การสร้าง Feedback Culture ในทีม Gen Z

⬛ HR Insight

การสร้าง Feedback Culture ในทีม Gen Z

Feedback ที่ดีไม่ได้เป็นยาขมที่ต้องฝืนกลืน มันควรเป็นเหมือนเข็มทิศที่ช่วยให้คนรู้ว่ากำลังเดินไปทิศทางที่ถูกต้องหรือเปล่า


ผมเคยเป็นหัวหน้างานในยุคที่การให้ Feedback หมายความว่า “มีอะไรผิดแล้ว”

ถ้าเรียกคนมาคุย ก็แปลว่าเขาทำพลาด

ถ้าเขียนข้อความบอก ก็แปลว่ามีเรื่องต้องตักเตือน

ถ้าไม่มีอะไร ก็ไม่ต้องพูดอะไร เดี๋ยวก็รู้เองตอนปลายปี

นั่นคือ “วัฒนธรรม Feedback” ที่ผมโตมาด้วยครับ และผมเชื่อว่าหลายคนที่อ่านบทความนี้ก็คุ้นเคยกับบรรยากาศแบบนั้น


Feedback แบบเก่า ทำงานได้ แต่ไม่ใช่กับทุกคน

สมัยก่อน การให้ Feedback มักมีเป้าหมายหลักอยู่ที่ การแก้ไขปัญหา มากกว่าการพัฒนาคน

พูดง่าย ๆ คือ Feedback เกิดขึ้นเมื่อ “มีอะไรผิดพลาด” ไม่ใช่เมื่อ “อยากให้คนนี้เก่งขึ้น”

ลักษณะที่เห็นบ่อยคือ

❌ เรียกมาคุยเมื่อทำผิด ไม่ได้เรียกมาคุยเมื่อทำดี

❌ ประเมินผลปีละครั้ง แล้วก็บอกว่าที่ผ่านมาทั้งปีเป็นอย่างไร

❌ Feedback มักมาพร้อมกับโทน “ครู-นักเรียน” หรือ “ผู้ใหญ่-เด็ก”

สำหรับพนักงานรุ่นเก่า วิธีนี้พอทนได้ เพราะเขาโตมาในระบบที่เชื่อว่า “หัวหน้าพูดถูก” และ “ฟังแล้วปรับ” แต่พอเราพูดถึง Gen Z สถานการณ์มันต่างออกไปมากครับ


Gen Z ไม่ได้กลัว Feedback แต่กลัว Feedback แบบเก่า

นี่คือสิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดกัน บางคนบอกว่า Gen Z รับ Feedback ไม่ได้ เปราะบางเกินไป อ่อนแอเกินไป

“Gen Z ไม่ได้ไม่อยากได้ Feedback พวกเขาแค่ไม่อยากได้ Feedback แบบที่เราเคยได้รับมา”

มีงานวิจัยจาก Gallup ที่น่าสนใจมากครับ พบว่า Gen Z ต้องการ Feedback บ่อยกว่ารุ่นก่อน ไม่ใช่น้อยกว่า และพวกเขาให้ความสำคัญกับ Feedback ในฐานะเครื่องมือพัฒนาตัวเอง ไม่ใช่การลงโทษ

ถ้าคุณให้ Feedback กับ Gen Z แบบถูกต้อง พวกเขาจะกระตือรือร้นมากที่สุดในบรรดาทุก Generation เลยก็ว่าได้


สิ่งที่ Gen Z อยากได้จาก Feedback จริง ๆ

จากที่ผมได้คุยกับทีมงานและลูกค้าหลายองค์กร ผมสังเกตว่า Gen Z มีความต้องการ Feedback ที่ชัดเจนมากอยู่ 4 ข้อ

01  อยากรู้ทันที ไม่ใช่รอปลายปี

Gen Z โตมากับโลกที่ทุกอย่าง real-time ข้อมูลไหลเร็ว ผลตอบรับมาเร็ว พวกเขาไม่เข้าใจว่าทำไมต้องรอ 12 เดือนถึงจะรู้ว่าตัวเองทำงานได้ดีแค่ไหน เหมือนเล่นเกมที่ไม่มีคะแนน ต้องรอ 1 ปีถึงจะรู้ผล ไม่มีใครอยากเล่นเกมแบบนั้น

02  อยากได้ Feedback ที่บอกว่า “ทำยังไงต่อ” ไม่ใช่แค่ “ผิดตรงไหน”

Gen Z ไม่กลัวการรู้ว่าตัวเองพลาด แต่เขาต้องการให้ Feedback นั้นมีคุณค่า ต้องบอกได้ว่าถ้าจะแก้ไขหรือพัฒนา ควรทำอะไรต่อ Feedback ที่บอกแค่ว่า “ครั้งหน้าทำให้ดีกว่านี้นะ” ไม่มีประโยชน์สำหรับพวกเขา

03  อยากได้รับ Feedback จากคนที่เข้าใจงานที่เขาทำ

Gen Z มักทำงานในสายที่เปลี่ยนเร็ว เทคโนโลยีเปลี่ยน process เปลี่ยน พวกเขาอยากได้ Feedback จากคนที่เข้าใจบริบทจริง ไม่ใช่ Feedback แบบ template ที่ใช้ได้กับทุกคนเหมือนกัน

04  อยากได้ Feedback แบบสองทาง ไม่ใช่แค่ฟัง

Gen Z อยากมีส่วนร่วมในบทสนทนา ไม่ใช่นั่งฟังหัวหน้าพูดฝ่ายเดียว พวกเขาอยากอธิบายบริบท ตั้งคำถาม และบางครั้งก็อยากให้ Feedback กลับไปบ้างด้วยซ้ำ


แล้วจะสร้าง Feedback Culture แบบไหนถึงจะเหมาะกับยุคนี้?

ผมขอแบ่งเป็นหลักการที่ทำได้จริงครับ

หลักที่ 1 — เปลี่ยนจาก “Event” เป็น “Habit”

Feedback ไม่ควรเป็น event พิเศษที่เกิดขึ้นปีละครั้ง แต่ควรเป็น habit ที่เกิดขึ้นสม่ำเสมอ เริ่มจากเล็ก ๆ ก่อนก็ได้ครับ

💡 หลังจบโปรเจกต์หรืองานชิ้นหนึ่ง ใช้เวลา 5–10 นาทีคุยกันว่า “อะไรที่ทำได้ดี และอะไรที่ทำให้ดีขึ้นได้” เพียงแค่นี้ก็ทำให้วัฒนธรรม Feedback เริ่มต้นได้แล้วครับ โดยไม่ต้องรอ HR จัด workshop ใหญ่โต

หลักที่ 2 — Feedback ต้องเฉพาะเจาะจง ไม่ใช่กว้าง ๆ

“งานคุณยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่” ไม่ใช่ Feedback ครับ นั่นคือความรู้สึก Feedback ที่ดีต้องบอกได้ว่า อะไรที่ยังไม่ดี เกิดขึ้นตอนไหน และ ควรทำต่างออกไปอย่างไร

❌ แบบเก่า

“Presentation ของคุณครั้งนี้ยังไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ”

✓ แบบใหม่

“ส่วนที่พูดถึงตัวเลขในสไลด์ที่ 4 พอพูดเร็วไป ทำให้ผู้ฟังตามไม่ทัน ครั้งหน้าลองใส่ chart ที่ชัดขึ้น และหยุดถามผู้ฟังว่าตามได้ไหมหลังพูดจบแต่ละ section ดูครับ”

หลักที่ 3 — สร้าง Safety ก่อน แล้ว Feedback จะไหลออกมาเอง

คนจะเปิดรับ Feedback ได้ก็ต่อเมื่อเขา รู้สึกปลอดภัยพอ ถ้าวัฒนธรรมในทีมคือ “ห้ามพลาด” หรือ “พลาดแล้วโดนตำหนิต่อหน้าคนอื่น” Feedback ที่ดีที่สุดในโลกก็ไม่มีประโยชน์ครับ

สิ่งที่หัวหน้าต้องทำก่อนเลยคือ

✅ เปิดรับ Feedback จากทีมก่อน — แสดงให้เห็นว่าตัวเองก็พร้อมรับฟังคำวิจารณ์

✅ เมื่อคนในทีมทำอะไรพลาด ให้คุยกันแบบส่วนตัวก่อน — ไม่ใช่ประกาศต่อหน้าทีม

หลักที่ 4 — เปลี่ยนจาก “ประเมิน” เป็น “พัฒนา”

คำถามที่ใช้ใน Feedback เปลี่ยน tone ได้มากกว่าที่คิดครับ

❌ คำถามแบบ “ประเมิน”

“คุณทำผิดตรงไหน?”

“ทำไมถึงทำแบบนั้น?”

✓ คำถามแบบ “พัฒนา”

“ถ้าทำใหม่ได้ คุณจะเปลี่ยนอะไร?”

“อะไรที่ทำให้ครั้งหน้าออกมาดียิ่งขึ้น?”

ฟังดูต่างกันเล็กน้อย แต่ผลที่ได้ต่างกันมากครับ อันแรกทำให้คนรู้สึกถูกตัดสิน อันหลังทำให้คนรู้สึกว่ากำลังถูกช่วย


Feedback ที่ดีไม่ใช่ของขวัญสำหรับ Gen Z เท่านั้น

สิ่งที่ Gen Z ต้องการจาก Feedback จริง ๆ แล้วก็ไม่ต่างจากสิ่งที่ทุก Generation ต้องการมาตลอด นั่นคือ การรู้ว่าตัวเองยืนอยู่ตรงไหน และต้องทำอะไรเพื่อก้าวหน้าต่อไป

แค่ Gen Z กล้าพูดออกมาดัง ๆ มากกว่ารุ่นก่อน ๆ เท่านั้นเอง และนั่นอาจเป็นสัญญาณที่ดีให้กับองค์กรด้วยซ้ำ

“Feedback ที่ดีไม่ได้เป็นยาขมที่ต้องฝืนกลืน มันควรเป็นเหมือนเข็มทิศ ที่ช่วยให้คนรู้ว่ากำลังเดินไปทิศทางที่ถูกต้องหรือเปล่า”

และหัวหน้าที่ดีในยุคนี้ คือหัวหน้าที่ถือเข็มทิศนั้นไว้ในมือ แล้วแบ่งปันให้ทุกคนในทีมได้อ่านด้วยกัน

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

รักษาคนเก่งไว้ได้ แต่ทำไมเขายังไม่ทุ่มเทสุดตัว?

บทความ · HR Management · Employee Engagement

⬛ HR Insight

รักษาคนเก่งไว้ได้ แต่ทำไมเขายังไม่ทุ่มเทสุดตัว?

“พนักงานของคุณอยู่เพราะอยากอยู่ หรืออยู่เพราะยังไม่มีที่ไปที่ดีกว่า?”


มีคนในทีมที่ไม่เคยลาออก ทำงานตรงเวลา ไม่สร้างปัญหา และผลงานก็ผ่านเกณฑ์ทุกอย่าง

แต่ถ้าถามตรงๆ ว่าเขาทุ่มเทสุดตัวกับงานไหม คำตอบที่ได้มักจะเป็น “ไม่แน่ใจ”

นั่นคือสัญญาณของปัญหาที่หลายองค์กรยังไม่ตั้งชื่อให้ถูก

อ่านเพิ่มเติม “รักษาคนเก่งไว้ได้ แต่ทำไมเขายังไม่ทุ่มเทสุดตัว?” →

ยิ่งขยัน ยิ่งเก่ง ยิ่งโดนใช้งาน — กับดักที่องค์กรทำกับคนเก่ง

บทความ · HR Management · Leadership

⬛ HR Insight

ยิ่งขยัน ยิ่งเก่ง ยิ่งโดนใช้งาน — กับดักที่องค์กรทำกับคนเก่ง

“คนที่ขยันที่สุดในทีมไม่ใช่ถังรับงานสำรอง พวกเขารักงานของตัวเองและนั่นคือเหตุผลที่พวกเขาทำงานได้ดี”


มีคำถามที่ผู้จัดการทุกคนมักจะต้องเจอซ้ำ ๆ คือเมื่อผู้บริหารมีโครงการงานพิเศษมอบหมายมาอย่างกระทันหัน ควรจะมอบหมายให้ใคร?

คำตอบที่ผู้จัดการส่วนใหญ่เลือกคือ “คนที่ขยันที่สุดในทีม” หรือ “คนที่ดูกระตือรือร้นที่สุด”

และนั่นแหละคือปัญหา


งานวิจัยที่น่าตกใจจาก HBR

Sangah Bae และ Kaitlin Woolley จาก Northeastern University และ Cornell University ทำการศึกษา 10 งานวิจัย กับผู้จัดการและพนักงานมากกว่า 4,300 คน และพบสิ่งที่น่าสนใจมาก

ผู้จัดการมอบหมายงานพิเศษให้กับพนักงานที่มีแรงจูงใจสูงถึง 69% ของเวลาทั้งหมด แม้ในกรณีที่พนักงานคนอื่นมีผลงานดีพอกันและทำงานมานานพอกัน

พูดให้ชัดขึ้นคือ ถ้าในทีมมีพนักงานสองคนที่ทำงานได้ดีเท่ากัน แต่คนหนึ่งดูกระตือรือร้นกว่า คนนั้นจะได้รับงานพิเศษมากกว่าอีกคนในสัดส่วน 69% ต่อ 31%

ผลที่ตามมาคือพนักงานที่องค์กรทุ่มเทดูแลและพยายามรักษาไว้มากที่สุด กำลังถูกบั่นทอนความสุขในการทำงานทีละนิดทุกวัน


ความเข้าใจผิดสองข้อของผู้จัดการ

ผู้จัดการที่ทำแบบนี้ไม่ได้ตั้งใจทำร้ายพนักงานนะครับ แต่กำลังตัดสินใจบนความเข้าใจผิดสองข้อ

❌ ความเข้าใจผิดที่ 1

คิดว่าถ้าพนักงานรักงานหลักของตัวเอง เขาก็น่าจะชอบงานพิเศษทุกประเภทด้วย

❌ ความเข้าใจผิดที่ 2

คิดว่าคนที่รักงานจะทนต่อแรงกดดันได้ดีกว่า จึงไม่ต้องกังวลเรื่อง burnout

ซึ่งคิดผิดทั้งคู่

แรงจูงใจในการทำงานนั้นผูกกับงานเฉพาะอย่าง ไม่ใช่กับทุกอย่างในชีวิตการทำงาน พนักงานที่รู้สึกมีพลังมากเวลานำเสนองานต่อลูกค้าด้วยดวงตาเป็นประกาย ไม่ได้หมายความว่าเขาจะมีพลังเท่ากันตอนต้องจัดไฟล์ เขียนรายงาน หรือนั่งอยู่ในคณะกรรมการที่ไม่เกี่ยวกับงานของเขาเลย

และเมื่อพนักงานที่มีแรงจูงใจสูงถูกดึงออกจากงานที่ตัวเองรัก นักวิจัยพบว่าความสุขของพวกเขาลดลงมากกว่าเพื่อนร่วมงานที่มีแรงจูงใจต่ำกว่าถึงสามเท่า


ผลงานจะแย่ลงด้วย

งานวิจัยนี้ยังพบอีกว่าการโหลดงานพิเศษให้กับคนที่ขยัน และมีพลังในการทำงานมากที่สุด ไม่ได้แค่ทำให้เขาเหนื่อยเพิ่มขึ้น แต่ยังทำให้ผลงานหลักของเขาแย่ลงด้วย

ในการทดลองหนึ่ง พนักงานที่มีแรงจูงใจสูงถูกเลือกให้รับงานพิเศษแทรกเข้ามาระหว่างทำงานหลักที่มีโบนัสรออยู่ ถึง 74% ของเวลาทั้งหมด ผลคือผลงานหลักของเขาแย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ และโอกาสได้รับโบนัสลดลงตามไปด้วย ทั้งที่ผู้จัดการเลือกเขาเพราะคิดว่าเขาเก่งที่สุด

กล่าวคือ ผู้จัดการกำลังใช้ความขยันของพนักงานเป็นเหตุผลในการมอบงานพิเศษ แต่งานพิเศษนั้นกลับทำให้ผลงานหลักของเขาแย่ลง มันเป็นวงจรที่ทำร้ายทั้งพนักงานและองค์กรไปพร้อมกัน

เมื่อนักวิจัยลองแจกจ่ายงานพิเศษให้เท่าเทียมกันขึ้น คือจาก 70/30 เป็น 50/50 พบว่าพนักงานที่มีแรงจูงใจต่ำกว่าไม่ได้รู้สึกแย่ขึ้นเลย แต่ความพึงพอใจของพนักงานที่มีแรงจูงใจสูงกลับดีขึ้นอย่างชัดเจน — การแก้ปัญหานี้ไม่มีผู้แพ้ มีแต่ผู้ได้


สามสิ่งที่ผู้จัดการทำได้ทันที

ข่าวดีคือนี่ไม่ใช่ปัญหาโครงสร้างที่ต้องใช้เวลาหลายปีในการแก้ มันเป็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนได้ด้วยวิธีที่ง่ายมาก

01  จดบันทึกว่ามอบหมายงานพิเศษให้ใครบ้าง

เพียงแค่ทำให้ผู้จัดการ “เห็น” พฤติกรรมของตัวเองก็ช่วยได้มาก เพราะผู้จัดการส่วนใหญ่ในงานวิจัยไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังแจกงานอย่างไม่สมดุล แค่มีสเปรดชีตหรือโน้ตสั้นๆ ว่าครั้งที่แล้วใครรับงานพิเศษไป ก็ช่วยให้การตัดสินใจครั้งต่อไปยุติธรรมขึ้น

02  ตัดสินใจเรื่องงานพิเศษเป็นชุด ไม่ใช่ทีละครั้ง

เมื่อผู้จัดการตัดสินใจมอบหมายงานหลายงานพร้อมกัน แทนที่จะตัดสินใจทีละงานในแต่ละครั้งที่งานเข้ามา พวกเขามีแนวโน้มที่จะกระจายงานได้ยุติธรรมกว่ามาก เพราะมองเห็นภาพรวมได้ดีกว่า

03  ปรับความเข้าใจเรื่อง burnout

เพียงแค่บอกให้ผู้จัดการรู้ว่า “แรงจูงใจสูงไม่ได้แปลว่าทนต่อแรงกดดันได้ไม่จำกัด” ก็ทำให้การแจกจ่ายงานยุติธรรมขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ต้องใช้โปรแกรมฝึกอบรมราคาแพง ไม่ต้องปรับโครงสร้างทีม แค่เปลี่ยนความเชื่อก็เพียงพอ


คำถามที่ผู้จัดการทุกคนควรถามตัวเอง

องค์กรส่วนใหญ่ลงทุนอย่างมากเพื่อสร้างพนักงานที่มีความผูกพันกับงาน แต่กลับปล่อยให้ผู้จัดการทำลายการลงทุนนั้นทีละนิดผ่านนิสัยการมอบหมายงานที่ดูเหมือนสมเหตุสมผล แต่ความจริงไม่ใช่ การดึงพวกเขาออกจากงานที่รักบ่อยๆ ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากความขยันของพวกเขา แต่กำลังกัดกินมัน

“ครั้งล่าสุดที่มีงานพิเศษเข้ามา ใครในทีมได้รับมันไป และนั่นยุติธรรมหรือเปล่า?”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

Gen Z และ AI ความสัมพันธ์ที่ทั้งรักทั้งกลัว แล้วเราควรรับมืออย่างไรในที่ทำงาน

สวัสดีครับเพื่อนผู้อ่านทุกท่าน

ช่วงนี้เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสของ Generative AI อย่าง ChatGPT หรือ Claude เข้ามามีบทบาทกับการทำงานของเรามากขึ้นทุกที โดยเฉพาะกลุ่ม “คนรุ่นใหม่” หรือ Gen Z ที่กำลังกลายเป็นกำลังหลักในตลาดแรงงานปัจจุบัน

อ่านเพิ่มเติม “Gen Z และ AI ความสัมพันธ์ที่ทั้งรักทั้งกลัว แล้วเราควรรับมืออย่างไรในที่ทำงาน” →

การพัฒนาพนักงานจะสำเร็จได้ จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดคือ หัวหน้างาน

หลายองค์กรพยายามหาทางดึงดูดและรักษาพนักงานเก่งๆ ให้อยู่กับบริษัทนานๆ หนึ่งในวิธีที่ได้ผลที่สุด (จากสถิติของ LinkedIn พบว่าสูงถึง 94%) คือ “การที่บริษัทลงทุนกับการพัฒนาพนักงาน” ครับ เพราะพนักงานยุคนี้ไม่ได้มองแค่เรื่องเงินเดือนอย่างเดียว แต่เขามองว่า “อยู่ที่นี่แล้วเขาจะเก่งขึ้นไหม”

อ่านเพิ่มเติม “การพัฒนาพนักงานจะสำเร็จได้ จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดคือ หัวหน้างาน” →

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑