บทความ · Mindfulness · นิทานสอนใจ
ไม่จำเป็นต้องลดคุณค่าของคนอื่น เพื่อรักษาคุณค่าของตัวเอง
บทความ · HR Management · ภาวะผู้นำ
⬛ HR Insight
ไม่จำเป็นต้องลดคุณค่าของคนอื่น เพื่อรักษาคุณค่าของตัวเอง
“คนแบบนี้ต้องการแค่เพียงให้คนอื่นอยู่ต่ำกว่า เพื่อให้ตัวเองรู้สึกว่ายังอยู่สูงเท่านั้นเอง”
มีผู้จัดการอีกประเภทหนึ่งครับ
เดินเข้าห้องประชุมด้วยความมั่นใจ พูดเสียงดัง ฟันธงตัดสินใจเร็ว และมีความคิดเห็นแทบทุกเรื่อง แต่สิ่งที่เขาเป็นคือ ความคิดเห็นของคนอื่นมักจะไม่ถูกต้องเสมอ
ลูกน้องเสนอไอเดียใหม่ ๆ มาให้
“คิดมาแค่นี้เองเหรอ”
แผนกอื่นทำงานผิดพลาด
“ผมรู้อยู่แล้วว่าแผนกนี้เอางานนี้ไม่อยู่หรอก”
มีพนักงานคนหนึ่งได้รับคำชมจากผู้บริหาร
“ก็ไม่เห็นจะเก่งขนาดนั้น ก็แค่ฟลุ้ค”
ส่วนถ้าใครทำอะไรได้ดีกว่าตัวเองขึ้นมา เขาจะต้องมีข้อโต้แย้งทันที เช่น
- ที่คนนั้นได้เลื่อนตำแหน่ง เพราะสนิทกับผู้ใหญ่
- ทีมโน้นที่ได้ผลงานดี เพราะ Present เก่งแค่นั้นแหละ
- คนนี้เป็น Talent ได้ เพราะสร้างภาพ
- อีกคนได้โปรเจกต์ดี เพราะโชคช่วยมากกว่ามั้ง ฯลฯ
โลกของหัวหน้าแบบนี้น่าสนใจครับ เพราะเขามองว่า
ความสำเร็จของตัวเองมักเกิดจาก “ความสามารถ”
แต่ความสำเร็จของคนอื่นมักเกิดจาก “ปัจจัยภายนอก”
และความผิดพลาดของคนอื่นเกิดจาก “นิสัยและความสามารถของคนนั้น”
ส่วนความผิดพลาดของตัวเองเกิดจาก “สถานการณ์มันไม่เอื้ออำนวย”
แต่เรื่องที่หัวหน้าประเภทนี้ให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษคือ ภาพที่คนอื่นมองเขา
- ขับรถต้องหูร ชื่อตำแหน่งต้องดูสมฐานะ ให้รู้ซะบ้างว่าอยู่ระดับไหน
- ต้องมีห้องทำงานใหญ่โต
- เวลาแนะนำตัวเอง มักไม่ลืมพูดตำแหน่งเต็ม ๆ ยาว ๆ หรือโปรเจกต์ใหญ่ ๆ ที่เคยทำ แม้จะไม่ได้ทำเองก็ตาม
- เวลาใครพูดถึงคนใหญ่คนโต ก็จะรีบแทรกว่า “ผมเพิ่งคุยกับเขาเมื่อวานนี้เอง”
- เวลาลูกน้องได้โอกาสใหม่ ๆ หรือได้รับคำชมจากผู้บริหาร จะรู้สึกไม่สบายใจ เพราะกลัวคนอื่นเห็นว่าลูกน้องเก่งกว่าตนเอง
- ฯลฯ
ถ้าเราฟังเขาคุยแบบเผิน ๆ เราอาจคิดว่าคนแบบนี้มีความมั่นใจในตนเองสูงมาก แต่ผมกลับคิดว่า บางครั้งมันอาจตรงกันข้ามกันเลย
คนที่มั่นคงในตัวเองจริง ๆ “ไม่จำเป็นต้องลดคุณค่าของคนอื่น เพื่อรักษาคุณค่าของตัวเอง”
เขาสามารถพูดได้ว่า “เรื่องนี้ผมไม่รู้”
เมื่อเห็นว่าลูกน้องเก่งกว่าจริง ๆ ก็พูดได้เต็มปากเลยว่า “คุณเก่งมากจริง ๆ”
สามารถเห็นเพื่อนร่วมงานประสบความสำเร็จโดยไม่ต้องรีบหาเหตุผลมาอธิบายว่า ทำไมความสำเร็จนั้นถึงไม่ได้พิเศษอะไร
นี่ต่างหากที่ผมคิดว่าเป็นความมั่นใจ
ปัญหาของหัวหน้าที่ผูกคุณค่าของตัวเองไว้กับสถานะภาพทางสังคม ตำแหน่ง และภาพลักษณ์ที่ดูสูงส่ง จึงไม่ได้อยู่แค่เรื่อง “น่าหมั่นไส้” แต่เริ่มอันตรายเมื่อมันเข้าไปอยู่ในวิธีบริหารคน
เพราะวันหนึ่งเขาอาจไม่ได้เลือกคนที่เก่งที่สุด แต่เลือกคนที่ทำให้ตัวเองรู้สึกดีที่สุด
ไม่ได้ชอบลูกน้องที่กล้าคิดต่างจากเขา แต่ชอบลูกน้องที่พยักหน้าเห็นด้วยกับเขา
ไม่ได้ให้โอกาสคนที่มีศักยภาพสูงสุด แต่ให้กับคนที่ไม่ทำให้ตัวเองรู้สึกถูกคุกคาม หรือดูต่ำต้อย
และเมื่อมีดาวดวงใหม่เริ่มสว่างขึ้นมาในทีม แทนที่จะช่วยให้ดาวดวงนั้นสว่างไสวกว่าเดิม เขากลับพยายามหาอะไรมาบังแสงสว่างนั้น หรือไม่ก็ถอดปลั๊กลูกน้องออกซะ
ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ หัวหน้าแบบนี้อาจดูเป็น High Performer มากในสายตาผู้บริหาร
พูดเก่ง Present เก่ง ดูมั่นใจ ตอบคำถามเร็ว รู้จักสร้างภาพลักษณ์ (แบบผิด ๆ) และรู้ว่าเมื่อไรควรเอาผลงานอะไรไปเล่าให้ใครฟัง เพื่อให้ตัวเองได้หน้าเสมอ
แต่ถ้าลองถามลูกน้องที่ทำงานอยู่ใต้เขาดู เราอาจได้เห็นผู้จัดการอีกคนหนึ่งที่ผู้บริหารไม่เคยเห็นเลยก็ได้
“ผู้จัดการที่ชอบเปรียบเทียบ ชอบตัดสินคนอื่นว่าด้อยกว่าตนเอง”
“รับคำวิจารณ์ไม่ได้ มีข้ออ้างเสมอ”
“ต้องดูดีกว่าคนอื่น ดูฉลาดกว่าคนอื่น”
และเริ่มไม่สบายใจทันที เมื่อมีใครในทีมได้รับแสงมากกว่าตัวเอง
คนแบบนี้ต้องการแค่เพียงให้คนอื่นอยู่ต่ำกว่า เพื่อให้ตัวเองรู้สึกว่ายังอยู่สูงเท่านั้นเอง
อยากฝากไว้ว่า ผู้นำที่ดีนั้น
“ไม่จำเป็นต้องไปลดคุณค่าของคนอื่น เพื่อรักษาคุณค่าของตัวเอง ครับ”
โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting
ลงทุนกับความสุขของพนักงาน ผลตอบแทนที่ได้กลับมาคุ้มกว่าที่คิด
บทความ · HR Management · Employee Engagement
⬛ HR Insight
ลงทุนกับความสุขของพนักงาน ผลตอบแทนที่ได้กลับมาคุ้มกว่าที่คิด
“เมื่อองค์กรรู้จักพนักงานให้ดีเท่ากับที่รู้จักลูกค้า พวกเขาจะปลดล็อคคุณค่าให้กับธุรกิจ และที่สำคัญกว่านั้น ให้กับคนที่ทำให้ธุรกิจมีชีวิต”
ผู้บริหารหลายคนบอกว่า “คนคือทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดขององค์กร”
แต่พอดูวิธีที่องค์กรเดียวกันนั้นออกแบบงาน วัดผลงาน และทำความเข้าใจพนักงาน กลับพบว่าพวกเขาปฏิบัติกับคนเหมือนเป็นแค่ปัจจัยการผลิตอีกตัวหนึ่ง
มีอยู่เรื่องหนึ่งที่น่าสังเกตมากคือ องค์กรส่วนใหญ่รู้จักลูกค้าของตัวเองดีมาก รู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร กังวลเรื่องอะไร ตัดสินใจซื้อเพราะอะไร มีข้อมูล มีการวิเคราะห์ มีแผนรองรับทุกกลุ่ม แต่พอถามว่าพนักงานในองค์กรต้องการอะไรจริงๆ คำตอบที่ได้มักจะเป็นแค่ผลสำรวจรายปีกับความรู้สึกของผู้บริหาร
บทความใน HBR ฉบับเดือนมีนาคม 2026 จาก BCG และ Harvard Business School เล่าถึงกรณีที่น่าสนใจมากจากบริษัทค้าปลีกเครื่องแต่งกายรายหนึ่งในอเมริกาเหนือ ที่ตัดสินใจทำความเข้าใจพนักงานด้วยวิธีเดียวกับที่ใช้ทำความเข้าใจลูกค้า และสิ่งที่พบเปลี่ยนวิธีคิดของผู้บริหารไปโดยสิ้นเชิง
เมื่อ “ความสุขในงาน” กลายเป็นตัวเลขธุรกิจ
ทีมวิจัยทำแบบสอบถามกับพนักงานมากกว่า 90% ของบริษัท โดยถามลงไปถึงรายละเอียดที่แบบสอบถามทั่วไปไม่เคยถาม ทั้งแรงจูงใจในการทำงาน ความสุขในงานแต่ละประเภท และสัดส่วนเวลาที่ใช้ไปกับกิจกรรมแต่ละอย่าง แล้วนำข้อมูลเหล่านี้ไปเชื่อมกับตัวเลขธุรกิจจริง ทั้งยอดขาย ความพึงพอใจของลูกค้า และอัตราการลาออก
สิ่งที่พบชัดมากคือ ความสุขในงานไม่ใช่เรื่องอ่อนไหวที่วัดไม่ได้ มันคือตัวขับเคลื่อนผลงาน
🎯 ตัวเลขที่พิสูจน์ว่าความสุขในงานคือเรื่องธุรกิจ
01 ยอดขายสูงกว่า 25%
พนักงานที่มีความสุขในงานสูงมียอดขายต่อชั่วโมงสูงกว่าพนักงานที่มีความสุขในงานต่ำถึง 25% และร้านที่มีพนักงานกลุ่มนี้มากกว่ายังได้คะแนนความพึงพอใจของลูกค้าสูงกว่าด้วย
02 เพิ่ม 1% ได้ผลทันที
แค่สัดส่วนพนักงานที่มีความสุขในงานเพิ่มขึ้น 1% องค์กรสามารถเห็นยอดขายรวมเพิ่มขึ้นได้ราว 0.25%
03 ศักยภาพ 5-15% ต่อปี
หากรวมมาตรการหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งการรักษาพนักงานที่มีความสุขสูง การพัฒนาพนักงานที่มีความสุขต่ำ และการสรรหาคนที่เหมาะสมกว่า องค์กรสามารถเพิ่มยอดขายรายปีได้ถึง 5-15%
สิ่งที่พนักงานบอกว่าสำคัญ กับสิ่งที่สำคัญจริงๆ
หนึ่งในสิ่งที่น่าสนใจที่สุดจากงานวิจัยนี้คือ ความแตกต่างระหว่างสิ่งที่พนักงานบอกว่าสำคัญ กับสิ่งที่วิเคราะห์แล้วพบว่าสำคัญจริงๆ
สิ่งที่พนักงานบอกว่าสำคัญ
เงินเดือน สวัสดิการ และตารางเวลา — สิ่งที่จับต้องได้และตอบได้ง่ายเมื่อถามตรงๆ
✓ สิ่งที่ทำนายผลได้จริง
การเรียนรู้และเติบโต ความรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า งานที่มีความหมาย และโอกาสก้าวหน้าที่ชัดเจน
ความต้องการทางอารมณ์ไม่ใช่สิ่งที่มีก็ดีไม่มีก็ได้ มันคือรากฐานของการรักษาคนและสร้างผลงาน
พนักงานไม่ใช่กลุ่มเดียวกัน
อีกสิ่งหนึ่งที่งานวิจัยนี้ทำได้ดีมากคือการแบ่งกลุ่มพนักงานออกเป็น 8 กลุ่มที่มีลักษณะและความต้องการต่างกัน ซึ่งให้ภาพที่ละเอียดกว่าการมองพนักงานทั้งองค์กรเป็นกลุ่มเดียว
ครึ่งหนึ่งของพนักงานอยู่ในกลุ่มที่มีความสุขในงานสูงและผลงานดี เช่น กลุ่มพนักงานช่วงต้นอาชีพที่กระตือรือร้นเรื่องการเรียนรู้ กลุ่มพนักงานกลางอาชีพที่มองเห็นอนาคตในองค์กร และกลุ่มพนักงานอาวุโสที่รักแบรนด์และรักการพูดคุยกับลูกค้า อีกครึ่งหนึ่งอยู่ในกลุ่มที่มีความสุขในงานต่ำและผลงานไม่โดดเด่น ส่วนใหญ่เป็นพนักงานพาร์ทไทม์รุ่นใหม่ที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับการพัฒนาหรือไม่ได้รับการยอมรับที่เหมาะสม
สิ่งที่ผู้บริหารประหลาดใจที่สุดคือกลุ่มที่มียอดขายสูงสุดในบริษัท ไม่ใช่พนักงานเต็มเวลารุ่นใหม่ที่กำลังไต่เต้า แต่เป็นพนักงานพาร์ทไทม์อาวุโสที่รักแบรนด์ รักการพูดคุยกับคน และรู้สึกว่างานมีความหมาย
พวกเขาไม่ได้ต้องการตำแหน่งที่สูงขึ้น แต่ต้องการความเคารพ ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน และงานที่มีคุณค่า และพวกเขาก็ส่งมอบผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมกลับมา
งานที่ดีถูกออกแบบขึ้น ไม่ได้เกิดขึ้นเอง
งานวิจัยยังพบอีกว่าพนักงานรู้สึกมีพลังมากที่สุดเมื่อได้พูดคุยกับลูกค้าและเมื่อได้เรียนรู้สิ่งใหม่ แต่กลับใช้เวลากับกิจกรรมเหล่านี้น้อยกว่าที่ต้องการมาก ในบางสาขา พนักงานขายใช้เวลาน้อยกว่า 40% ในการพูดคุยกับลูกค้า ที่เหลือถูกดูดซับไปกับงานหลังร้าน งานธุรการ และกระบวนการซ้ำๆ
นั่นคือโอกาสที่ชัดมาก ถ้าออกแบบงานใหม่ให้พนักงานใช้เวลากับสิ่งที่สร้างความสุขและผลงานให้พวกเขาได้มากขึ้น ทั้งพนักงานและองค์กรจะได้ประโยชน์พร้อมกัน
สิ่งที่ทำให้กรณีนี้น่าสนใจยิ่งขึ้นคือผู้บริหารไม่ได้นำข้อมูลไปตัดสินใจเองในห้องประชุม แต่นำพนักงานกลุ่มตัวแทนมาร่วมอ่านผลวิจัย ร่วมคิด และร่วมออกแบบทางออก ทั้งการทำให้บทบาทชัดขึ้น การปรับแรงจูงใจให้ส่งเสริมการทำงานเป็นทีม และสิ่งเล็กๆ อย่างงบประมาณสำหรับผู้จัดการในการแสดงความชื่นชมพนักงาน ซึ่งพนักงานทุกกลุ่มทุกรุ่นบอกว่านี่คือสิ่งที่พวกเขารักในวัฒนธรรมของบริษัท
องค์กรของคุณรู้จักลูกค้าลึกแค่ไหน และรู้จักพนักงานลึกแค่นั้นไหม
มีแนวคิดหนึ่งในบทความที่น่าสนใจมากคือ เมื่อองค์กรรู้จักพนักงานให้ดีเท่ากับที่รู้จักลูกค้า พวกเขาจะปลดล็อคคุณค่าให้กับธุรกิจ และที่สำคัญกว่านั้น ให้กับคนที่ทำให้ธุรกิจมีชีวิต ถ้าคำตอบยังต่างกันอยู่มาก นั่นคือโอกาสที่ยังไม่ได้ใช้
“ความสุขในงานลงทุนได้ และผลตอบแทนที่ได้กลับมาคุ้มกว่าที่คิด”
โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting
ยิ่งขยัน ยิ่งเก่ง ยิ่งโดนใช้งาน — กับดักที่องค์กรทำกับคนเก่ง
บทความ · HR Management · Leadership
⬛ HR Insight
ยิ่งขยัน ยิ่งเก่ง ยิ่งโดนใช้งาน — กับดักที่องค์กรทำกับคนเก่ง
“คนที่ขยันที่สุดในทีมไม่ใช่ถังรับงานสำรอง พวกเขารักงานของตัวเองและนั่นคือเหตุผลที่พวกเขาทำงานได้ดี”
มีคำถามที่ผู้จัดการทุกคนมักจะต้องเจอซ้ำ ๆ คือเมื่อผู้บริหารมีโครงการงานพิเศษมอบหมายมาอย่างกระทันหัน ควรจะมอบหมายให้ใคร?
คำตอบที่ผู้จัดการส่วนใหญ่เลือกคือ “คนที่ขยันที่สุดในทีม” หรือ “คนที่ดูกระตือรือร้นที่สุด”
และนั่นแหละคือปัญหา
งานวิจัยที่น่าตกใจจาก HBR
Sangah Bae และ Kaitlin Woolley จาก Northeastern University และ Cornell University ทำการศึกษา 10 งานวิจัย กับผู้จัดการและพนักงานมากกว่า 4,300 คน และพบสิ่งที่น่าสนใจมาก
ผู้จัดการมอบหมายงานพิเศษให้กับพนักงานที่มีแรงจูงใจสูงถึง 69% ของเวลาทั้งหมด แม้ในกรณีที่พนักงานคนอื่นมีผลงานดีพอกันและทำงานมานานพอกัน
พูดให้ชัดขึ้นคือ ถ้าในทีมมีพนักงานสองคนที่ทำงานได้ดีเท่ากัน แต่คนหนึ่งดูกระตือรือร้นกว่า คนนั้นจะได้รับงานพิเศษมากกว่าอีกคนในสัดส่วน 69% ต่อ 31%
ผลที่ตามมาคือพนักงานที่องค์กรทุ่มเทดูแลและพยายามรักษาไว้มากที่สุด กำลังถูกบั่นทอนความสุขในการทำงานทีละนิดทุกวัน
ความเข้าใจผิดสองข้อของผู้จัดการ
ผู้จัดการที่ทำแบบนี้ไม่ได้ตั้งใจทำร้ายพนักงานนะครับ แต่กำลังตัดสินใจบนความเข้าใจผิดสองข้อ
❌ ความเข้าใจผิดที่ 1
คิดว่าถ้าพนักงานรักงานหลักของตัวเอง เขาก็น่าจะชอบงานพิเศษทุกประเภทด้วย
❌ ความเข้าใจผิดที่ 2
คิดว่าคนที่รักงานจะทนต่อแรงกดดันได้ดีกว่า จึงไม่ต้องกังวลเรื่อง burnout
ซึ่งคิดผิดทั้งคู่
แรงจูงใจในการทำงานนั้นผูกกับงานเฉพาะอย่าง ไม่ใช่กับทุกอย่างในชีวิตการทำงาน พนักงานที่รู้สึกมีพลังมากเวลานำเสนองานต่อลูกค้าด้วยดวงตาเป็นประกาย ไม่ได้หมายความว่าเขาจะมีพลังเท่ากันตอนต้องจัดไฟล์ เขียนรายงาน หรือนั่งอยู่ในคณะกรรมการที่ไม่เกี่ยวกับงานของเขาเลย
และเมื่อพนักงานที่มีแรงจูงใจสูงถูกดึงออกจากงานที่ตัวเองรัก นักวิจัยพบว่าความสุขของพวกเขาลดลงมากกว่าเพื่อนร่วมงานที่มีแรงจูงใจต่ำกว่าถึงสามเท่า
ผลงานจะแย่ลงด้วย
งานวิจัยนี้ยังพบอีกว่าการโหลดงานพิเศษให้กับคนที่ขยัน และมีพลังในการทำงานมากที่สุด ไม่ได้แค่ทำให้เขาเหนื่อยเพิ่มขึ้น แต่ยังทำให้ผลงานหลักของเขาแย่ลงด้วย
ในการทดลองหนึ่ง พนักงานที่มีแรงจูงใจสูงถูกเลือกให้รับงานพิเศษแทรกเข้ามาระหว่างทำงานหลักที่มีโบนัสรออยู่ ถึง 74% ของเวลาทั้งหมด ผลคือผลงานหลักของเขาแย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ และโอกาสได้รับโบนัสลดลงตามไปด้วย ทั้งที่ผู้จัดการเลือกเขาเพราะคิดว่าเขาเก่งที่สุด
กล่าวคือ ผู้จัดการกำลังใช้ความขยันของพนักงานเป็นเหตุผลในการมอบงานพิเศษ แต่งานพิเศษนั้นกลับทำให้ผลงานหลักของเขาแย่ลง มันเป็นวงจรที่ทำร้ายทั้งพนักงานและองค์กรไปพร้อมกัน
เมื่อนักวิจัยลองแจกจ่ายงานพิเศษให้เท่าเทียมกันขึ้น คือจาก 70/30 เป็น 50/50 พบว่าพนักงานที่มีแรงจูงใจต่ำกว่าไม่ได้รู้สึกแย่ขึ้นเลย แต่ความพึงพอใจของพนักงานที่มีแรงจูงใจสูงกลับดีขึ้นอย่างชัดเจน — การแก้ปัญหานี้ไม่มีผู้แพ้ มีแต่ผู้ได้
สามสิ่งที่ผู้จัดการทำได้ทันที
ข่าวดีคือนี่ไม่ใช่ปัญหาโครงสร้างที่ต้องใช้เวลาหลายปีในการแก้ มันเป็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนได้ด้วยวิธีที่ง่ายมาก
01 จดบันทึกว่ามอบหมายงานพิเศษให้ใครบ้าง
เพียงแค่ทำให้ผู้จัดการ “เห็น” พฤติกรรมของตัวเองก็ช่วยได้มาก เพราะผู้จัดการส่วนใหญ่ในงานวิจัยไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังแจกงานอย่างไม่สมดุล แค่มีสเปรดชีตหรือโน้ตสั้นๆ ว่าครั้งที่แล้วใครรับงานพิเศษไป ก็ช่วยให้การตัดสินใจครั้งต่อไปยุติธรรมขึ้น
02 ตัดสินใจเรื่องงานพิเศษเป็นชุด ไม่ใช่ทีละครั้ง
เมื่อผู้จัดการตัดสินใจมอบหมายงานหลายงานพร้อมกัน แทนที่จะตัดสินใจทีละงานในแต่ละครั้งที่งานเข้ามา พวกเขามีแนวโน้มที่จะกระจายงานได้ยุติธรรมกว่ามาก เพราะมองเห็นภาพรวมได้ดีกว่า
03 ปรับความเข้าใจเรื่อง burnout
เพียงแค่บอกให้ผู้จัดการรู้ว่า “แรงจูงใจสูงไม่ได้แปลว่าทนต่อแรงกดดันได้ไม่จำกัด” ก็ทำให้การแจกจ่ายงานยุติธรรมขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ต้องใช้โปรแกรมฝึกอบรมราคาแพง ไม่ต้องปรับโครงสร้างทีม แค่เปลี่ยนความเชื่อก็เพียงพอ
คำถามที่ผู้จัดการทุกคนควรถามตัวเอง
องค์กรส่วนใหญ่ลงทุนอย่างมากเพื่อสร้างพนักงานที่มีความผูกพันกับงาน แต่กลับปล่อยให้ผู้จัดการทำลายการลงทุนนั้นทีละนิดผ่านนิสัยการมอบหมายงานที่ดูเหมือนสมเหตุสมผล แต่ความจริงไม่ใช่ การดึงพวกเขาออกจากงานที่รักบ่อยๆ ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากความขยันของพวกเขา แต่กำลังกัดกินมัน
“ครั้งล่าสุดที่มีงานพิเศษเข้ามา ใครในทีมได้รับมันไป และนั่นยุติธรรมหรือเปล่า?”
โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting
Burnout ไม่เหมือนกันในทุกคน HR ต้องเข้าใจและแยกให้ถูกคน
บทความ · HR Management · Employee Wellbeing
⬛ HR Insight
Burnout ไม่เหมือนกันในทุกคน HR ต้องเข้าใจให้ถูกคน
“Burnout เป็นปัญหาของการออกแบบ ไม่ใช่ปัญหาของคน”
มีคำถามที่ผมเจอบ่อยมากในงานที่ปรึกษา
“ทำไมองค์กรเราลงทุนเรื่อง well-being เยอะมาก แต่คนก็ยังเหนื่อยอยู่ดี?”
คำตอบที่ตรงที่สุดคือ เพราะ burnout ที่พนักงานแต่ละกลุ่มเผชิญไม่ใช่เรื่องเดียวกัน แต่องค์กรส่วนใหญ่แก้ไขมันด้วยวิธีเดียวกันทั้งหมด
ไม่ว่าจะเป็น wellness day, resilience workshop หรือ flexible working policy สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่คำตอบที่ผิด แต่มันแก้ไขไม่ตรงสาเหตุของปัญหามากกว่า
Burnout ไม่ใช่ปัญหาส่วนตัว แต่เป็นปัญหาของระบบในองค์กร
ก่อนจะพูดถึงแต่ละกลุ่ม มีสิ่งหนึ่งที่อยากให้เข้าใจตรงกันก่อน
Burnout ไม่ได้เกิดเพราะคนไม่แข็งแกร่งพอ มันเกิดเพราะงานถูกออกแบบมาโดยไม่ได้คำนึงถึงขีดจำกัดของมนุษย์ ระบบที่ให้รางวัลกับการทำงานเกินกำลังโดยไม่รู้ตัว กระบวนการที่สร้างความเร่งด่วนปลอมๆ อยู่ตลอดเวลา และวัฒนธรรมที่ทำให้ความเหนื่อยล้ากลายเป็นเรื่องปกติ
เมื่อคนเก่งและทุ่มเทยังเหนื่อยหนัก นั่นไม่ใช่สัญญาณว่าเขาต้องพัฒนา resilience เพิ่ม แต่เป็นสัญญาณว่าระบบมีปัญหา
ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ burnout ในแต่ละระดับขององค์กรมีหน้าตาและรากเหง้าต่างกัน ซึ่งหมายความว่า HR ต้องวินิจฉัยให้ถูกก่อน ถึงจะแก้ได้ตรงจุด
พนักงานใหม่: เหนื่อยกับความไม่ชัดเจน
คนที่เพิ่งเข้าทำงานมักไม่ได้เหนื่อยเพราะงานมากเกินไป แต่เหนื่อยเพราะไม่รู้ว่า “ดีพอ” หมายความว่าอะไร
พวกเขาใช้พลังงานจำนวนมากในการสังเกตบรรยากาศรอบข้าง อ่านน้ำเสียงของหัวหน้า เดาว่าควรถามหรือไม่ควรถาม พยายามทำความเข้าใจกฎที่ไม่มีใครบอก และตีความว่าการตอบสนองของคนรอบข้างหมายความว่าอย่างไร งานที่มองไม่เห็นนี้แหละที่กัดกร่อนพลังงานของพวกเขาอยู่เงียบๆ
สิ่งที่ทำให้น่าเป็นห่วงกว่าคือ พนักงานกลุ่มนี้อาจยังทำงานได้ดีอยู่ ผลงานยังผ่าน ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนให้เห็น แต่ข้างในเริ่มถูกกัดกร่อนทีละน้อยไปแล้ว
🎯 สิ่งที่ HR ต้องทำ
▸ ทำให้ทุกอย่างชัดขึ้น ไม่ใช่แค่ job description แต่รวมถึงวิธีทำงานจริงในทีม ใครตัดสินใจเรื่องอะไร และความคาดหวังในแต่ละสัปดาห์คืออะไร
▸ ทำให้การถามคำถามกลายเป็นสัญญาณของความใส่ใจ ไม่ใช่ความไม่รู้
ผู้จัดการระดับกลาง: เหนื่อยกับแรงบีบสองทาง
ถ้าจะบอกว่ากลุ่มไหนที่ burnout หนักที่สุดแต่พูดถึงน้อยที่สุด คำตอบคือผู้จัดการระดับกลาง
พวกเขาถูกบีบจากสองทิศทางพร้อมกัน ด้านบนส่งแรงกดดันเรื่องผลงาน กลยุทธ์ และความเร็ว ด้านล่างรอความชัดเจน การปกป้อง และการสนับสนุน แต่ผู้จัดการกลุ่มนี้มักไม่มีอำนาจพอที่จะตอบสนองทั้งสองทิศทางได้อย่างที่ควรจะเป็น
สิ่งที่น่าสังเกตคือผู้จัดการหลายคนไม่ได้ทำงานล่วงเวลาเพราะขี้เกียจวางแผน แต่เพราะวันทำงานถูกถมด้วยการประชุม การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการตอบคำถามที่ควรมีคำตอบอยู่แล้ว พอถึงเวลาทำงานจริงก็เหลือแต่คืนและวันหยุด
องค์กรที่ให้ความยืดหยุ่นโดยไม่มีขอบเขต ไม่ได้ให้อิสระกับผู้จัดการ แต่แค่ย้ายภาระออกจากระบบไปไว้ที่คนๆ เดียว นั่นไม่ใช่ความยืดหยุ่น มันคือการผลักให้คนแบกแทนระบบ
🎯 สิ่งที่ HR ต้องทำ
▸ ลดภาระที่ไม่จำเป็นออกก่อน ประชุมที่ไม่มีเหตุผลชัดเจน งานรายงานที่ไม่มีใครอ่าน การอนุมัติที่ควรกระจายอำนาจได้
▸ กำหนดขอบเขตการสื่อสารนอกเวลางานให้ชัดเจน
▸ สร้างพื้นที่ให้ผู้จัดการพูดถึงปัญหาได้โดยไม่รู้สึกว่ากำลังร้องเรียน ผู้จัดการไม่ได้ต้องการแรงจูงใจเพิ่ม พวกเขาต้องการให้ลดน้ำหนักออกจากบ่า
ผู้บริหาร: เหนื่อยกับความขัดแย้งในใจ
Burnout ของผู้บริหารมักมองไม่เห็นจากภายนอก เพราะพวกเขายังทำงานได้ ยังตัดสินใจได้ ยังดูเข้มแข็ง
แต่ข้างในอาจกำลังแบกรับบางอย่างที่ต่างออกไปมาก
มีงานวิจัยที่น่าสนใจเรื่อง “moral injury” หรือความบาดเจ็บทางศีลธรรม ซึ่งเดิมศึกษาในกลุ่มทหารผ่านศึก แต่พบรูปแบบเดียวกันในผู้บริหารองค์กร เมื่อคนถูกให้ตัดสินใจหรือดำเนินการในสิ่งที่ขัดกับคุณค่าของตัวเองซ้ำๆ ความเหนื่อยล้าที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เรื่องของแรงงาน แต่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นในตัวเองที่ค่อยๆ หมดไป
ผู้บริหารที่ต้องสั่งปลดพนักงานโดยไม่เชื่อว่ามันถูกต้อง ต้องปกป้องการตัดสินใจที่ตัวเองไม่ได้มีส่วนร่วม หรือต้องแสดงความมั่นใจในทิศทางที่ตัวเองยังไม่แน่ใจ ทุกครั้งที่ทำสิ่งเหล่านี้ ความไว้วางใจในตัวเองก็สึกหรอไปทีละนิด
🎯 สิ่งที่ HR ต้องทำ
▸ สร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้บริหาร ทั้งภายในองค์กรในรูปแบบกลุ่มพูดคุยระหว่างผู้บริหาร และภายนอกในรูปแบบการโค้ชหรือคณะที่ปรึกษา ที่พวกเขาพูดได้ตรงๆ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องภาพลักษณ์
▸ ช่วยสร้างกระบวนการตัดสินใจที่มีเวลาหยุดคิดอยู่ในนั้น โดยเฉพาะการตัดสินใจที่ส่งผลกระทบต่อคน ผู้บริหารไม่ต้องการความอดทนเพิ่ม พวกเขาต้องการพื้นที่ที่พูดความจริงได้
บทส่งท้าย: ถามให้ถูกก่อนจะแก้
มีคำถามห้าข้อที่ผมคิดว่า HR ควรถามก่อนจะออกแบบโปรแกรมอะไรก็ตามเพื่อแก้เรื่อง burnout ลองถามตัวเองดูครับ
🎯 5 คำถามที่ต้องถามก่อนออกแบบโปรแกรม
01 อะไรที่กินพลังงานไปมากกว่าคุณค่าที่ได้กลับมา?
เช่น การประชุมที่ไม่มีผลลัพธ์ งานรายงานที่ไม่มีใครอ่าน หรือกระบวนการที่ทุกคนรู้ว่าไม่มีประโยชน์ แต่ยังทำอยู่เพราะ “เคยทำมาแบบนี้”
02 การตัดสินใจไหนที่ค้างอยู่นานผิดปกติ และใครมีอำนาจตัดสินจริงๆ?
ถ้าทีมต้องรอการอนุมัติจากหลายชั้น หรือไม่รู้ว่าใครมีอำนาจตัดสินใจจริงๆ นั่นคือสัญญาณว่าโครงสร้างอำนาจไม่ชัด และคนในทีมกำลังแบกความไม่แน่นอนนั้นอยู่คนเดียว
03 ที่ไหนที่ “ตอบเร็ว” กลายเป็นเครื่องวัดความขยัน?
ถ้าพนักงานรู้สึกว่าต้องตอบไลน์หรืออีเมลนอกเวลางานเพื่อให้ดูเป็นคนทำงานหนัก นั่นหมายความว่าองค์กรกำลังวัดผลงานด้วยความพร้อมใช้งาน ไม่ใช่ผลลัพธ์จริงๆ และคนที่รักษาขอบเขตส่วนตัวกลับถูกมองว่าไม่ทุ่มเท
04 งานไหนที่ทำต่อเนื่องเพราะเคยชินมากกว่าเพราะจำเป็น?
ลองถามว่าถ้าหยุดทำสิ่งนี้พรุ่งนี้ จะมีใครสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงไหม ถ้าคำตอบคือไม่ นั่นคืองานที่กินเวลาโดยไม่สร้างคุณค่า
05 มีอะไรที่หยุด ลด หรือออกแบบใหม่ได้บ้าง เพื่อให้คนมีพื้นที่หายใจ?
คำถามนี้ไม่ได้ถามว่าจะเพิ่มอะไร แต่ถามว่าจะ “ลด” อะไรได้บ้าง เพราะ burnout ส่วนใหญ่ไม่ได้แก้ด้วยการเติม แต่แก้ด้วยการเอาออก
ถ้าคำตอบที่ได้ไม่ทำให้รู้สึกดี คำตอบที่ใช่ไม่ใช่การให้พนักงานทนมากขึ้น แต่คือการออกแบบงานใหม่
องค์กรของคุณกำลังแก้ปัญหาคน หรือแก้ปัญหาระบบ?
พนักงานใหม่เหนื่อยกับความไม่ชัดเจน ผู้จัดการเหนื่อยกับแรงบีบสองทาง ผู้บริหารเหนื่อยกับความขัดแย้งในใจ สามกลุ่มนี้ต้องการคำตอบที่ต่างกัน แต่รากเหง้าเดียวกัน — งานถูกออกแบบโดยไม่ได้คิดถึงคนที่ต้องทำมัน
“Burnout เป็นปัญหาของการออกแบบ ไม่ใช่ปัญหาของคน”
โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting