีไม่ได้เลย ตลาดแรงงานมันยากมาก”

แล้วพอถามต่อว่า “แล้วปีนี้ลงทุนพัฒนาคนที่มีอยู่ไปเท่าไหร่?” ส่วนใหญ่ก็เงียบ หรือไม่ก็พูดเรื่องอื่น

นั่นคือความย้อนแย้งที่ผมเห็นซ้ำๆ ในองค์กรไทยมาหลายปี และมันไม่ได้เป็นแค่ความรู้สึก มีตัวเลขที่ชัดมากรองรับอยู่


ตัวเลขที่บอกว่าปัญหาจริง แต่วิธีแก้ยังไม่มา

ManpowerGroup สำรวจพบว่าเกือบ 75% ของนายจ้างทั่วโลกรายงานว่าหาคนที่มีทักษะที่ต้องการได้ยาก ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นจาก 36% ในปี 2557 หมายความว่าในสิบกว่าปีที่ผ่านมา ปัญหานี้เลวร้ายลงเป็นเท่าตัว

แต่คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ แล้วองค์กรเหล่านั้นตอบสนองต่อปัญหานี้อย่างไร?

78%

ยังไม่ได้ขึ้นเงินเดือน ทั้งที่บ่นว่าหาคนไม่ได้

70%

ยังไม่ได้ลงทุนพัฒนาทักษะพนักงานอย่างจริงจัง ทั้งที่รู้ว่าขาดคน

ข้อมูลจาก Asia Pacific และ Middle East พบว่ามีเพียง 30% ที่ใช้การพัฒนาทักษะพนักงานเป็นกลยุทธ์หลัก นั่นหมายความว่า 70% ที่เหลือรู้ว่าตลาดขาดคน แต่ยังไม่ได้ลงมือทำอะไรกับมันจริงๆ


ในไทยยิ่งชัดกว่านั้น

ธุรกิจไทยต้องการ digital professionals ประมาณ 100,000 คนต่อปี แต่สถาบันการศึกษาไทยผลิตได้แค่ 30,000 คน เกิดช่องว่าง 70,000 คนต่อปี

ตัวเลขนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ มันเกิดขึ้นซ้ำทุกปีมาหลายปีแล้ว

🎯  สิ่งที่เกิดขึ้นจริงใน SME ไทย

▸ กว่า 67% ขององค์กรไทยรายงานว่าผู้สมัครขาดทักษะที่ต้องการ แต่แทนที่จะพัฒนาคนเอง กลับเลือก “รอคนดีมาสมัคร”

▸ บริษัทข้ามชาติที่เข้ามาในไทยเสนอค่าตอบแทนที่ SME ไทยแข่งไม่ได้ ทำให้คนเก่งไหลออกอยู่ตลอด แต่ SME ก็ยังไม่ปรับโครงสร้างค่าตอบแทนของตัวเอง

▸ วนซ้ำปีแล้วปีเล่า บ่นว่าหาคนไม่ได้ แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนวิธีคิดหรือวิธีลงทุน


ทำไมถึงไม่มีใครแก้?

ผมคิดว่ามีสามเหตุผลที่ซ้อนกันอยู่

01  โทษคนอื่นง่ายกว่าตั้งคำถามกับตัวเอง

เมื่อหาคนไม่ได้ คำอธิบายที่สะดวกที่สุดคือ “คนในตลาดไม่ดี” แต่แทบไม่มีผู้บริหารคนไหนถามตัวเองว่า “เราเป็นนายจ้างที่ดีพอไหม? เราจ่ายดีพอไหม?” มันเหมือนบ่นว่าร้านอาหารไม่อร่อย แต่ไม่เคยถามว่าตัวเองซื้อวัตถุดิบดีพอหรือเปล่า

02  แรงกดดันระยะสั้นกินเวลาทั้งหมด

ผู้บริหาร SME ไทยส่วนใหญ่ถูกกดดันจาก cash flow รายเดือนตลอดเวลา การลงทุนพัฒนาคนซึ่งเห็นผลในหนึ่งถึงสองปีจึงแพ้ต่อค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต้องจ่ายในเดือนนี้เสมอ ทั้งที่ต้นทุนของการไม่พัฒนาคนนั้นใหญ่กว่ามาก เพียงแต่มองไม่เห็นชัดเจน

03  HR ไม่มีที่นั่งในห้องประชุมกลยุทธ์

ใน SME ไทยส่วนใหญ่ HR ทำหน้าที่บริหารงานบุคคลและดูแลเอกสาร ไม่ได้นั่งในห้องที่ตัดสินใจเรื่องทิศทางธุรกิจ ผลคือ “ปัญหาคน” ไม่ถูกแปลงเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจที่ผู้บริหารมองเห็นและรู้สึกได้จริงๆ


ต้นทุนที่ซ่อนอยู่ในสิ่งที่ไม่ทำ

สิ่งที่ผู้บริหารมักมองข้ามคือต้นทุนของการไม่ลงทุนกับคน มันไม่ได้อยู่ในงบประมาณอย่างชัดเจน แต่มันซ่อนอยู่ในตัวเลขอื่น

▸ ต้นทุนการสรรหาและ onboard พนักงานใหม่ที่ใช้เวลาสามถึงหกเดือนกว่าจะทำงานได้เต็มที่

▸ ผลิตภาพที่หายไปในช่วงที่ตำแหน่งว่าง

▸ ความรู้ที่หายออกไปพร้อมพนักงานที่ลาออก

▸ โอกาสทางธุรกิจที่พลาดไปเพราะองค์กรไม่มีทักษะที่ใช่ในเวลาที่ใช่

ต้นทุนเหล่านี้ไม่ได้ขึ้นอยู่ในงบ HR แต่มันกัดกร่อน revenue อยู่ทุกวันโดยไม่มีใครสังเกต


HR Trend ไม่ได้ขาด แต่การลงมือทำต่างหากที่ขาด

ทุกปีมี HR Trend ใหม่ออกมาไม่หยุด ปีนี้พูดเรื่อง AI ในกระบวนการสรรหา ปีก่อนพูดเรื่อง Employee Experience ปีก่อนหน้าพูดเรื่อง Hybrid Work

แต่สิ่งที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงคือ ความรู้มีมากพอแล้ว สิ่งที่ขาดคือการตัดสินใจว่าจะลงมือทำจริงหรือไม่

องค์กรที่จะผ่านช่วงนี้ไปได้ไม่ใช่องค์กรที่รู้ Trend มากที่สุด แต่คือองค์กรที่กล้าตัดสินใจลงทุนกับคนก่อนที่จะรู้สึกว่า “พร้อมแล้ว” เพราะวันที่พร้อมจริงๆ อาจมาช้ากว่าที่คู่แข่งลงมือทำ


ลองถามตัวเองดูครับ

ในปีที่ผ่านมา องค์กรของคุณใช้เวลาและเงินเท่าไหร่ไปกับการบ่นว่าหาคนไม่ได้ เทียบกับการลงทุนพัฒนาคนที่มีอยู่แล้ว ถ้าคำตอบที่ได้ทำให้ไม่สบายใจ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด เพราะปัญหาที่เราเห็นชัดแล้วและยังไม่แก้ ไม่ใช่ปัญหาเรื่องข้อมูล แต่เป็นปัญหาเรื่องการตัดสินใจ

“หาคนไม่ได้ไม่ใช่ปัญหาของตลาด มันคือสัญญาณว่าองค์กรยังไม่ได้ลงมือทำในสิ่งที่รู้อยู่แล้ว”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

ผู้จัดการของคุณเก่งจริง ๆ หรือ เก่งสร้างภาพต่อหน้าผู้บริหาร

บทความ · HR Management · People Management

⬛ HR Insight

ผู้จัดการของคุณเก่งจริง ๆ หรือ เก่งสร้างภาพต่อหน้าผู้บริหาร

“คนเก่งไม่ได้ลาออกจากองค์กร พวกเขาลาออกจากผู้จัดการ”


มีผู้บริหารท่านหนึ่งเคยบอกผมว่า “ผู้จัดการคนนี้เก่งมาก ลูกค้าชอบ ผลงานดี ไม่รู้ทำไมลูกน้องถึงลาออกบ่อยจัง”

ผมถามกลับว่า “แล้วเคยถามลูกน้องที่ลาออกไปไหมครับว่าเพราะอะไร?”

เงียบไปสักครู่ก่อนจะตอบว่า “ก็ไม่ได้ถามเป็นเรื่องเป็นราวนะ”

นั่นแหละคือปัญหา องค์กรหลายแห่งวัดผู้จัดการจากสิ่งที่มองเห็นง่าย แต่ไม่ค่อยถามถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ตัวเลขเหล่านั้น

ในวงการจิตวิทยาองค์กรมีแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจมากและผมคิดว่า HR และผู้บริหารไทยควรรู้จัก นั่นคือกลุ่มบุคลิกภาพสี่ด้านที่เมื่อพบในผู้จัดการมักนำมาซึ่งวัฒนธรรมการทำงานที่เป็นพิษโดยที่ผู้บริหารระดับสูงไม่รู้ตัว บทความนี้ไม่ได้เขียนเพื่อวินิจฉัยใครทางคลินิก แต่เพื่อให้รู้จักรูปแบบพฤติกรรมเหล่านี้ก่อนที่ความเสียหายจะสายเกินแก้


ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับองค์กรไทย

จากการศึกษาของ MIT Sloan Management Review พบว่าวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นพิษสามารถทำนายอัตราการลาออกได้แรงกว่าเรื่องค่าตอบแทนถึง 10.4 เท่า และงานวิจัยของ Dr. Leanne ten Brinke นักจิตวิทยาสังคมจาก UC Berkeley พบว่าในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง มีผู้ที่มีลักษณะบุคลิกภาพด้านมืดมากกว่าประชากรทั่วไปถึงสามเท่า

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในงบ HR แต่มันซ่อนอยู่ในอัตราการลาออกที่สูงขึ้น ค่าใช้จ่ายในการสรรหาคนใหม่ และสุขภาพจิตของคนที่เหลืออยู่

ปัญหาคือผู้จัดการกลุ่มนี้มักไม่แสดงตัวตนที่แท้จริงต่อผู้บริหาร พวกเขาเก่งมากในการสร้างภาพที่ดีต่อคนที่มีอำนาจเหนือกว่า แต่แสดงพฤติกรรมอีกแบบหนึ่งโดยสิ้นเชิงเมื่ออยู่กับลูกน้อง


หนึ่ง — ผู้จัดการที่เย็นชา แต่ดูดีเสมอเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้บริหาร

ผู้จัดการประเภทนี้มักผ่านการสัมภาษณ์ได้ดีที่สุด พูดเก่ง มีเสน่ห์ และตอบคำถามได้น่าประทับใจ แต่เมื่อได้รับอำนาจแล้ว สิ่งที่ปรากฏคือคนคนละคน

สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการเปลี่ยนบุคลิกตามสถานการณ์ได้อย่างไร้รอยต่อ น่ารักต่อหน้าผู้บริหาร รุนแรงต่อหน้าลูกน้อง โดยไม่รู้สึกขัดแย้งในตัวเองเลย ถ้าใครที่เคยทำงานกับผู้จัดการแบบนี้จะรู้ดีว่าบรรยากาศในทีมเปลี่ยนทันทีเมื่อผู้บริหารเดินเข้ามาในห้อง และเปลี่ยนกลับทันทีเมื่อประตูปิด

🎯  พฤติกรรมที่พบในที่ทำงาน

▸ เมื่อโปรเจกต์ล้มเหลวจะโทษทีมทุกครั้ง เมื่อสำเร็จจะเป็นผลงานของตัวเองเสมอ ไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย

▸ จงใจไม่ส่งต่อข้อมูลสำคัญ แล้วตำหนิเมื่อลูกน้องทำงานผิดพลาดจากการไม่รู้ ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นรูปแบบที่ทำซ้ำๆ

▸ เมื่อเกิดวิกฤตเร่งด่วน เลือกไม่รับผิดชอบและให้ลูกน้องจัดการเอง แม้รู้ดีว่าลูกน้องไม่มีอำนาจตัดสินใจ

นักจิตวิทยาบอกว่าคนกลุ่มนี้ไม่ได้ขาดความฉลาดทางอารมณ์ แต่รู้ดีว่าต้องแสดงอารมณ์แบบใดในแต่ละสถานการณ์ เพียงแต่ความรู้สึกนั้นไม่เคยมีจริง พวกเขารู้วิธีพูด แต่ไม่ได้รู้สึกจริงๆ


สอง — ผู้จัดการที่ต้องการเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง

ผมเคยเห็นผู้จัดการคนหนึ่งนำเสนอในที่ประชุมผู้บริหารด้วยไอเดียที่น้องในทีมเป็นคนคิด โดยไม่ได้กล่าวถึงชื่อน้องคนนั้นแม้แต่ครั้งเดียว เมื่อกลับมาในทีม น้องคนนั้นก็ไม่ได้รับคำขอบคุณ มีแต่งานใหม่รออยู่

ผู้จัดการประเภทที่สองมีความมั่นใจสูงมากจนเกินพอดี สิ่งที่ต่างออกไปจากความมั่นใจทั่วไปคือความต้องการการยืนยันคุณค่าจากภายนอกอย่างต่อเนื่อง และการไม่ทนต่อความเห็นที่แตกต่างแม้แต่น้อย

🎯  พฤติกรรมที่พบในที่ทำงาน

▸ ในที่ประชุม มักขัดจังหวะบ่อย อธิบายยาวในสิ่งที่ตนเองรู้ และมองข้ามความเห็นของคนอื่นราวกับว่าไม่มีใครพูด

▸ ถ้าใครเสนอไอเดียที่ดีกว่า แทนที่จะชื่นชม มักหาทางหักล้างหรือเบี่ยงหัวข้อก่อนที่ไอเดียนั้นจะได้รับการยอมรับ

▸ การให้คำแนะนำเชิงสร้างสรรค์จะถูกรับรู้เป็นการโจมตีส่วนตัว และจะตอบโต้ด้วยความโกรธหรือการเงียบเย็นที่ทำให้บรรยากาศในทีมหนักมาก จนในที่สุดไม่มีใครกล้าพูดความจริงกับพวกเขาอีกต่อไป

สิ่งที่น่าสนใจคืองานวิจัยพบว่าผู้นำประเภทนี้มักถูกมองว่าเก่งในช่วงแรก เพราะความมั่นใจสูงสร้างความประทับใจแรกได้ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไปผลการตัดสินใจกลับแย่กว่าค่าเฉลี่ย เพราะทีมหยุดบอกความจริงไปแล้ว


สาม — ผู้จัดการที่คิดทุกอย่างเป็นหมากกลยุทธ์

นี่คือประเภทที่อันตรายที่สุดในแง่ที่มองเห็นได้ยากที่สุด เพราะพวกเขาไม่ระเบิดอารมณ์ ไม่ตะโกน และไม่แสดงพฤติกรรมที่จับผิดได้ง่าย แต่คิดคำนวณทุกการเคลื่อนไหวอย่างรอบคอบและเย็นชา

🎯  พฤติกรรมที่พบในที่ทำงาน

▸ เลือกสนิทกับคนที่มีประโยชน์ต่อเป้าหมาย และตัดออกทันทีเมื่อหมดประโยชน์ คนที่เคยเป็นเพื่อนสนิทอาจกลายเป็นคนแปลกหน้าในชั่วข้ามคืนเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป

▸ พูดคนละเรื่องกับคนละคน สร้างเรื่องราวที่แตกต่างกันเพื่อควบคุมข้อมูลและป้องกันไม่ให้ลูกน้องรู้สึกไว้วางใจกันและกัน เพื่อให้ตัวเองเป็นคนเดียวที่รู้ข้อมูลทั้งหมด

▸ จดจำความผิดพลาดหรือข้อมูลส่วนตัวของเพื่อนร่วมงาน แล้วนำมาใช้ในเวลาที่อีกฝ่ายอ่อนแอที่สุด ไม่ใช่การแบล็กเมล์ตรงๆ แต่เป็นการพูดอ้อมๆ ที่ทำให้รู้สึกได้ว่ามีใครบางคนถืออาวุธไว้ในมืออยู่เสมอ

ผลกระทบที่เห็นได้ในทีมคือความไม่ไว้วางใจที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทีมที่เคยทำงานร่วมกันได้ดีเริ่มระแวงกัน ไม่มีใครกล้าแชร์ข้อมูลกัน เพราะไม่รู้ว่าจะถูกนำไปใช้อย่างไร กว่าจะรู้สึกว่ามีปัญหา วัฒนธรรมความไว้วางใจในทีมก็พังไปแล้ว


สี่ — ผู้จัดการที่ดูมีความสุขเมื่อลูกน้องเครียด

นี่คือด้านที่ผมพูดถึงยากที่สุด เพราะฟังดูเกินจริง แต่ถ้าลองถามคนที่เคยผ่านผู้จัดการแบบนี้มา ส่วนใหญ่จะรู้ว่าหมายถึงอะไร ไม่ใช่ความโกรธหรือความเกลียด แต่เป็นความพึงพอใจเงียบๆ ที่ได้จากการเห็นลูกน้องดิ้นรน เครียด หรืออ่อนแอ

🎯  พฤติกรรมที่พบในที่ทำงาน

▸ เลือกตำหนิหรือดูถูกลูกน้องต่อหน้าคนอื่นแทนที่จะพูดคุยส่วนตัว ไม่ใช่เพราะไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร แต่เพราะการทำต่อหน้าคนอื่นสร้างผลที่ต้องการมากกว่า

▸ กำหนดกำหนดเวลาที่เป็นไปไม่ได้ เปลี่ยนแผนกะทันหัน หรือเพิ่มงานในนาทีสุดท้ายโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน และเมื่อลูกน้องทำผิดพลาดจากเงื่อนไขที่เป็นไปไม่ได้เหล่านั้น ก็จะถูกตำหนิราวกับเป็นความบกพร่องของตัวเอง

▸ สิ่งที่สังเกตได้ละเอียดกว่านั้นคือสีหน้าที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ เมื่อลูกน้องเครียดหรือทำผิดพลาด แทนที่จะมีความห่วงใย กลับมีรอยยิ้มเล็กๆ ที่อธิบายได้ยาก

ผลที่เกิดขึ้นในทีมคือบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความกลัว คนทำงานด้วยความระวังตัวมากกว่าความกระตือรือร้น และในที่สุดก็ไม่มีใครกล้าเสนอไอเดียใหม่หรือทดลองทำอะไรที่อาจผิดพลาด เพราะรู้ดีว่าความผิดพลาดมีราคาที่ต้องจ่ายมากกว่าปกติ


เมื่อทั้งสี่ด้านผสมกันในคนคนเดียว

ในความเป็นจริง ผู้จัดการที่มีปัญหามักไม่ได้มีเพียงด้านเดียว แต่ผสมกันในสัดส่วนที่ต่างกัน

ลองนึกถึงผู้จัดการที่ยิ้มแย้มต่อหน้าผู้บริหารแต่ตะโกนใส่ลูกน้องทันทีที่ประตูปิด จงใจไม่สอนงานแล้วสร้างสถานการณ์ให้ลูกน้องดูโง่ต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน และสร้างความแตกแยกในทีมโดยบอกคนละเรื่องกับแต่ละคน

และที่เจ็บปวดที่สุดคือได้รับรางวัล “ผู้จัดการดีเด่น” จากผู้บริหาร เพราะรู้จักสร้างภาพ ในขณะที่ลูกน้องกำลังลาออกพร้อมรอยแผลทางจิตใจ


HR และผู้บริหารควรทำอย่างไร

❌ สิ่งที่ไม่ได้ผล

▸ หวังให้เขาเปลี่ยนด้วยตัวเอง

▸ ให้คำแนะนำเพิ่มขึ้นโดยไม่มีโครงสร้าง

▸ เชื่อผลงานโดยไม่ตรวจสอบจากหลายมุม

▸ ย้ายตำแหน่งโดยไม่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

✓ สิ่งที่ได้ผล

▸ กำหนดกฎและผลที่ตามมาอย่างชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร

▸ ใช้ระบบการประเมินแบบ 360 องศาที่ไม่เปิดเผยตัวตน

▸ ไม่มอบอำนาจเหนือผู้อื่นเป็นรางวัลของผลงาน

▸ ติดตาม exit interview ของลูกน้องที่ลาออกอย่างจริงจัง

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเลือกผู้จัดการโดยพิจารณาบุคลิกภาพ ไม่ใช่แค่ผลงาน


คำถามที่ HR ควรถามเมื่อประเมินผู้จัดการ

ไม่ใช่แค่ “เขาส่งมอบผลงานได้หรือไม่?” แต่คือ “ลูกน้องของเขาเติบโตขึ้นหรือไม่?” องค์กรที่ดีไม่ได้วัดจากผลงานของผู้จัดการเพียงคนเดียว แต่วัดจากว่าคนในทีมของเขายังอยากมาทำงานในวันจันทร์เช้าหรือไม่

“คนเก่งไม่ได้ลาออกจากองค์กร พวกเขาลาออกจากผู้จัดการ”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

องค์กรไม่ได้ขาดคนเก่ง แต่อาจขาดผู้นำที่มองเห็นความเป็นมนุษย์ของคน

บทความ · HR Management · Leadership

⬛ HR Insight

องค์กรไม่ได้ขาดคนเก่ง แต่อาจขาดผู้นำที่มองเห็นความเป็นมนุษย์ของคน

“องค์กรไม่ได้เสียคนดี คนเก่ง ในวันที่เขายื่นใบลาออก แต่เสียเขาไปตั้งแต่วันที่เขาเริ่มรู้สึกว่าอยู่ไปก็ไม่มีใครเห็นคุณค่า”


พนักงานคนหนึ่งลาออกกะทันหัน ทั้งที่ผลงานดี ทั้งที่เพิ่งได้รับการประเมินในระดับสูง และทั้งที่ไม่เคยแสดงสัญญาณใดๆ ให้เห็นว่ากำลังจะไป

ผู้จัดการของเขางงมากครับ บอกผมว่า “ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น ทุกอย่างดูโอเคหมดเลย”

ผมถามกลับว่า “แล้วครั้งสุดท้ายที่คุยกันจริงๆ แบบไม่ใช่เรื่องงาน คือเมื่อไหร่ครับ?”

เขานิ่งไปสักพัก แล้วบอกว่า “ก็… เวลาคุยกัน ก็คุยแต่เรื่องงานก็พอแล้ว ไม่ใช่หรือ”


ระบบบอกได้บางอย่าง แต่ไม่ได้บอกทุกอย่าง

องค์กรยุคปัจจุบันมีเครื่องมือในการบริหารคนมากขึ้นกว่าเดิมมาก ตั้งแต่ระบบประเมินผลงาน แผนการพัฒนาศักยภาพ การสำรวจความผูกพัน ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลพนักงานที่ช่วยให้ผู้บริหารมองเห็นภาพรวมได้ละเอียดขึ้น

เครื่องมือเหล่านี้มีประโยชน์ครับ แต่ปัญหาจะเริ่มเกิดขึ้นเมื่อผู้นำเริ่มเชื่อว่าข้อมูลทั้งหมดนั้นคือตัวตนทั้งหมดของคนคนหนึ่ง

คะแนนผลงานบอกได้บางอย่าง แต่ไม่ได้บอกว่าเขากำลังเหนื่อยกับอะไรอยู่ ผลการประเมินศักยภาพบอกได้ว่าองค์กรมองเขาอย่างไร แต่ไม่ได้บอกว่าเส้นทางชีวิตของเขาเป็นอย่างไร และ Dashboard แม้จะช่วยให้ผู้บริหารเห็นภาพรวมได้เร็วขึ้น แต่ถ้าใช้ไม่ระวัง ก็อาจทำให้ลืมมองตาคนที่อยู่ตรงหน้า


มนุษย์ซับซ้อนกว่าตัวเลข

สิ่งที่ผมพบบ่อยมากในการทำงานกับองค์กรต่างๆ คือการที่ระบบตัดสินคนเร็วเกินไปจากข้อมูลที่มีอยู่เพียงบางส่วน ใครคะแนนไม่ดีก็ถูกตีความว่าไม่เก่ง ใครไม่พูดในที่ประชุมก็ถูกตีความว่าไม่มีภาวะผู้นำ ใครผลงานตกลงก็ถูกตีความว่าหมดแรงจูงใจ ทั้งที่ความจริงแล้วมนุษย์ซับซ้อนกว่านั้นมาก

▸ บางคนเงียบ เพราะเขากำลังฟังอย่างตั้งใจ

▸ บางคนไม่แสดงออก เพราะยังไม่รู้สึกว่ามีพื้นที่ปลอดภัยพอ

▸ บางคนผลงานตกลง เพราะกำลังเผชิญเรื่องหนักในชีวิต

▸ บางคนไม่ได้โดดเด่นในสายตาองค์กร เพราะระบบไม่เคยถูกออกแบบมาให้มองเห็นคุณค่าบางอย่างที่เขาสร้างขึ้น

นี่คือสิ่งที่ระบบอย่างเดียวตอบไม่ได้ แต่ผู้นำที่มองเห็นความเป็นมนุษย์จะเริ่มตั้งคำถามที่ลึกกว่า ไม่ถามแค่ว่า “ทำไมคนนี้ผลงานตก” แต่ถามว่า “เกิดอะไรขึ้นกับเขา” ไม่ถามแค่ว่า “ทำไมคนนี้ไม่พร้อมเติบโต” แต่ถามว่า “เราเคยช่วยให้เขาเติบโตจริงๆ หรือยัง”


ความเป็นมนุษย์ไม่ได้แปลว่าใจอ่อน

ผู้นำที่มีความเป็นมนุษย์ไม่ได้แปลว่าเป็นผู้นำที่ไม่กล้าตัดสินใจ ไม่กล้าให้ feedback หรือยอมรับผลงานที่ไม่ได้มาตรฐาน

ตรงกันข้าม ผู้นำที่มีความเป็นมนุษย์อาจตั้งมาตรฐานสูงมากก็ได้ แต่ความแตกต่างคือเขาตั้งมาตรฐานสูงโดยไม่ทำให้คนรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า เขากล้าพูดเรื่องยาก แต่พูดด้วยความเคารพ และเขากล้าตัดสินใจเรื่องคน แต่ไม่ลืมว่าทุกการตัดสินใจนั้นกระทบชีวิตและอนาคตของมนุษย์จริงๆ


องค์กรมักไม่ได้เสียคนในวันที่เขายื่นใบลาออก

สิ่งที่ผมเห็นซ้ำๆ คือองค์กรส่วนใหญ่ไม่ได้เสียคนดีในวันที่เขายื่นใบลาออก แต่เสียเขาไปตั้งแต่วันที่เขาเริ่มรู้สึกว่าอยู่ไปก็ไม่มีใครเห็นคุณค่าในตัวเขา

คนไม่ได้หมดไฟในวันเดียว แต่หมดไฟจากการถูกมองข้ามซ้ำ ๆ จากการพยายามแล้วไม่มีใครเห็น และจากการอยู่ในระบบที่วัดผลบางอย่างได้ดี แต่กลับไม่เคยมองเห็นคุณค่าบางอย่างที่สำคัญไม่แพ้กัน


เรายังมองเห็นคนเป็นคนอยู่หรือเปล่า

ในยุคที่องค์กรพูดถึง AI, ระบบอัตโนมัติ, ประสิทธิภาพ และตัวเลขมากขึ้นเรื่อยๆ บางทีสิ่งที่องค์กรต้องไม่ลืมถามตัวเองคือ เรายังมองเห็นคนเป็นคนอยู่หรือเปล่า เพราะสุดท้ายแล้ว องค์กรไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยระบบเพียงอย่างเดียว แต่ขับเคลื่อนด้วยมนุษย์ที่มีความหวัง มีความกลัว มีความเหนื่อย มีความฝัน และมีหัวใจ

“คำถามสำคัญขององค์กรยุคนี้ไม่ใช่แค่ว่า เรามีคนเก่งพอหรือยัง แต่คือ เรามีผู้นำที่มองเห็นความเป็นมนุษย์ของคนมากพอหรือยังครับ?”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

ทำไมทุกคนทำ KPI ได้เป้า แต่องค์กรกลับไปไม่ถึงเป้าหมาย มันเกิดอะไรขึ้น (ตอนที่ 2)

บทความ · HR Management · KPI & Performance

⬛ HR Insight

ทำไมทุกคนทำ KPI ได้เป้า แต่องค์กรกลับไปไม่ถึงเป้าหมาย มันเกิดอะไรขึ้น (ตอนที่ 2)

“มันเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายจากคู่แข่งเป็นคู่หู โดยไม่ต้องสั่งให้ใครรักกันเลยสักคำ”


ในตอนที่แล้ว ผมเล่าถึงห้องประชุมที่ทุกฝ่ายทำ KPI ได้ตามเป้า แต่กำไรของบริษัทกลับลดลง และสรุปว่าต้นตอของปัญหาอยู่ที่การตั้ง KPI ผิดลำดับ คือเริ่มจากตำแหน่งงานแทนที่จะเริ่มจากเป้าองค์กร เราเลยได้ข้อสรุปว่าลำดับที่ถูกต้องคือเริ่มจากเป้าองค์กร แล้ว cascade ลงสู่ฝ่าย และลงสู่ตำแหน่งงานเป็นขั้นสุดท้าย โดยทุกชั้นต้องมีเส้นสายตาเชื่อมขึ้นไปหาเป้าองค์กร

แต่ผมทิ้งท้ายไว้ว่าแค่นั้นยังไม่พอ ตอนนี้เราจะมาดูกันว่าทำไม

อ่านเพิ่มเติม “ทำไมทุกคนทำ KPI ได้เป้า แต่องค์กรกลับไปไม่ถึงเป้าหมาย มันเกิดอะไรขึ้น (ตอนที่ 2)” →

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑