บทความทั้งหมด

อัปเกรดคนแล้วอย่าลืมอัปเกรดค่าตอบแทนด้วย

บทความ · HR Management · Compensation Strategy

⬛ HR Insight

อัปเกรดคนแล้วอย่าลืมอัปเกรดค่าตอบแทนด้วย

“ถ้าองค์กรอัปเกรดคน แต่ไม่อัปเกรดวิธีดูแลคน คนที่เก่งขึ้นอาจไม่ได้อยู่เพื่ออัปสปีดองค์กร แต่อาจใช้ความเก่งใหม่ของเขาไปเติบโตที่อื่น”


บริษัทแห่งหนึ่งทุ่มงบพัฒนาคนไปหลายล้านบาทในช่วงสองปีที่ผ่านมา ส่งพนักงานไปเรียนหลักสูตร data analytics ซื้อแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ จ้างวิทยากรมาสอน และออกแบบโครงการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่อย่างจริงจัง

พนักงานหลายคนเก่งขึ้นจริง บางคนสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ด้วยตัวเอง บางคนนำทักษะใหม่ไปลดขั้นตอนการทำงานได้จริง บางคนเริ่มรับผิดชอบงานที่ซับซ้อนขึ้นโดยที่ไม่ต้องรอให้ใครสั่ง

แล้วสิ้นปีก็มาถึง

พนักงานสามคนที่เก่งขึ้นมากที่สุดลาออกภายในไตรมาสเดียวกัน ไปองค์กรอื่นที่จ่ายสูงกว่าเงินเดือนเดิมเฉลี่ย 25 ถึง 35 เปอร์เซ็นต์

ผู้บริหารไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะรู้สึกว่าองค์กรดูแลคนดีมาก ลงทุนพัฒนามาตลอด แต่สิ่งที่พลาดไปคือระบบค่าตอบแทนไม่เคยขยับตามความสามารถที่เพิ่มขึ้นของคนเหล่านั้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว


ทักษะที่เพิ่มขึ้น ต้องไม่หายไปในโครงสร้างเดิม

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจร้ายของใคร แต่เกิดจากการที่ระบบค่าตอบแทนกับระบบพัฒนาคนวิ่งคนละเส้นทางโดยไม่รู้ตัว

หลายองค์กรออกแบบระบบค่าตอบแทนโดยยึดตำแหน่ง ระดับงาน และอายุงานเป็นหลัก ซึ่งไม่ได้ผิด เพราะองค์กรต้องมีโครงสร้าง มีความเป็นธรรมภายใน และมีกรอบงบประมาณที่ควบคุมได้ แต่โลกการทำงานเปลี่ยนเร็วกว่าโครงสร้างตำแหน่งมาก

พนักงานสองคนอาจนั่งในตำแหน่งเดียวกัน ระดับงานเดียวกัน ชื่อตำแหน่งเดียวกัน แต่คนหนึ่งอาจมีทักษะที่ทำให้สร้างคุณค่าได้มากกว่าอีกคนอย่างเห็นได้ชัด ถ้าระบบค่าตอบแทนยังมองคนสองคนนี้เหมือนกันทุกอย่าง สัญญาณที่องค์กรส่งออกไปคือ การพัฒนาตัวเองไม่ได้สร้างความแตกต่างอะไรให้ชีวิตจริงของคุณ

และเมื่อสัญญาณนั้นถูกส่งซ้ำ ๆ คนเก่งก็จะเริ่มถามตัวเองว่าพัฒนาไปเพื่ออะไร


ทักษะที่ควรได้รับการมองเห็น คือทักษะที่ถูกใช้จริงจนเกิดผลลัพธ์

การอัปเกรดระบบค่าตอบแทนไม่ได้แปลว่าพนักงานเรียนคอร์สอะไรเพิ่มก็ต้องได้เงินเพิ่มทันที นั่นเป็นความเข้าใจที่อันตราย เพราะจะทำให้ระบบบวมโดยไม่สร้างผลลัพธ์จริง

สิ่งที่ระบบค่าตอบแทนควรมองเห็นไม่ใช่ทักษะที่ได้มา แต่คือทักษะที่ถูกนำไปใช้จริง

พนักงานที่ผ่านหลักสูตร automation มาแล้ว แต่กลับมานั่งทำงานแบบเดิมทุกอย่างด้วยมือ ก็ยังไม่มีเหตุผลพอที่ระบบจะปรับค่าตอบแทนให้ แต่ถ้าพนักงานคนเดียวกันนั้นเอาสิ่งที่เรียนมาลดขั้นตอนการทำงานของทีมได้จริง ลดเวลาที่เคยใช้ไปได้จริง นั่นคือคนละเรื่องกันแล้ว

ในแง่นี้ทักษะและผลงานแยกกันไม่ออก ทักษะคือความสามารถที่มีอยู่ แต่ระบบค่าตอบแทนควรให้น้ำหนักกับการที่ทักษะนั้นถูกใช้จนเกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่การที่คนคนนั้นผ่านการเรียนมาแล้ว


แล้วถ้าจะดูแลเรื่องนี้จริง ต้องไม่รอแค่รอบขึ้นเงินเดือนประจำปี

นี่คือจุดที่หลายองค์กรติดขัด เพราะระบบส่วนใหญ่ถูกออกแบบให้ขยับปีละครั้ง แต่การเติบโตของคนไม่ได้รอรอบปี วิธีที่ทำได้จริงมีอยู่หลายแบบ และไม่จำเป็นต้องใช้ทุกอย่างพร้อมกัน

01  Skill Premium — กำหนดไว้ล่วงหน้า ไม่ต้องรอรอบปี

กำหนดล่วงหน้าว่าทักษะกลุ่มไหนมีมูลค่าพิเศษต่อองค์กร เมื่อพนักงานพิสูจน์ได้ว่าใช้ทักษะนั้นในงานจริง ก็ปรับได้เลย แต่ต้องระวังว่าอย่าให้ทุกทักษะกลายเป็น premium หมด ไม่งั้นระบบจะควบคุมต้นทุนไม่ได้

02  ปรับเงินเดือนนอกรอบ เมื่อความรับผิดชอบเปลี่ยนจริง

เมื่อพบว่าระดับความรับผิดชอบของพนักงานเปลี่ยนไปจริง หรือค่าตอบแทนหลุดจากตลาดไปชัดเจน สิ่งสำคัญคือต้องมีนโยบายรองรับที่ชัดเจน ไม่ใช่ให้ผู้จัดการขอได้ตามใจ เพราะจะกลายเป็นความไม่เป็นธรรมภายในแทน

03  Bonus ที่ผูกกับโครงการ ไม่ใช่แค่รอบประเมินปีละครั้ง

เหมาะกับกรณีที่พนักงานถูกดึงไปรับผิดชอบงานที่ใหญ่ขึ้นเป็นการเฉพาะ เช่น เป็นหัวหน้าโครงการสำคัญ หรือไปช่วยทีมอื่นในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ออกแบบ bonus ที่ผูกกับผลลัพธ์ของงานนั้นได้เลย

04  สร้างระดับย่อยใน job family เดียวกัน ไม่ต้องรอตำแหน่งว่าง

แทนที่จะมีแค่นักวิเคราะห์กับผู้จัดการ ก็อาจมีระดับย่อยที่แต่ละระดับมีเกณฑ์ทักษะและผลงานชัดเจน พร้อมกรอบเงินเดือนที่ต่างกัน พนักงานสามารถขยับระดับได้เมื่อพิสูจน์ว่าทำได้จริง โดยไม่ต้องรอให้ตำแหน่งผู้จัดการว่างก่อน

ทั้งหมดนี้มีเงื่อนไขร่วมกันสองข้อ หนึ่งคือเกณฑ์ต้องชัดและเปิดเผยตั้งแต่ต้น พนักงานต้องรู้ว่าถ้าทำอะไรได้แล้วจะได้รับอะไร ไม่ใช่รู้ตอนที่ได้แล้ว และสองคือต้องผูกกับผลงานที่เกิดขึ้นจริงเสมอ ไม่ใช่ผูกกับการเรียนจบหลักสูตร


เมื่อคนเก่งขึ้น ตลาดก็มองเห็นเขามากขึ้นด้วย

การพัฒนาทักษะไม่ได้ทำให้พนักงานมีคุณค่าต่อองค์กรเดิมเท่านั้น แต่ทำให้เขามีคุณค่าต่อตลาดแรงงานมากขึ้นด้วย บริษัทในตัวอย่างข้างต้นลงทุนพัฒนาคนไปอย่างตั้งใจ แต่สิ่งที่สร้างขึ้นมานั้นตลาดมองเห็นได้เช่นกัน และตลาดไม่ได้รอให้รอบขึ้นเงินเดือนประจำปีก่อน

เมื่อช่องว่างระหว่างค่าตอบแทนภายในกับมูลค่าในตลาดกว้างถึงระดับหนึ่ง องค์กรจะเริ่มเสียคน ไม่ใช่เพราะเขาไม่ภักดี แต่เพราะตลาดให้ราคาความสามารถของเขาชัดเจนกว่าองค์กรปัจจุบัน

ดังนั้นองค์กรที่ลงทุนพัฒนาคนอย่างจริงจังควรติดตามตลาดค่าตอบแทนอย่างสม่ำเสมอด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มทักษะที่มีการแข่งขันสูง ไม่ใช่รอให้คนลาออกก่อนแล้วค่อยค้นพบว่าค่าตอบแทนหลุดตลาดไปแล้ว


ถ้าต้องการให้คนอัปเกรด องค์กรก็ต้องอัปเกรดระบบที่รองรับด้วย

สิ่งที่องค์กรควรระวังคือการพูดเรื่องการพัฒนาคนแบบให้พนักงานรับผิดชอบฝ่ายเดียว บอกให้คนต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต ต้องพร้อมรับอนาคต แต่เมื่อคนทำตามแล้ว ระบบกลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงตาม

ความสมดุลที่ดีคือเมื่อพนักงานพัฒนาตัวเองและนำความสามารถไปสร้างคุณค่าจริง ระบบต้องตอบสนองให้เห็นได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าตอบแทนที่ปรับตามทักษะที่สำคัญต่อกลยุทธ์ เส้นทางเติบโตที่ไม่ต้องรอตำแหน่งว่างเพียงอย่างเดียว หรือการยอมรับที่ชัดเจนและเร็วพอที่คนจะรู้สึกได้

เพราะถ้าข้อตกลงนี้ไม่สมดุลนานพอ คนเก่งจะเริ่มมองหาที่ที่สมดุลกว่า

บริษัทในตัวอย่างนั้นใช้เวลาหลายเดือนหลังจากเสียพนักงานสามคนไปกว่าจะตระหนักว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนไม่ภักดี แต่อยู่ที่ระบบไม่เคยขยับตามคนที่พัฒนาแล้วเลย

ระบบค่าตอบแทนขององค์กรคุณ รู้จักคนที่พัฒนาแล้วหรือยัง

ถ้าองค์กรอัปเกรดคน แต่ไม่อัปเกรดวิธีดูแลคน คนที่เก่งขึ้นอาจไม่ได้อยู่เพื่ออัปสปีดองค์กร แต่อาจใช้ความเก่งใหม่ของเขาไปเติบโตที่อื่น

“การพัฒนาคนที่ไม่มีระบบรองรับ คือการฝึกคนให้พร้อมสำหรับองค์กรถัดไป ไม่ใช่องค์กรของคุณ”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

สรรหา Gen Z ในปี 2026: เมื่อ “เงินเดือน” ไม่ใช่คำตอบเดียวอีกต่อไป

บทความ · HR Management · Talent Acquisition

⬛ HR Insight · 2026

สรรหา Gen Z ในปี 2026: เมื่อ “เงินเดือน” ไม่ใช่คำตอบเดียวอีกต่อไป

การสรรหาคือการ “ขายประสบการณ์และคุณค่า” ที่จริงใจ เพราะเด็กยุคนี้เขาไม่ได้มองหาแค่ตัวเลขในบัญชีตอนสิ้นเดือน แต่มองหาความหมายของงานและความลงตัวของชีวิต


สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน

เผลอแป๊บเดียวเราก็เดินทางมาถึงปีจะกลางปี 2026 กันแล้วนะครับ ในแง่ของการบริหารทรัพยากรบุคคล สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อว่าทุกองค์กรกำลังเผชิญอยู่เหมือนกันคือ “ความท้าทายในการดึงดูดคนรุ่นใหม่” โดยเฉพาะชาว Gen Z ที่ก้าวเข้ามาเป็นกำลังหลักในตลาดแรงงานอย่างเต็มตัว

ภาพการสรรหาบุคลากรในวันนี้เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงครับ สมัยก่อนเราแค่ลงประกาศรับสมัครงานในเว็บไซต์หางาน แล้วก็นั่งรอคนส่ง Resume เข้ามา แต่ในยุคนี้ การสรรหาคือการ “ขายประสบการณ์และคุณค่า” ที่จริงใจครับ เพราะเด็กยุคนี้เขาไม่ได้มองหาแค่ตัวเลขในบัญชีตอนสิ้นเดือน แต่มองหาความหมายของงานและความลงตัวของชีวิต

วันนี้ผมเลยขอสรุปเทรนด์การสรรหา Gen Z ที่กำลังมาแรงในปีนี้มาฝากกัน เพื่อให้องค์กรปรับตัวได้ทันครับ


1. เลิกเน้น “โลโก้” แล้วหันมาโชว์ “ตัวตน”

Gen Z เป็นรุ่นที่เชื่อใจ “คน” มากกว่า “องค์กร” ครับ การสร้าง Employer Branding ในปี 2026 จึงต้องเน้นไปที่

🎙️  ผู้นำที่มีตัวตน (Social Leadership)

คนรุ่นใหม่เลือกทำงานกับหัวหน้าที่มีวิสัยทัศน์ชัดเจน และกล้าออกมาสื่อสารบนโลกโซเชียล ไม่ใช่ผู้นำที่อยู่แต่ในห้องทำงาน

📣  พนักงานคือกระบอกเสียง (Key Opinion Employee)

การให้พนักงานตัวจริงมาเล่าชีวิตการทำงานผ่าน Vlog หรือโพสต์ลงโซเชียลส่วนตัว มีน้ำหนักมากกว่าโฆษณาที่บริษัทจ้างทำเสียอีกครับ เพราะเขารู้สึกว่านี่คือเรื่องจริง ไม่ใช่การสร้างภาพ


2. ต้อง “เร็ว” และ “ชัดเจน”

ความอดทนต่อกระบวนการที่ล่าช้าคือจุดที่ทำให้องค์กรพลาดคนเก่งๆ ไปเยอะมากครับ

💰  เงินเดือนต้องโปร่งใส

การระบุช่วงเงินเดือน (Salary Transparency) ในประกาศงานกลายเป็นเรื่องพื้นฐาน ถ้าไม่บอก พวกเขาอาจจะมองข้ามผ่านไปเลย เพราะรู้สึกว่าบริษัทไม่จริงใจหรือกลัวเสียเวลา

📱  เน้นมือถือเป็นหลัก (Mobile-First)

ทุกอย่างตั้งแต่กดสมัครจนถึงนัดสัมภาษณ์ต้องจบได้ง่ายๆ ในมือถือ

🤖  AI ต้องเข้ามาช่วย

การใช้ AI ช่วยคัดกรองเบื้องต้นจะช่วยให้เราแจ้งผล Feedback กลับไปยังผู้สมัครได้เร็วขึ้นภายในไม่กี่วัน ไม่ใช่ปล่อยให้เขารอจนลืมว่าเคยสมัครที่นี่ไว้


3. “ทำเป็น” สำคัญกว่า “จบอะไร”

วุฒิการศึกษาจากสถาบันชื่อดังเริ่มมีผลน้อยลงเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับทักษะที่ใช้งานได้จริง (Skills Over Degrees)

🏅  เขามองหา Micro-Credentials หรือใบประกาศเฉพาะทางจากการเรียนออนไลน์ที่อัปเดตความรู้ล่าสุด

🎨  องค์กรยุคใหม่ต้องใจกว้างพอที่จะมองว่า “งานอดิเรก” หรือ “งานเสริม” ของเด็กยุคนี้ เช่น การทำคอนเทนต์ TikTok หรือการขายของออนไลน์ คือทักษะที่นำมาประยุกต์ใช้ในงานประจำได้ดีเยี่ยมครับ


4. สุขภาพจิตและชีวิตที่ยืดหยุ่นคือมาตรฐาน

สำหรับ Gen Z คำว่า Work-Life Integration ไม่ใช่สวัสดิการพิเศษ แต่มันคือ “มาตรฐาน” ครับ

🏠  การทำงานแบบ Hybrid หรือเลือกเวลาทำงานเองได้ (Flexibility) เป็นสิ่งที่เขาคาดหวังตั้งแต่แรกเห็นประกาศงาน

🧠  นอกจากสุขภาพกายแล้ว สุขภาพจิต (Mental Well-being) คือสิ่งที่เขาให้ความสำคัญมาก องค์กรที่มีสวัสดิการอย่างวันลาพักใจ หรือมีนักจิตวิทยาให้คำปรึกษา จะได้เปรียบในการดึงดูดใจคนรุ่นนี้อย่างมาก


5. ยุคของการถาม AI (GEO — Generative Engine Optimization)

เดี๋ยวนี้เด็กจบใหม่ไม่ได้เข้า Google เพื่อพิมพ์หาว่า “งานที่ไหนดี” อย่างเดียวแล้วนะครับ แต่เขาถาม ChatGPT หรือ Gemini เลยว่า

“บริษัทไหนที่มีวัฒนธรรมการทำงานยืดหยุ่นและดูแลพนักงานดีที่สุด?”

💡  คำถามคือ ข้อมูลในเว็บไซต์หรือ LinkedIn ของเรา “เอื้อให้ AI อ่านออก” หรือเปล่า? เพื่อให้ชื่อบริษัทของเราถูกแนะนำขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ เมื่อมีการถามถึง


Green Flags vs Red Flags — สิ่งที่ Gen Z มองหา และสิ่งที่ทำให้เขาเดินหนี

เพื่อสรุปให้เห็นภาพชัดเจน ผมทำตารางเปรียบเทียบสิ่งที่เป็น “สัญญาณเขียว” (สิ่งที่เขาชอบ) กับ “สัญญาณแดง” (สิ่งที่เขาหนี) มาให้ดูครับ

✅ สิ่งที่ Gen Z มองหา (Green Flags)🚩 สิ่งที่ทำให้ Gen Z เดินหนี (Red Flags)
ความโปร่งใสเรื่องเงินเดือนและแผนเติบโตที่ชัดเจนกระบวนการสมัครที่ซับซ้อนและรอนานเกินไป
วัฒนธรรมที่เน้นผลงาน (Output-based)วัฒนธรรมที่เน้นการตอกบัตรเข้า-ออกงาน
การมีหัวหน้าที่เป็น Mentor (พี่เลี้ยง)การสั่งงานแบบสั่งการจากบนลงล่าง (Top-down)
ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ทำจริงการทำ CSR แบบผิวเผินหรือแค่เอาหน้า

สรุปส่งท้าย

การจะคว้าใจ Gen Z ในปี 2026 นี้ เราต้องเปลี่ยนมุมมองจากการเป็น “ผู้คัดเลือก” มาเป็น “ผู้นำเสนอโอกาส” ครับ

ถ้าเราสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ให้เขาเติบโตได้ มีความยืดหยุ่น และมีความจริงใจตั้งแต่ก้าวแรกที่เขาสมัครงาน ผมเชื่อว่าเราจะได้คนเก่งๆ รุ่นนี้มาร่วมงานอย่างแน่นอนครับ

พบกันใหม่บทความหน้าครับ

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

ถ้าไม่มีความทุกข์ ความสุขยังมีความหมายอยู่ไหม?

บทความ · Mindfulness · นิทานสอนใจ

⬛ นิทานสอนใจ

ถ้าไม่มีความทุกข์ ความสุขยังมีความหมายอยู่ไหม?

“ความสุขและความทุกข์ไม่ได้เป็นศัตรูกัน แต่เป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน”


มีชายคนหนึ่งเดินทางไปหาอาจารย์เซนที่อาศัยอยู่บนภูเขา

เขาก้าวเข้าไปในกระท่อมเล็กๆ แล้วพูดทันทีว่า

“ท่านอาจารย์ครับ ผมอยากมีชีวิตที่มีความสุขตลอดเวลา โดยไม่มีความทุกข์เลย ทำได้ไหมครับ?”

อาจารย์เซนไม่ตอบ แค่หยิบถ้วยชาขึ้นมาใบหนึ่ง แล้วถามว่า

“ถ้าโลกนี้ไม่มีความมืด แสงสว่างยังมีความหมายอยู่ไหม?”

อ่านเพิ่มเติม “ถ้าไม่มีความทุกข์ ความสุขยังมีความหมายอยู่ไหม?”

7 เรื่องเกี่ยวกับ KPI ที่คนทำงานเข้าใจผิดกันมาตลอด

บทความ · HR Management · KPI

⬛ HR Insight

7 เรื่องเกี่ยวกับ KPI ที่คนทำงานเข้าใจผิดกันมาตลอด

“เรื่อง KPI เนี่ย บริษัทเราทำมาหลายปีแล้วครับ เข้าใจดี”


มีประโยคหนึ่งที่ผมได้ยินบ่อยมากเวลาเข้าไปคุยเรื่อง KPI กับองค์กรต่างๆ นั่นคือ “เรื่อง KPI เนี่ย บริษัทเราทำมาหลายปีแล้วครับ เข้าใจดี”

ผมว่าความมั่นใจตรงนี้แหละครับ ที่เป็นปัญหา

เพราะในประสบการณ์ของผม ความผิดพลาดเรื่อง KPI ที่เจอซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการที่คนตั้ง KPI ไม่เก่ง แต่เกิดจากความเข้าใจผิดพื้นฐานบางอย่างที่ฝังลึกจนเจ้าตัวไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังเข้าใจผิดอยู่ มันกลายเป็นเรื่องที่ “ทุกคนทำกันแบบนี้” จนไม่มีใครหยุดตั้งคำถาม

วันนี้ผมเลยอยากชวนคุณมาดูความเข้าใจผิดเรื่อง KPI 7 เรื่องที่ผมเจอบ่อยที่สุด ลองดูนะครับว่าองค์กรของคุณติดกับดักข้อไหนอยู่บ้าง

อ่านเพิ่มเติม “7 เรื่องเกี่ยวกับ KPI ที่คนทำงานเข้าใจผิดกันมาตลอด”

ทำไมทุกคนทำ KPI ได้เป้า แต่องค์กรกลับไปไม่ถึงเป้าหมาย มันเกิดอะไรขึ้น (ตอนที่ 3)

บทความ · HR Management · KPI & Performance

⬛ HR Insight · ตอนจบ

ทำไมทุกคนทำ KPI ได้เป้า แต่องค์กรกลับไปไม่ถึงเป้าหมาย มันเกิดอะไรขึ้น (ตอนที่ 3)

“สาเหตุที่มันขัดกัน ไม่ได้อยู่ที่ตัวฝ่ายขายหรือฝ่ายการเงิน แต่อยู่ที่ตัว Corporate KPI ของเราตั้งแต่ต้น”


สองตอนที่ผ่านมา ผมเล่าถึงห้องประชุมที่ทุกฝ่ายทำ KPI ได้ตามเป้า แต่บริษัทกลับแย่ลง แล้วชี้ว่าทางแก้คือต้องเริ่มตั้ง KPI จากเป้าองค์กรลงมา ไม่ใช่จากตำแหน่งงานขึ้นไป พร้อมกับเชื่อมแกนนอนระหว่างฝ่ายด้วยเป้าร่วม เพื่อไม่ให้แต่ละฝ่ายต่างคนต่างวิ่งจนกลับไปชนกัน

แต่ผมทิ้งคำถามที่ยากที่สุดไว้ คือถ้าเป้าของสองฝ่ายมันขัดกันโดยธรรมชาติเลยล่ะ จะทำอย่างไร ตอนนี้เราจะมาตอบคำถามนั้นกัน

อ่านเพิ่มเติม “ทำไมทุกคนทำ KPI ได้เป้า แต่องค์กรกลับไปไม่ถึงเป้าหมาย มันเกิดอะไรขึ้น (ตอนที่ 3)”

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑