“ประเมินค่างานมันก็ไม่ได้แม่น จะเอามาสร้างความเป็นธรรมได้ยังไง” — คำถามที่ผมเจอกลางห้องสัมมนา

บทความ · HR Management · Pay Transparency

⬛ HR Insight

“ประเมินค่างานมันก็ไม่ได้แม่น จะเอามาสร้างความเป็นธรรมได้ยังไง” — คำถามที่ผมเจอกลางห้องสัมมนา

การประเมินค่างานไม่ได้ขายความแม่นของตัวเลข มันขายความถูกต้องของลำดับ


ในงานสัมมนาครั้งหนึ่ง ผมเพิ่งพูดจบเรื่องการประเมินค่างาน มีผู้บริหารท่านหนึ่งยกมือขึ้นถามตรงๆ แบบไม่อ้อมค้อม

“อาจารย์ครับ ผมว่าการประเมินค่างานมันก็ไม่ได้แม่นนะ ผู้ประเมินคนละคนประเมินตำแหน่งเดียวกัน ยังได้คะแนนไม่เท่ากันเลย แล้วบริษัทผมก็จ่ายค่าจ้างกันอย่างเป็นธรรมมาตลอดโดยไม่ต้องมีระบบอะไรแบบนี้ มันจำเป็นตรงไหนครับ”

คำถามนี้ดีมากครับ และผมชอบคนที่กล้าถามแบบนี้ เพราะเขาไม่ได้ถามเอามัน เขามีจุดที่ถูกอยู่จริง ผมเลยไม่รีบเถียง แต่ขอเริ่มจากการยอมรับก่อนว่าเขาถูกตรงไหน

เรื่องที่เขาพูดถูกคือ คะแนนจากการประเมินค่างานไม่ใช่ตัวเลขที่แม่นแบบวัดด้วยไม้บรรทัด ผู้ประเมินสองคนที่เก่งพอกัน หยิบตำแหน่งเดียวกันมาประเมินจากข้อมูลชุดเดียวกัน คะแนนดิบที่ออกมาอาจไม่เท่ากันเป๊ะ คนหนึ่งอาจมองว่าความซับซ้อนของตำแหน่งนี้อยู่ระดับหนึ่ง อีกคนมองสูงกว่านิดหน่อย เรื่องนี้เกิดขึ้นได้จริง ผมไม่เถียง

แต่ปัญหาของคำถามนี้ ไม่ได้อยู่ที่คำตอบ มันอยู่ที่การมองผิดจุด


คะแนนไม่ได้บอกอะไร ถ้าคุณดูมันเดี่ยวๆ

หัวใจที่คนมักพลาด คือการประเมินค่างานไม่เคยเป็นเรื่องของ “ตัวเลขสัมบูรณ์” มันเป็นเรื่องของ “ค่าสัมพัทธ์” ตั้งแต่ต้น เราไม่ได้ต้องการรู้ว่าตำแหน่งนี้มีค่า 342 คะแนนแบบเป๊ะๆ เราต้องการรู้แค่ว่าตำแหน่งนี้ควรอยู่สูงกว่าหรือต่ำกว่าอีกตำแหน่งหนึ่ง และเพราะอะไร

ลองคิดตามนะครับ สมมติผู้ประเมินคนหนึ่งมือหนัก ให้คะแนนทุกตำแหน่งบวกขึ้นไปนิด อีกคนมือเบา ให้ทุกตำแหน่งลบลงมาหน่อย คะแนนดิบสองชุดนี้ไม่เท่ากันจริง แต่ถ้าทั้งคู่เข้าใจระบบตรงกัน สิ่งที่ออกมาเหมือนกันคือลำดับ ผู้จัดการก็ยังอยู่เหนือหัวหน้างาน หัวหน้างานยังอยู่เหนือพนักงานปฏิบัติการ วิศวกรอาวุโสยังสูงกว่าวิศวกรจบใหม่

เพราะความมือหนักมือเบามันกระทบทุกตำแหน่งเท่าๆ กัน มันเลยหักล้างกันไปเองในแง่ของลำดับ สิ่งที่เหลืออยู่คือโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่งที่เหมือนเดิม ไม่ว่าใครจะเป็นคนประเมิน

และที่ทำให้ความต่างของคะแนนดิบยิ่งไม่สำคัญเข้าไปอีก ก็เพราะปลายทางเราไม่ได้เอาคะแนนดิบไปกำหนดเงินเดือนตรงๆ เราเอาไปแปลงเป็น “เกรด” ที่เป็นช่วง ไม่ใช่จุด ตำแหน่งที่ได้ 340 กับ 360 สุดท้ายตกเกรดเดียวกัน ความต่างระดับนั้นถูกดูดซับหายไปในแบนด์ของเกรด

พูดให้ตรงคือ คนที่บอกว่า “เลขมันไม่แม่น” กำลังโจมตีความแม่นที่ระบบไม่เคยสัญญาไว้ตั้งแต่แรก การประเมินค่างานไม่ได้ขายความแม่นของตัวเลข มันขายความถูกต้องของลำดับ ที่ทนทานต่อความมือหนักมือเบาของผู้ประเมินได้

ยิ่งระบบออกแบบมาดี ช่องว่างตรงนี้ยิ่งแคบลงไปอีก ระบบที่มีคำนิยามกำกับทุกระดับชัดเจน มีแบบเก็บข้อมูลตำแหน่งที่ครบ และมีการอบรมผู้ประเมินให้เข้าใจเกณฑ์ตรงกัน ความต่างระหว่างผู้ประเมินจะเหลือน้อยมาก เพราะเขาไม่ได้ให้คะแนนตามใจ แต่เลือกระดับที่นิยามตรงกับงาน

แล้วตกลงค่างานช่วยอะไรกันแน่

ถ้าไม่ใช่ความแม่น แล้วการประเมินค่างานให้อะไรเราจริงๆ

อย่างแรกเลยคือมันทำให้เรามีลำดับที่อธิบายได้ เวลามีคนถามว่าทำไมตำแหน่งนี้ถึงสูงกว่าอีกตำแหน่ง เราตอบได้ด้วยเหตุผลที่อ้างเกณฑ์เดียวกันทั้งองค์กร ไม่ใช่ตอบว่า “ก็มันเป็นแบบนี้มานานแล้ว”

พอมีลำดับที่อธิบายได้ มันก็กลายเป็นฐานให้สร้างอย่างอื่นต่อ โครงสร้างเงินเดือนวางอยู่บนเกรด การเทียบกับตลาดก็ทำผ่านเกรด เส้นทางความก้าวหน้าก็อิงเกรด ทุกอย่างมีที่ยืนเดียวกัน องค์กรถึงเอาไปต่อยอดเป็นระบบค่าตอบแทนที่สมบูรณ์ได้

แต่สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุด คือมันเปลี่ยนความเป็นธรรมจากความรู้สึก ให้กลายเป็นสิ่งที่ตรวจสอบร่วมกันได้ ความเป็นธรรมที่อยู่ในหัวเจ้าของคนเดียว ต่อให้เป็นธรรมจริง ก็อธิบายให้พนักงานที่รู้สึกว่าตัวเองได้น้อยกว่าฟังไม่ได้ การประเมินค่างานทำให้ความเป็นธรรมมีตรรกะที่ทุกคนเห็นร่วมกัน ไม่ใช่ดุลยพินิจที่ต้องเชื่อใจกันเอง

“เราก็จ่ายเป็นธรรมอยู่แล้ว” — จริง แต่มีวันหมดอายุ

กลับมาที่ครึ่งหลังของคำถามในห้องสัมมนา ที่บอกว่าบริษัทเขาจ่ายเป็นธรรมอยู่แล้วโดยไม่ต้องมีระบบ

ผมยอมรับว่าจริงครับ ในวันนี้เจ้าของกิจการที่ใจเป็นธรรม รู้จักลูกน้องทุกคน รู้ว่าใครทำอะไร เก่งแค่ไหน เขาจ่ายค่าจ้างอย่างเป็นธรรมได้จริงโดยไม่ต้องมีคะแนนหรือเกรดอะไรเลย ตราบใดที่องค์กรยังเล็กพอที่หัวคนเดียวจะดูแลไหว

แต่ความเป็นธรรมแบบนี้มีวันหมดอายุ และวันนั้นมาถึงเงียบๆ โดยไม่มีสัญญาณเตือน

พอองค์กรโตขึ้น ตำแหน่งเพิ่มจากสิบเป็นร้อย หัวหน้าก็มีหลายคน แต่ละคนมีความรู้สึกเรื่องความเป็นธรรมของตัวเองที่ไม่ตรงกัน คนใหม่ถูกจ้างเข้ามาในแต่ละช่วงที่ตลาดให้ราคาต่างกัน บางคนต่อรองเก่งกว่า บางคนเข้ามาในจังหวะที่บริษัทร้อนเงิน ความเหลื่อมล้ำเล็กๆ ค่อยๆ สะสมทีละนิด จนวันหนึ่งไม่มีใคร แม้แต่เจ้าของเอง อธิบายได้แล้วว่าทำไมโครงสร้างเงินเดือนถึงเป็นแบบนี้

ที่อันตรายกว่านั้นคือ ความเป็นธรรมที่พึ่งหัวเจ้าของคนเดียว มันพังทันทีในวันที่เขาไม่อยู่ หรือวันที่องค์กรใหญ่เกินกว่าที่เขาจะรู้จักทุกคน ของที่ไม่เคยถูกเขียนเป็นระบบ มันส่งต่อให้คนรุ่นถัดไปไม่ได้

และเมื่อถึงวันที่ต้องแก้ การมาวางระบบทีหลังตอนที่ความเหลื่อมล้ำสะสมมาหลายปีแล้ว มันเจ็บและแพงกว่าการวางไว้แต่แรกมาก เพราะจะเจอพนักงานที่เงินเดือนสูงเกินกรอบเต็มไปหมด ภาษาเทคนิคเรียกว่า Red Circle ที่จะลดก็ไม่ได้ จะปล่อยไว้ก็ไม่เป็นธรรมกับคนอื่น

ยิ่งในวันที่เรื่องความโปร่งใสด้านค่าจ้างกำลังเดินทางมาถึง คำว่า “เชื่อผมเถอะ ผมยุติธรรม” จะใช้ไม่ได้อีกต่อไป เพราะวันที่พนักงานเห็นโครงสร้างค่าจ้างของกันและกัน สิ่งที่ถูกทดสอบไม่ใช่ความตั้งใจดีของเจ้าของ แต่คือว่าองค์กรอธิบายมันได้ไหม


สรุป

ผมเลยตอบผู้บริหารท่านนั้นในห้องสัมมนาแบบนี้

การประเมินค่างานไม่ได้ขายความแม่นยำของตัวเลขครับ ถ้าคุณจ้องที่คะแนนเดี่ยวๆ แล้วบอกว่ามันไม่แม่น คุณกำลังมองผิดจุด เพราะสิ่งที่มันให้คือลำดับที่ถูกต้องและอธิบายได้ ที่ทนทานพอจะสร้างความเป็นธรรมที่ตรวจสอบร่วมกันได้ ไม่ใช่ความเป็นธรรมที่ต้องเชื่อใจกันเอง

ส่วนที่บอกว่าตอนนี้จ่ายเป็นธรรมอยู่แล้ว ผมเชื่อว่าจริง แต่มันคือความเป็นธรรมที่มีวันหมดอายุ คำถามจึงไม่ใช่ว่าวันนี้เราต้องมีระบบไหม แต่คือเราอยากเริ่มวางระบบตอนที่ยังง่าย หรือจะรอจนวันที่มันยุ่งเกินกว่าจะแก้

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

ทำดีไปก็เท่านั้น เมื่อระบบการให้รางวัลบอกเราว่าผลงานไม่สำคัญ

บทความ · Compensation & Benefits · Performance Management

อ่านเพิ่มเติม “ทำดีไปก็เท่านั้น เมื่อระบบการให้รางวัลบอกเราว่าผลงานไม่สำคัญ”

ช่องว่างระหว่างเป้าหมายและความเป็นจริงของการบริหารค่าตอบแทนในองค์กร

บทความ · Compensation & Benefits · Pay Philosophy Series

⬛ HR Insight

ช่องว่างระหว่างเป้าหมายและความเป็นจริงของการบริหารค่าตอบแทนในองค์กร

“ความจริงใจที่เจ็บปวดได้ยินยังดีกว่าคำสัญญาที่ว่างเปล่า”


องค์กรส่วนใหญ่บอกว่าจ่ายค่าตอบแทนที่ค่ากลางตลาด

แต่จากรายงาน Strategic Foundations: Compensation Philosophy and Market Positioning ของ WorldatWork ปี 2024 รวมถึงจากข้อมูล survey ของ Think People Consulting รวมทั้งข้อมูลจากการไปวางระบบบริหารค่าตอบแทนให้กับองค์กรต่าง ๆ กลับพบว่าองค์กรจำนวนมากกำหนดตัวเลขการจ่ายจริงต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ถึง 10 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ และที่น่าสนใจกว่านั้นคือหลายองค์กรรู้ว่าตัวเองต่ำกว่าตลาด แต่ก็ไม่ได้มีความตั้งใจจะปรับแต่อย่างใด

เหตุผลที่ได้ยินบ่อยมากในประสบการณ์ของผมคือ “พนักงานไม่น่าจะรู้หรอก” ผมคิดว่านั่นคือการประเมินพนักงานต่ำเกินไปครับ และมันคือต้นตอของช่องว่างที่กำลังจะพูดถึงในบทความนี้


ช่องว่างสามด้านที่ต้องรีบอุด

ช่องว่างในเรื่องค่าตอบแทนไม่ได้มีด้านเดียวครับ ผมพบว่ามันมีอยู่สามด้านที่แตกต่างกัน และแต่ละด้านก็มีผลกระทบต่างกัน

1  ช่องว่างระหว่างสิ่งที่พูดกับสิ่งที่ทำ

นี่คือด้านที่อันตรายที่สุด เพราะมันเป็นเรื่องของความน่าเชื่อถือโดยตรง องค์กรที่ประกาศว่าจ่ายแข่งขันกับตลาด แต่ในความเป็นจริงจ่ายต่ำกว่าเป้าอย่างสม่ำเสมอ กำลังสร้างสัญญาที่ปฏิบัติตามไม่ได้กับพนักงาน และเมื่อพนักงานค้นพบความจริง ซึ่งพวกเขาจะค้นพบในที่สุด ความเชื่อมั่นที่พังไปนั้นยากมากที่จะกลับคืนมา

2  ช่องว่างระหว่างนโยบายกับการสื่อสาร

รายงานของ WorldatWork พบด้วยว่าจำนวนองค์กรที่มีการเขียนปรัชญาในการจ่ายค่าตอบแทนเป็นลายลักษณ์อักษรเพิ่มขึ้น 11 เปอร์เซ็นต์ระหว่างปี 2022 ถึง 2024 ฟังดูดีครับ แต่ถ้าพนักงานไม่รู้ว่าเอกสารนั้นมีอยู่ หรือรู้แต่ไม่เข้าใจว่ามันหมายความว่าอะไรกับตัวเอง เอกสารนั้นก็มีคุณค่าไม่ต่างจากการไม่มี

3  ช่องว่างระหว่างงบประมาณกับความตั้งใจ

ผมเข้าใจดีว่าองค์กรมีข้อจำกัดด้านการเงิน และบางปีงบที่มีก็ไม่พอให้จ่ายถึงระดับที่ตั้งเป้าไว้ แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การจ่ายน้อยกว่าเป้า ปัญหาอยู่ที่การยังคงประกาศเป้าเดิมออกไปทั้งที่รู้ว่าทำไม่ได้จริง


ถ้าปล่อยไว้จะเกิดอะไรขึ้น

ผลกระทบที่เห็นได้ชัดที่สุดคือเรื่องของการรักษาคนที่มีความสามารถ คนเก่งมักเป็นคนแรกที่รู้ราคาตลาดของตัวเอง และเมื่อรู้ว่าตัวเองได้รับน้อยกว่าที่ควร การลาออกก็เป็นเรื่องของเวลาเท่านั้น

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงกว่าคือพนักงานที่ยังอยู่แต่หมดความกระตือรือร้น พวกเขาอาจไม่ลาออกเพราะกลัวความเสี่ยง หรือเพราะมีภาระที่ต้องดูแล แต่เลือกที่จะทำงานพอผ่าน ไม่ใส่ใจมากกว่าที่จำเป็น และไม่มีแรงจูงใจจะทำให้ดีกว่าเดิม

นอกจากนี้ช่องว่างด้านการสื่อสารยังกระทบความสัมพันธ์ระหว่างผู้จัดการกับทีมด้วย เมื่อผู้จัดการอธิบายไม่ได้ว่าระบบค่าตอบแทนทำงานอย่างไร หรือทำไมพนักงานถึงได้รับในระดับนี้ ความไว้วางใจก็จะค่อยๆ หายไป และบรรยากาศในทีมก็จะหนักขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีใครรู้ว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่


เริ่มอุดช่องว่างนี้ได้อย่างไร

ผมไม่คิดว่าการแก้ปัญหานี้ต้องใช้งบประมาณมหาศาลเสมอไป บางครั้งสิ่งที่พนักงานต้องการไม่ใช่แค่เงินที่มากขึ้น แต่คือความจริงใจและความชัดเจน

1  หยุดประกาศเป้าหมายที่รู้ว่าทำไม่ได้

ถ้าปีนี้งบประมาณยังไม่เอื้อให้จ่ายที่ค่ากลางตลาดได้ ก็ควรบอกตรงๆ ว่าปีนี้อยู่ที่ระดับใด และมีแผนอย่างไรที่จะขยับเข้าหาเป้าหมายในอนาคต ความจริงใจที่เจ็บปวดได้ยินยังดีกว่าคำสัญญาที่ว่างเปล่าครับ

2  ลงทุนกับการสื่อสาร ไม่ใช่แค่การมีเอกสาร

ทำให้พนักงานเข้าใจจริงๆ ว่าเงินเดือนของตัวเองอยู่ในระดับใดเทียบกับตลาด การขึ้นเงินเดือนพิจารณาจากอะไร และถ้าอยากให้ค่าตอบแทนเติบโตต้องทำอะไรบ้าง

3  เตรียมผู้จัดการให้พร้อมคุยเรื่องนี้ได้จริง

พนักงานจะถามหัวหน้าโดยตรงเสมอ ไม่ใช่ HR และถ้าหัวหน้าตอบไม่ได้หรือตอบไม่ตรง ความไม่ไว้วางใจก็จะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ


พนักงานไม่น่าจะรู้หรอก?

ในยุคที่ข้อมูลเงินเดือนในตลาดหาได้ง่ายขึ้นทุกวัน ที่พนักงานคุยกันมากขึ้น และที่กฎหมายความโปร่งใสด้านค่าจ้างกำลังขยายตัวทั่วโลก การพนันว่าพนักงานจะไม่รู้ เป็นการพนันที่เสี่ยงขึ้นทุกปี

“ถ้าวันนี้พนักงานในองค์กรของคุณรู้ความจริงเรื่องค่าตอบแทนทั้งหมด พวกเขาจะรู้สึกว่าองค์กรยังน่าเชื่อถืออยู่ไหมครับ?”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

Pay Philosophy คืออะไร สำคัญอย่างไร สร้างอย่างไร และบริหารอย่างไร

บทความ · Compensation & Benefits · Pay Philosophy Series

⬛ HR Insight

Pay Philosophy คืออะไร สำคัญอย่างไร สร้างอย่างไร และบริหารอย่างไร

“ปรัชญาในการจ่ายค่าตอบแทนจะมีความหมายก็ต่อเมื่อองค์กรกล้าใช้มันในวันที่ตัดสินใจยาก”


มีผู้บริหาร HR ท่านหนึ่งบอกผมว่า “ปัญหาเรื่องค่าตอบแทนในองค์กรเรามีตลอดครับ คนบ่นว่าไม่ยุติธรรม คนเก่งลาออก แล้วก็วนซ้ำแบบนี้ทุกปี”

ผมถามกลับว่า “แล้วองค์กรเรามีหลักยึดชัดไหมว่าเราจะบริหารค่าตอบแทนอย่างไร?”

เขานิ่งไปสักครู่แล้วตอบว่า “ก็จ่ายแข่งขันกับตลาดให้ได้ครับ เรามี benchmark ทุกปี”

ผมพยักหน้า แต่รู้ว่านั่นยังไม่ใช่คำตอบที่ถูก เพราะการ benchmark ตลาดคือเครื่องมือ ไม่ใช่หลักคิดในการจ่ายค่าตอบแทน และองค์กรส่วนใหญ่ที่มีปัญหาเรื่องค่าตอบแทนซ้ำ ๆ ไม่ได้ขาดข้อมูลตลาด แต่ขาดสิ่งที่เรียกว่าปรัชญาในการจ่ายค่าตอบแทน

อ่านเพิ่มเติม “Pay Philosophy คืออะไร สำคัญอย่างไร สร้างอย่างไร และบริหารอย่างไร”

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑