OKR กับ KPI ต่างกันตรงไหน ถ้าตัวเลขมันเหมือนกันทุกตัว

บทความ · HR Management · Performance Management

⬛ HR Insight

OKR กับ KPI ต่างกันตรงไหน ถ้าตัวเลขมันเหมือนกันทุกตัว

“ถ้าดูแค่ตัวเลข มันคือตัวเลขเดียวกันทุกตัว ไม่มีตัวเลขไหนที่บอกได้ว่านี่คือ OKR และนี่คือ KPI ถ้าดูแค่หน้าเอกสาร”


คุณเคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมองค์กรที่ “ทำ OKR” กับองค์กรที่ “ใช้ KPI” ถึงตั้งตัวเลขออกมาหน้าตาเหมือนกันแทบทุกตัว

ยอดขายแปดล้านต่อเดือน ลูกค้าใหม่ยี่สิบราย อัตราการต่อสัญญาแปดสิบเปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะเรียกว่า Key Result หรือ KPI มันก็คือตัวเลขเดิมครับ อยู่ในเอกสารเดิม ประชุมรีวิวเดิม แล้วก็ผูกกับโบนัสเดิม

ถ้านั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในองค์กรของคุณ ผมอยากบอกตรงๆ ครับว่า คุณไม่ได้ทำ OKR หรอก คุณแค่เปลี่ยนชื่อ KPI แล้วเรียกมันว่า OKR เท่านั้นเอง


ลองดูตัวเลขเดียวกันในสองระบบ

สมมติว่าองค์กรหนึ่งมีทีมขายสองชุดครับ ชุดแรกใช้ระบบ OKR ชุดที่สองใช้ระบบ KPI แบบดั้งเดิม

ทีม OKR ตั้งไว้แบบนี้

Objective: กลายเป็นทีมขายที่ลูกค้าไว้วางใจ ไม่ใช่แค่ทีมที่ปิดดีลเก่ง

Key Result 1: อัตราการต่อสัญญาของลูกค้าเดิมเพิ่มจากหกสิบเปอร์เซ็นต์เป็นแปดสิบเปอร์เซ็นต์ภายในไตรมาสนี้

Key Result 2: ลูกค้าใหม่ยี่สิบรายต่อเดือน

Key Result 3: ยอดขายรวมแปดล้านบาทต่อเดือน

ทีม KPI ตั้งไว้แบบนี้

ตัวชี้วัดที่หนึ่ง: อัตราการต่อสัญญาไม่ต่ำกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์

ตัวชี้วัดที่สอง: ลูกค้าใหม่ยี่สิบรายต่อเดือน

ตัวชี้วัดที่สาม: ยอดขายรวมแปดล้านบาทต่อเดือน

ผมจะถามตรงๆ ครับว่า คุณเห็นความต่างไหม

เพราะถ้าดูแค่ตัวเลข มันคือตัวเลขเดียวกันทุกตัวครับ แปดสิบเปอร์เซ็นต์ก็คือแปดสิบเปอร์เซ็นต์ ยี่สิบรายก็คือยี่สิบราย แปดล้านก็คือแปดล้าน ไม่มีตัวเลขไหนที่บอกได้ว่านี่คือ OKR และนี่คือ KPI ถ้าดูแค่หน้าเอกสาร


แล้วความต่างอยู่ที่ไหน

มันอยู่ที่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากตั้งตัวเลขเหล่านั้นครับ

ในระบบ KPI แบบดั้งเดิม ตัวเลขพวกนี้จะถูกตั้งต้นปีและอยู่อย่างนั้นจนสิ้นปี ผู้จัดการจะดึงมาคุยปลายปีเพื่อตัดสินว่าใครได้ขึ้นเงินเดือน ใครได้โบนัส ใครต้องเข้าแผน PIP ระหว่างทางไม่มีใครพูดถึงมันอีก นอกจากตอนที่ตัวเลขตกหนักจนผู้บริหารต้องเรียกประชุมด่วน

ในระบบ OKR ที่ทำถูกต้อง ตัวเลขเดียวกันนี้จะถูกทบทวนทุกสองสัปดาห์หรือทุกเดือน ไม่ใช่เพื่อตัดสิน แต่เพื่อถามว่า “ตอนนี้เราอยู่ตรงไหน เราเรียนรู้อะไร และเราต้องปรับอะไรบ้าง” ถ้าไตรมาสนี้ทำได้แค่เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ มันไม่ใช่ความล้มเหลวที่ต้องปิดบัง แต่คือข้อมูลที่ต้องเอามาคุยกันครับ

ระบบ KPI บอกว่า “ทำได้หรือเปล่า” — ระบบ OKR ที่ดีถามว่า “ทำได้แค่ไหน และเรียนรู้อะไรจากมัน” ความต่างนั้นไม่ได้อยู่ในเอกสารครับ มันอยู่ในห้องประชุม มันอยู่ในวิธีที่ผู้จัดการพูดกับทีม และมันอยู่ในวัฒนธรรมที่องค์กรสร้างขึ้น


สิ่งที่คนมักทำผิดจนชินแล้ว

เรื่องแรกที่ทำลาย OKR เร็วที่สุดคือการผูกมันกับเงินครับ

ฟังดูสมเหตุสมผลมากใช่ไหม ตั้ง OKR แล้วก็ผูกกับโบนัส ใครทำได้ก็ได้เงิน ใครทำไม่ได้ก็เสียเงิน ดูเหมือนจะยุติธรรม ดูเหมือนจะทำให้คนจริงจัง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือตรงกันข้ามครับ เมื่อ OKR ผูกกับโบนัส คนจะตั้งเป้าให้ “ทำได้แน่ๆ” ไม่มีใครกล้าตั้งเป้าที่ท้าทายจริงๆ ไม่มีใครยอมรับความเสี่ยง ทุกคนเลือกตัวเลขที่ปลอดภัย แล้ว OKR ก็กลายเป็นแค่ KPI ที่ใส่ชุดใหม่ครับ

เรื่องที่สองคือองค์กรตั้ง OKR แล้วลืมทบทวนครับ ตั้งต้นไตรมาส ปิดท้ายไตรมาส แต่ระหว่างนั้นไม่มีใครพูดถึงเลย OKR ที่ดีต้องการการสนทนาบ่อยๆ ต้องปรับได้เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ต้องใช้เพื่อเรียนรู้ ไม่ใช่เพื่อตัดสิน แต่ถ้าคุณเปิดไฟล์ OKR แค่สองครั้งต่อไตรมาส มันก็ไม่ต่างอะไรจากแผนงานที่ไม่มีใครอ่าน

เรื่องที่สามและเจ็บที่สุดคือวัฒนธรรมที่ลงโทษความล้มเหลวครับ John Doerr ผู้ที่นำ OKR จาก Intel มาสู่ Google บอกไว้ชัดเจนว่า ถ้าคุณทำ Key Results ได้ครบร้อยเปอร์เซ็นต์ทุกไตรมาส แสดงว่าคุณตั้งเป้าต่ำเกินไป OKR ที่ดีควรทำได้ราวหกสิบถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ เพราะมันถูกออกแบบมาให้ยากพอที่จะต้องเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงาน แต่ถ้าองค์กรของคุณมองคนที่ทำได้แค่เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ว่า “ทำงานไม่ได้เรื่อง” ผมรับประกันได้ครับว่าปีหน้าทุกคนจะตั้ง OKR ที่ทำได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ทุกตัว และนั่นแหละคือสัญญาณที่บอกว่าระบบของคุณตายแล้ว


แล้วจะเรียกอะไรก็ได้

ผมไม่ได้คลั่งไคล้คำว่า OKR ครับ และผมก็ไม่ได้คิดว่าองค์กรที่ไม่ใช้คำนี้จะบริหารผลงานได้แย่กว่า

ความจริงคือคุณจะเรียกว่า OKR หรือ KPI เชิงกลยุทธ์ หรือเป้าหมายองค์กร หรืออะไรก็แล้วแต่ มันไม่ได้สำคัญเท่ากับคำถามสามข้อนี้ครับ

01  คุณตั้งเป้าที่ท้าทายจริงๆ หรือเป้าที่ทำให้รอดปลอดภัย

ถ้าทุกคนในทีมทำได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ทุกไตรมาส คุณกำลังวัดประสิทธิภาพหรือวัดความกลัวครับ

02  คุณใช้ตัวเลขเพื่อเรียนรู้และปรับทิศทาง หรือใช้เพื่อตัดสินและลงโทษ

ระบบที่ดีทำให้คนอยากเปิดไฟล์เป้าหมายทุกสัปดาห์ ไม่ใช่กลัวจะเปิดมันทุกปลายปี

03  ผู้นำของคุณกล้าพูดว่า “เราทำได้แค่หกสิบเปอร์เซ็นต์ แต่เราเรียนรู้อะไรจากมัน” ไหม

หรือทุกคนแค่รอลุ้นว่าตัวเองจะได้โบนัสไหม

ถ้าคำตอบของคุณคือข้อหลังในทุกข้อ ผมอยากบอกตรงๆ ครับว่า ปัญหาของคุณไม่ได้อยู่ที่ว่าจะเรียกระบบว่าอะไร ปัญหาอยู่ที่วิธีที่ผู้นำองค์กรมองความล้มเหลว และนั่นคือสิ่งที่ไม่มีเฟรมเวิร์กไหนในโลกแก้ให้คุณได้ครับ นอกจากคุณจะแก้มันเองเท่านั้น

ลองถามตัวเองดูนะครับ

ระบบที่คุณใช้อยู่ตอนนี้ ไม่ว่าจะเรียกว่าอะไร มันส่งเสริมให้คนกล้าล้มเหลวเพื่อเรียนรู้ หรือมันส่งเสริมให้คนกลัวล้มเหลวจนไม่กล้าลอง

“OKR ไม่ได้ล้มเหลวเพราะชื่อ มันล้มเหลวเพราะวิธีที่ผู้นำมองความล้มเหลว”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

Career Path: บันไดสู่ความสำเร็จ หรือกรงขังความสามารถที่บิดเบี้ยว?

บทความ · HR Management · Career Development

⬛ HR Insight

Career Path: บันไดสู่ความสำเร็จ หรือกรงขังความสามารถที่บิดเบี้ยว?

“ผมไม่ได้อยากเป็นหัวหน้าครับ ผมแค่อยากเขียนโค้ด”


วิศวกรซอฟต์แวร์คนหนึ่งทำงานกับบริษัทเทคโนโลยีแห่งหนึ่งมาเจ็ดปี เขาเขียนโปรแกรมเก่งมาก แก้ปัญหายากๆ ได้เร็ว และเป็นคนที่ทีมวิ่งหาทุกครั้งที่ระบบมีปัญหา

ปีที่เจ็ด บริษัทเลื่อนตำแหน่งเขาขึ้นเป็นหัวหน้าทีม เพราะเห็นว่าเขาทำงานดีที่สุด

สามเดือนต่อมา เขายื่นใบลาออก

ผู้อำนวยการถามว่า “เกิดอะไรขึ้น? เราเพิ่งโปรโมทคุณนี่”

เขาตอบว่า “ผมไม่ได้อยากเป็นหัวหน้าครับ ผมแค่อยากเขียนโค้ด”


ความเข้าใจผิดที่แพร่หลายในองค์กรไทย

ผมพบว่าองค์กรส่วนใหญ่มีเส้นทางอาชีพเพียงเส้นทางเดียว นั่นคือสายบริหาร ถ้าอยากได้เงินเดือนเพิ่ม อยากได้ตำแหน่งที่สูงขึ้น คำตอบมีอยู่อย่างเดียวคือต้องขึ้นไปเป็นหัวหน้า

ตรรกะนี้ฟังดูสมเหตุสมผล แต่มันมีปัญหาใหญ่มากครับ

เพราะทักษะที่ทำให้คนเก่งในงานของตัวเอง กับทักษะที่ต้องการในการบริหารคน เป็นคนละชุดกันโดยสิ้นเชิง และเมื่อเราบังคับให้เขาทำสิ่งที่เขาไม่ถนัดเพื่อแลกกับตำแหน่งที่สูงขึ้น เราไม่ได้กำลังให้รางวัลเขา แต่กำลังลงโทษเขาด้วยงานที่เขาไม่อยากทำ


สามรูปแบบที่ทำให้เส้นทางอาชีพบิดเบี้ยว

เรื่องแรกที่ผมเห็นบ่อยที่สุดคือการผลักคนเก่งขึ้นไปสู่ตำแหน่งที่พวกเขาไม่ต้องการ เพราะนั่นเป็นทางเดียวที่องค์กรมีให้ ลองนึกดูนะครับ ถ้าพนักงานคนหนึ่งอยากได้เงินเดือนสูงขึ้น อยากมีสถานะที่ดีขึ้นในองค์กร แต่ทางเลือกมีอยู่แค่อย่างเดียวคือขึ้นไปเป็นหัวหน้า เขาก็ต้องเลือกทางนั้น แม้ไม่ได้อยากเดินก็ตาม

ผลที่ตามมาคือองค์กรเสียผู้เชี่ยวชาญที่ดีที่สุดไป แล้วได้ผู้บริหารที่ไม่มีความสุขและไม่ถนัดงานบริหารกลับมาแทน คนที่เคยแก้ปัญหาเก่งที่สุดในทีมกลับต้องมานั่งจัดตารางประชุม ฟังปัญหาส่วนตัวของลูกน้อง และบริหารความขัดแย้งที่เขาไม่รู้จะจัดการยังไง หลายคนทนอยู่ได้ไม่นานก็ลาออกไปในที่สุด พร้อมกับประสบการณ์และความรู้ที่สะสมมาหลายปีที่ติดตัวออกไปด้วย

เรื่องที่สองคือทางตันของผู้เชี่ยวชาญ พนักงานทำงานดีเยี่ยม พัฒนาตัวเองขึ้นเรื่อยๆ แต่หัวหน้าบอกว่า “รอก่อนนะ ยังไม่มีตำแหน่งว่าง” รอหนึ่งปี สองปี สามปี คำตอบก็ยังเหมือนเดิม

การผูกเส้นทางอาชีพไว้กับเก้าอี้ของคนข้างบนทำให้การเติบโตของพนักงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถหรือความพยายามของตัวเขาเลย แต่ขึ้นอยู่กับว่าคนข้างบนจะลาออก เกษียณ หรือย้ายไปที่อื่นเมื่อไหร่ พนักงานที่อยู่ในสถานการณ์แบบนี้มักจะรู้สึกหมดแรงในแบบที่อธิบายยาก ไม่ใช่เพราะงานหนัก แต่เพราะรู้สึกว่าไม่ว่าจะทำดีแค่ไหน ก็ไม่ได้ทำให้อะไรเปลี่ยนแปลง

เรื่องที่สามที่ผมเห็นมากขึ้นในช่วงหลังคือการเพิ่มงานโดยไม่เพิ่มตำแหน่งหรือค่าตอบแทน เมื่อมีคนลาออก งานของคนนั้นก็ถูกโยนให้คนที่ยังอยู่ พร้อมกับคำพูดสวยหรูว่า “นี่คือโอกาสในการเติบโตของคุณ” แต่ไม่มีการปรับตำแหน่ง ไม่มีการปรับเงินเดือน และไม่มีการพูดคุยว่าภาระที่เพิ่มขึ้นนั้นจะได้รับการดูแลอย่างไร

พนักงานที่รับสภาพแบบนี้ไปเรื่อยๆ จะค่อยๆ รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เติบโต แต่แค่รับงานเพิ่มขึ้นทุกปีโดยที่ทุกอย่างยังเท่าเดิม และในวันที่รับไม่ไหว พวกเขาก็ลาออกโดยไม่บอกสาเหตุที่แท้จริง เพราะรู้ว่าพูดไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน


สิ่งที่องค์กรควรทำแตกต่างออกไป

ผมคิดว่าองค์กรยุคนี้ต้องหยุดคิดว่าเส้นทางอาชีพมีได้แค่รูปแบบเดียว

สิ่งที่ได้ผลจริงคือการสร้างเส้นทางคู่ขนาน เส้นทางหนึ่งสำหรับคนที่ชอบบริหารคนและวางกลยุทธ์ และอีกเส้นทางสำหรับคนที่ชอบทำงานเชิงลึกและเป็นผู้เชี่ยวชาญในสายงาน โดยทั้งสองเส้นทางมีระดับเงินเดือนและสถานะที่เทียบเคียงกันได้ ไม่ใช่ให้สายวิชาชีพเป็นเส้นทางชั้นสองที่ต้องทนอยู่เพราะไม่มีทางเลือก

(ทั้ง ๆ ที่ Career Path ที่เน้นการเติบโตแบบเส้นทางคู่ขนาด แบบ Managerial Track and Specialist Track มีการคุยกันมานานมากแล้ว แต่หลายองค์กรก็ยังไม่เคยจะหยิบมาออกแบบใช้งานกันเลย)

การทำแบบนี้ไม่ซับซ้อนเกินไป แต่ต้องการความกล้าที่จะเปลี่ยนความเชื่อเดิมว่า “ตำแหน่งที่สูงกว่าต้องคุมคนเสมอ”


คำถามที่อยากฝากไว้

วิศวกรคนนั้นลาออกไปทำงานกับบริษัทอื่นที่ให้เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับสูงโดยไม่ต้องบริหารใคร เงินเดือนสูงกว่าเดิม และเขาบอกว่ามีความสุขกว่ามาก บริษัทเดิมใช้เวลาเกือบสองปีกว่าจะหาคนที่มาทำงานแทนเขาได้ในระดับที่ใกล้เคียง

“ในองค์กรของคุณวันนี้ มีคนที่กำลังเก่งขึ้นเรื่อยๆ แต่รู้ว่าถ้าอยากโตต้องขึ้นไปเป็นหัวหน้าเท่านั้น เขารู้สึกอย่างไรกับอนาคตของตัวเองในองค์กรนี้ครับ?”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

อัปเกรดคนแล้วอย่าลืมอัปเกรดค่าตอบแทนด้วย

บทความ · HR Management · Compensation Strategy

⬛ HR Insight

อัปเกรดคนแล้วอย่าลืมอัปเกรดค่าตอบแทนด้วย

“ถ้าองค์กรอัปเกรดคน แต่ไม่อัปเกรดวิธีดูแลคน คนที่เก่งขึ้นอาจไม่ได้อยู่เพื่ออัปสปีดองค์กร แต่อาจใช้ความเก่งใหม่ของเขาไปเติบโตที่อื่น”


บริษัทแห่งหนึ่งทุ่มงบพัฒนาคนไปหลายล้านบาทในช่วงสองปีที่ผ่านมา ส่งพนักงานไปเรียนหลักสูตร data analytics ซื้อแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ จ้างวิทยากรมาสอน และออกแบบโครงการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่อย่างจริงจัง

พนักงานหลายคนเก่งขึ้นจริง บางคนสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ด้วยตัวเอง บางคนนำทักษะใหม่ไปลดขั้นตอนการทำงานได้จริง บางคนเริ่มรับผิดชอบงานที่ซับซ้อนขึ้นโดยที่ไม่ต้องรอให้ใครสั่ง

แล้วสิ้นปีก็มาถึง

พนักงานสามคนที่เก่งขึ้นมากที่สุดลาออกภายในไตรมาสเดียวกัน ไปองค์กรอื่นที่จ่ายสูงกว่าเงินเดือนเดิมเฉลี่ย 25 ถึง 35 เปอร์เซ็นต์

ผู้บริหารไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะรู้สึกว่าองค์กรดูแลคนดีมาก ลงทุนพัฒนามาตลอด แต่สิ่งที่พลาดไปคือระบบค่าตอบแทนไม่เคยขยับตามความสามารถที่เพิ่มขึ้นของคนเหล่านั้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว


ทักษะที่เพิ่มขึ้น ต้องไม่หายไปในโครงสร้างเดิม

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจร้ายของใคร แต่เกิดจากการที่ระบบค่าตอบแทนกับระบบพัฒนาคนวิ่งคนละเส้นทางโดยไม่รู้ตัว

หลายองค์กรออกแบบระบบค่าตอบแทนโดยยึดตำแหน่ง ระดับงาน และอายุงานเป็นหลัก ซึ่งไม่ได้ผิด เพราะองค์กรต้องมีโครงสร้าง มีความเป็นธรรมภายใน และมีกรอบงบประมาณที่ควบคุมได้ แต่โลกการทำงานเปลี่ยนเร็วกว่าโครงสร้างตำแหน่งมาก

พนักงานสองคนอาจนั่งในตำแหน่งเดียวกัน ระดับงานเดียวกัน ชื่อตำแหน่งเดียวกัน แต่คนหนึ่งอาจมีทักษะที่ทำให้สร้างคุณค่าได้มากกว่าอีกคนอย่างเห็นได้ชัด ถ้าระบบค่าตอบแทนยังมองคนสองคนนี้เหมือนกันทุกอย่าง สัญญาณที่องค์กรส่งออกไปคือ การพัฒนาตัวเองไม่ได้สร้างความแตกต่างอะไรให้ชีวิตจริงของคุณ

และเมื่อสัญญาณนั้นถูกส่งซ้ำ ๆ คนเก่งก็จะเริ่มถามตัวเองว่าพัฒนาไปเพื่ออะไร


ทักษะที่ควรได้รับการมองเห็น คือทักษะที่ถูกใช้จริงจนเกิดผลลัพธ์

การอัปเกรดระบบค่าตอบแทนไม่ได้แปลว่าพนักงานเรียนคอร์สอะไรเพิ่มก็ต้องได้เงินเพิ่มทันที นั่นเป็นความเข้าใจที่อันตราย เพราะจะทำให้ระบบบวมโดยไม่สร้างผลลัพธ์จริง

สิ่งที่ระบบค่าตอบแทนควรมองเห็นไม่ใช่ทักษะที่ได้มา แต่คือทักษะที่ถูกนำไปใช้จริง

พนักงานที่ผ่านหลักสูตร automation มาแล้ว แต่กลับมานั่งทำงานแบบเดิมทุกอย่างด้วยมือ ก็ยังไม่มีเหตุผลพอที่ระบบจะปรับค่าตอบแทนให้ แต่ถ้าพนักงานคนเดียวกันนั้นเอาสิ่งที่เรียนมาลดขั้นตอนการทำงานของทีมได้จริง ลดเวลาที่เคยใช้ไปได้จริง นั่นคือคนละเรื่องกันแล้ว

ในแง่นี้ทักษะและผลงานแยกกันไม่ออก ทักษะคือความสามารถที่มีอยู่ แต่ระบบค่าตอบแทนควรให้น้ำหนักกับการที่ทักษะนั้นถูกใช้จนเกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่การที่คนคนนั้นผ่านการเรียนมาแล้ว


แล้วถ้าจะดูแลเรื่องนี้จริง ต้องไม่รอแค่รอบขึ้นเงินเดือนประจำปี

นี่คือจุดที่หลายองค์กรติดขัด เพราะระบบส่วนใหญ่ถูกออกแบบให้ขยับปีละครั้ง แต่การเติบโตของคนไม่ได้รอรอบปี วิธีที่ทำได้จริงมีอยู่หลายแบบ และไม่จำเป็นต้องใช้ทุกอย่างพร้อมกัน

01  Skill Premium — กำหนดไว้ล่วงหน้า ไม่ต้องรอรอบปี

กำหนดล่วงหน้าว่าทักษะกลุ่มไหนมีมูลค่าพิเศษต่อองค์กร เมื่อพนักงานพิสูจน์ได้ว่าใช้ทักษะนั้นในงานจริง ก็ปรับได้เลย แต่ต้องระวังว่าอย่าให้ทุกทักษะกลายเป็น premium หมด ไม่งั้นระบบจะควบคุมต้นทุนไม่ได้

02  ปรับเงินเดือนนอกรอบ เมื่อความรับผิดชอบเปลี่ยนจริง

เมื่อพบว่าระดับความรับผิดชอบของพนักงานเปลี่ยนไปจริง หรือค่าตอบแทนหลุดจากตลาดไปชัดเจน สิ่งสำคัญคือต้องมีนโยบายรองรับที่ชัดเจน ไม่ใช่ให้ผู้จัดการขอได้ตามใจ เพราะจะกลายเป็นความไม่เป็นธรรมภายในแทน

03  Bonus ที่ผูกกับโครงการ ไม่ใช่แค่รอบประเมินปีละครั้ง

เหมาะกับกรณีที่พนักงานถูกดึงไปรับผิดชอบงานที่ใหญ่ขึ้นเป็นการเฉพาะ เช่น เป็นหัวหน้าโครงการสำคัญ หรือไปช่วยทีมอื่นในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ออกแบบ bonus ที่ผูกกับผลลัพธ์ของงานนั้นได้เลย

04  สร้างระดับย่อยใน job family เดียวกัน ไม่ต้องรอตำแหน่งว่าง

แทนที่จะมีแค่นักวิเคราะห์กับผู้จัดการ ก็อาจมีระดับย่อยที่แต่ละระดับมีเกณฑ์ทักษะและผลงานชัดเจน พร้อมกรอบเงินเดือนที่ต่างกัน พนักงานสามารถขยับระดับได้เมื่อพิสูจน์ว่าทำได้จริง โดยไม่ต้องรอให้ตำแหน่งผู้จัดการว่างก่อน

ทั้งหมดนี้มีเงื่อนไขร่วมกันสองข้อ หนึ่งคือเกณฑ์ต้องชัดและเปิดเผยตั้งแต่ต้น พนักงานต้องรู้ว่าถ้าทำอะไรได้แล้วจะได้รับอะไร ไม่ใช่รู้ตอนที่ได้แล้ว และสองคือต้องผูกกับผลงานที่เกิดขึ้นจริงเสมอ ไม่ใช่ผูกกับการเรียนจบหลักสูตร


เมื่อคนเก่งขึ้น ตลาดก็มองเห็นเขามากขึ้นด้วย

การพัฒนาทักษะไม่ได้ทำให้พนักงานมีคุณค่าต่อองค์กรเดิมเท่านั้น แต่ทำให้เขามีคุณค่าต่อตลาดแรงงานมากขึ้นด้วย บริษัทในตัวอย่างข้างต้นลงทุนพัฒนาคนไปอย่างตั้งใจ แต่สิ่งที่สร้างขึ้นมานั้นตลาดมองเห็นได้เช่นกัน และตลาดไม่ได้รอให้รอบขึ้นเงินเดือนประจำปีก่อน

เมื่อช่องว่างระหว่างค่าตอบแทนภายในกับมูลค่าในตลาดกว้างถึงระดับหนึ่ง องค์กรจะเริ่มเสียคน ไม่ใช่เพราะเขาไม่ภักดี แต่เพราะตลาดให้ราคาความสามารถของเขาชัดเจนกว่าองค์กรปัจจุบัน

ดังนั้นองค์กรที่ลงทุนพัฒนาคนอย่างจริงจังควรติดตามตลาดค่าตอบแทนอย่างสม่ำเสมอด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มทักษะที่มีการแข่งขันสูง ไม่ใช่รอให้คนลาออกก่อนแล้วค่อยค้นพบว่าค่าตอบแทนหลุดตลาดไปแล้ว


ถ้าต้องการให้คนอัปเกรด องค์กรก็ต้องอัปเกรดระบบที่รองรับด้วย

สิ่งที่องค์กรควรระวังคือการพูดเรื่องการพัฒนาคนแบบให้พนักงานรับผิดชอบฝ่ายเดียว บอกให้คนต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต ต้องพร้อมรับอนาคต แต่เมื่อคนทำตามแล้ว ระบบกลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงตาม

ความสมดุลที่ดีคือเมื่อพนักงานพัฒนาตัวเองและนำความสามารถไปสร้างคุณค่าจริง ระบบต้องตอบสนองให้เห็นได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าตอบแทนที่ปรับตามทักษะที่สำคัญต่อกลยุทธ์ เส้นทางเติบโตที่ไม่ต้องรอตำแหน่งว่างเพียงอย่างเดียว หรือการยอมรับที่ชัดเจนและเร็วพอที่คนจะรู้สึกได้

เพราะถ้าข้อตกลงนี้ไม่สมดุลนานพอ คนเก่งจะเริ่มมองหาที่ที่สมดุลกว่า

บริษัทในตัวอย่างนั้นใช้เวลาหลายเดือนหลังจากเสียพนักงานสามคนไปกว่าจะตระหนักว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนไม่ภักดี แต่อยู่ที่ระบบไม่เคยขยับตามคนที่พัฒนาแล้วเลย

ระบบค่าตอบแทนขององค์กรคุณ รู้จักคนที่พัฒนาแล้วหรือยัง

ถ้าองค์กรอัปเกรดคน แต่ไม่อัปเกรดวิธีดูแลคน คนที่เก่งขึ้นอาจไม่ได้อยู่เพื่ออัปสปีดองค์กร แต่อาจใช้ความเก่งใหม่ของเขาไปเติบโตที่อื่น

“การพัฒนาคนที่ไม่มีระบบรองรับ คือการฝึกคนให้พร้อมสำหรับองค์กรถัดไป ไม่ใช่องค์กรของคุณ”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

7 เรื่องเกี่ยวกับ KPI ที่คนทำงานเข้าใจผิดกันมาตลอด

บทความ · HR Management · KPI

⬛ HR Insight

7 เรื่องเกี่ยวกับ KPI ที่คนทำงานเข้าใจผิดกันมาตลอด

“เรื่อง KPI เนี่ย บริษัทเราทำมาหลายปีแล้วครับ เข้าใจดี”


มีประโยคหนึ่งที่ผมได้ยินบ่อยมากเวลาเข้าไปคุยเรื่อง KPI กับองค์กรต่างๆ นั่นคือ “เรื่อง KPI เนี่ย บริษัทเราทำมาหลายปีแล้วครับ เข้าใจดี”

ผมว่าความมั่นใจตรงนี้แหละครับ ที่เป็นปัญหา

เพราะในประสบการณ์ของผม ความผิดพลาดเรื่อง KPI ที่เจอซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการที่คนตั้ง KPI ไม่เก่ง แต่เกิดจากความเข้าใจผิดพื้นฐานบางอย่างที่ฝังลึกจนเจ้าตัวไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังเข้าใจผิดอยู่ มันกลายเป็นเรื่องที่ “ทุกคนทำกันแบบนี้” จนไม่มีใครหยุดตั้งคำถาม

วันนี้ผมเลยอยากชวนคุณมาดูความเข้าใจผิดเรื่อง KPI 7 เรื่องที่ผมเจอบ่อยที่สุด ลองดูนะครับว่าองค์กรของคุณติดกับดักข้อไหนอยู่บ้าง

อ่านเพิ่มเติม “7 เรื่องเกี่ยวกับ KPI ที่คนทำงานเข้าใจผิดกันมาตลอด”

ทำไมทุกคนทำ KPI ได้เป้า แต่องค์กรกลับไปไม่ถึงเป้าหมาย มันเกิดอะไรขึ้น (ตอนที่ 3)

บทความ · HR Management · KPI & Performance

⬛ HR Insight · ตอนจบ

ทำไมทุกคนทำ KPI ได้เป้า แต่องค์กรกลับไปไม่ถึงเป้าหมาย มันเกิดอะไรขึ้น (ตอนที่ 3)

“สาเหตุที่มันขัดกัน ไม่ได้อยู่ที่ตัวฝ่ายขายหรือฝ่ายการเงิน แต่อยู่ที่ตัว Corporate KPI ของเราตั้งแต่ต้น”


สองตอนที่ผ่านมา ผมเล่าถึงห้องประชุมที่ทุกฝ่ายทำ KPI ได้ตามเป้า แต่บริษัทกลับแย่ลง แล้วชี้ว่าทางแก้คือต้องเริ่มตั้ง KPI จากเป้าองค์กรลงมา ไม่ใช่จากตำแหน่งงานขึ้นไป พร้อมกับเชื่อมแกนนอนระหว่างฝ่ายด้วยเป้าร่วม เพื่อไม่ให้แต่ละฝ่ายต่างคนต่างวิ่งจนกลับไปชนกัน

แต่ผมทิ้งคำถามที่ยากที่สุดไว้ คือถ้าเป้าของสองฝ่ายมันขัดกันโดยธรรมชาติเลยล่ะ จะทำอย่างไร ตอนนี้เราจะมาตอบคำถามนั้นกัน

อ่านเพิ่มเติม “ทำไมทุกคนทำ KPI ได้เป้า แต่องค์กรกลับไปไม่ถึงเป้าหมาย มันเกิดอะไรขึ้น (ตอนที่ 3)”

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑