พาดูวิธีทำงานของระบบประเมินค่างาน TPE: งานหนึ่งตำแหน่งกลายเป็นตัวเลขได้อย่างไร

บทความ · HR Management · Pay Transparency

⬛ HR Insight

พาดูวิธีทำงานของระบบประเมินค่างาน TPE: งานหนึ่งตำแหน่งกลายเป็นตัวเลขได้อย่างไร

ตัวเลขหนึ่งตัวที่มีที่มาที่ไป มีค่ามากกว่าตัวเลขสิบตัวที่เดาเอา


ตำแหน่งแม่บ้านได้ 78 คะแนน วิศวกรจบใหม่ได้ 206 ผู้บริหารระดับสูงได้เกิน 600

ตัวเลขพวกนี้มาจากไหน

ในบทความก่อนๆ ผมพูดเรื่องว่าทำไมองค์กรต้องมีระบบประเมินค่างาน และทำไมความเป็นธรรมต้องเริ่มจากการตอบให้ได้ว่างานไหนมีค่าเท่าไร แต่ผมยังไม่เคยพาไปดูว่าข้างในมันทำงานยังไง วันนี้ผมอยากเปิดให้ดูว่าระบบที่ผมใช้อยู่ ชื่อ Think People Evaluation System หรือเรียกสั้นๆ ว่า TPE แปลงงานหนึ่งตำแหน่งให้กลายเป็นตัวเลขที่อธิบายได้ด้วยวิธีไหน

วิธีคิดของมันง่ายมากครับ เราไม่เริ่มจากการถามว่า “ตำแหน่งนี้ควรได้เงินเดือนเท่าไร” เพราะถามแบบนั้นตั้งแต่ต้นคือการเดา เราไปวัดที่ตัวงานก่อน โดยถามทีละมิติ มิติละคำถามเจาะจง แล้วเอาคำตอบสี่มิติมารวมกันเป็นคะแนน พอได้คะแนนแล้วค่อยไปโยงกับเงินเดือนทีหลัง ตัวเลขที่ได้เลยมีที่มา ไม่ได้โผล่มาจากความรู้สึกของใคร

แต่ก่อนจะถามสี่มิติได้ มีของที่ต้องมีก่อนหนึ่งอย่าง คือข้อมูลการทำงานของตำแหน่งนั้นที่ครบและชัดพอ พูดง่ายๆ คือใบกำหนดหน้าที่งาน หรือ JD ที่เขียนมาดี และ JD จำนวนมากในองค์กรไทยเขียนขึ้นมาแค่ให้มีตามระบบ อ่านจบแล้วยังไม่รู้เลยว่าตำแหน่งนี้ทำอะไรกันแน่ ตัดสินใจเรื่องอะไรได้บ้าง รับผิดชอบผลแค่ไหน JD แบบนั้นเอามาประเมินค่างานไม่ได้ เพราะไม่มีข้อมูลให้ตอบสักมิติ ถ้าวัตถุดิบไม่ครบ คะแนนที่ออกมาก็เชื่อไม่ได้ ต่อให้ระบบดีแค่ไหนก็ตาม งานประเมินค่างานที่ทำจริงจังเลยต้องเริ่มจากการทบทวนและเก็บข้อมูลตำแหน่งให้ครบก่อน ไม่ใช่กระโดดเข้าให้คะแนนเลย

สี่คำถามที่ว่ามีอะไรบ้าง ผมจะไล่ให้ดูทีละข้อครับ

มิติที่ 1 — ตำแหน่งนี้ต้องใช้ความรู้ทักษะมากน้อยแค่ไหน

มิตินี้ดูสองส่วนพร้อมกัน ส่วนแรกคือความลึกของความรู้ที่งานต้องใช้ ตั้งแต่ความรู้พื้นฐานอ่านออกเขียนได้ ไล่ขึ้นไปจนถึงความเชี่ยวชาญเฉพาะทางขั้นสูง ส่วนที่สองคือขอบเขตการบริหารที่มากับตำแหน่ง ตำแหน่งนี้ดูแลแค่ตัวเอง เป็นผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานคนเดียว เป็นหัวหน้าทีม หรือเป็นผู้บริหารที่คุมหลายสายงาน

สองส่วนนี้คูณกัน ทำให้แยกได้ละเอียด วิศวกรที่เก่งมากแต่ทำงานคนเดียว กับวิศวกรที่เก่งพอกันแต่ต้องคุมทีมและประสานงานข้ามฝ่าย จะได้คะแนนมิตินี้ไม่เท่ากัน เพราะแบบหลังต้องใช้ “การบริหาร” เพิ่มเข้ามาจากความรู้ล้วนๆ และในงานที่ต้องเสี่ยงต่อร่างกายต่อเนื่อง เช่น พนักงานเตาหลอม TPE จะบวกคะแนนเพิ่มให้ตามความเสี่ยงนั้นด้วย ความรู้เป็นมิติที่มีน้ำหนักราว 30% ของคะแนนรวม

มิติที่ 2 — งานนี้ต้องสื่อสารกับใคร และยากแค่ไหน

หลายระบบมองข้ามเรื่องนี้ แต่ TPE แยกมันออกมาเป็นมิติเฉพาะ เพราะงานบางงานคุณค่าหลักอยู่ที่การสื่อสารล้วนๆ อันนี้ก็มองสองด้านเหมือนกัน ด้านหนึ่งคือระดับของการสื่อสาร ตั้งแต่แค่รับส่งข้อมูลธรรมดา ไล่ขึ้นไปถึงการโน้มน้าว การเจรจาต่อรองในเรื่องที่ขัดแย้ง จนถึงการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ อีกด้านคือคู่สนทนาเป็นใคร คุยกับคนในทีมที่เห็นตรงกันอยู่แล้ว หรือต้องคุยกับคนนอกองค์กรที่ผลประโยชน์สวนทางกัน

พนักงานที่ส่งรายงานให้หัวหน้าอ่าน กับพนักงานที่ต้องนั่งโต๊ะเจรจากับลูกค้าที่กำลังไม่พอใจ ใช้ทักษะการสื่อสารคนละระดับ ระบบจับความต่างตรงนั้นได้ และคิดเป็นน้ำหนักราว 20% ของคะแนนรวม

มิติที่ 3 — งานนี้ต้องคิดและแก้ปัญหาหนักแค่ไหน

มิติที่สามดูว่างานเจอปัญหาแบบไหนเป็นปกติ งานที่ทำตามขั้นตอนเดิมซ้ำๆ อยู่คนละโลกกับงานที่ต้องวิเคราะห์สถานการณ์ใหม่ทุกวัน และต่างจากงานที่ต้องวินิจฉัยปัญหาซับซ้อนที่หาสาเหตุไม่เจอง่ายๆ ปลายสุดคืองานที่ต้องคิดข้ามกรอบเดิมทั้งหมด คิดสิ่งที่ยังไม่เคยมีใครทำในสายงาน

ความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้ถูกแยกเป็นอีกมิติ แต่ฝังอยู่ในระดับบนๆ ของการแก้ปัญหา เพราะการคิดสิ่งใหม่ก็คือการแก้ปัญหาแบบหนึ่ง ส่วนนี้มีน้ำหนักราว 15 ถึง 17%

มิติที่ 4 — งานนี้รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ขององค์กรแค่ไหน

มิติสุดท้ายหนักที่สุด ราว 33 ถึง 35% ของคะแนนรวม และมองสามเรื่องพร้อมกัน เรื่องแรกคืออิสระในการตัดสินใจ งานนี้ทำตามคำสั่งทุกอย่าง หรือกำหนดเป้าหมายและนโยบายเองได้ เรื่องที่สองคือขนาดของผลกระทบ งานนี้แตะเงินหรือทรัพยากรขององค์กรในระดับไหน หลักแสน หลักสิบล้าน หรือหลักพันล้าน เรื่องที่สามคือบทบาทต่อผลลัพธ์ งานนี้สร้างผลโดยตรง ร่วมกับคนอื่น เป็นฝ่ายสนับสนุน หรือเป็นงานที่ไม่ได้ผูกกับผลลัพธ์เป็นตัวเงิน

ตำแหน่งขายอาวุโสที่ปิดดีลใหญ่ๆ จึงได้คะแนนมิตินี้สูง ขณะที่ตำแหน่งสนับสนุนที่สำคัญแต่ไม่ได้แตะตัวเลขรายได้โดยตรง จะได้ต่ำกว่า ทั้งที่อาจใช้ความรู้พอกัน เพราะ TPE มองว่าความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์เป็นคนละเรื่องกับความรู้

จากสี่มิติ กลายเป็นเกรดได้อย่างไร

พอตอบครบสี่มิติ แต่ละมิติจะได้คะแนนของตัวเอง เอามารวมกันเป็นคะแนนรวมของตำแหน่ง กลับไปที่ตัวเลขตอนเปิดบทความ แม่บ้านได้ 78 เพราะความรู้ การสื่อสาร การคิด และความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์อยู่ในระดับต้นทั้งสี่มิติ วิศวกรจบใหม่ได้ 206 เพราะความรู้วิชาชีพดันมิติแรกขึ้นมา แม้ความรับผิดชอบต่อองค์กรยังไม่สูง ส่วนผู้บริหารระดับสูงได้เกินหกร้อย เพราะสูงเกือบทุกมิติพร้อมกัน

แล้วเราก็เอาคะแนนรวมไปแปลงเป็นเกรด ตรงนี้สำคัญ เพราะเราไม่ได้เอาคะแนนดิบไปตั้งเงินเดือน เราเอาไปจัดเป็นเกรดซึ่งเป็นช่วง ตำแหน่งที่คะแนนใกล้กันจึงตกเกรดเดียวกัน ความต่างเล็กน้อยระหว่างผู้ประเมินเลยไม่มีผลต่อปลายทาง สิ่งที่เราต้องการคือจัดตำแหน่งให้เข้าเกรดที่ถูก ไม่ใช่คะแนนที่เป๊ะถึงหลักหน่วย

การประเมินค่างานคือการมองทั้งระบบ ไม่ใช่ไล่ทีละตำแหน่ง

ถึงตรงนี้อาจฟังเหมือนว่าเราหยิบตำแหน่งหนึ่งขึ้นมา ตอบสี่มิติ ได้คะแนน แล้วก็จบ ไปตำแหน่งถัดไป จริงๆ มันไม่ได้ทำงานแบบนั้น และนี่คือส่วนที่คนเข้าใจผิดบ่อยที่สุด

คะแนนที่ได้จากการประเมินตำแหน่งเดี่ยวๆ เป็นแค่จุดตั้งต้น งานจริงเริ่มตอนที่เราเอาทุกตำแหน่งที่ประเมินไว้มาวางเรียงกันทั้งหมด แล้วไล่ตรวจค่าสัมพัทธ์ระหว่างกัน ตำแหน่งนี้เมื่อเทียบกับตำแหน่งข้างเคียง ควรอยู่สูงกว่า ต่ำกว่า หรือเสมอกัน และคะแนนที่ออกมาสะท้อนแบบนั้นจริงหรือเปล่า

เพราะการประเมินค่างานเป็นเรื่องของค่าสัมพัทธ์ คะแนนของตำแหน่งหนึ่งจะมีความหมายก็ต่อเมื่อถูกวางเทียบกับตำแหน่งอื่นทั้งระบบ สมมติเราประเมินหัวหน้าฝ่ายผลิตแล้วคะแนนออกมาสูงกว่าผู้จัดการที่เป็นเจ้านายเขาเอง นั่นคือสัญญาณว่ามีอะไรคลาดเคลื่อน อาจเป็นเพราะข้อมูลงานของตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งไม่ครบ หรือเราประเมินบางมิติพลาดไป เราต้องกลับไปดู ไปปรับ แล้วไล่เทียบกันใหม่

กระบวนการนี้วนไปจนทั้งโครงสร้างนิ่ง คือทุกตำแหน่งอยู่ในลำดับที่อธิบายได้เมื่อเทียบกันทั้งระบบ ไม่ใช่อธิบายได้เฉพาะตอนหยิบมองทีละตำแหน่ง พูดง่ายๆ คือเราไม่ได้ตรวจทีละต้นไม้ เราต้องถอยออกมามองทั้งป่าว่ามันเข้ารูปกันหรือยัง

การประเมินค่างานทั้งองค์กรเลยต้องใช้เวลา และต้องใช้คนที่อ่านงานเป็น ไม่ใช่งานที่กรอกตัวเลขลงช่องแล้วได้คำตอบทันที เครื่องมือช่วยคำนวณคะแนนให้ได้ แต่การตัดสินว่าค่าสัมพัทธ์ของทั้งระบบเข้าที่เข้าทางแล้วหรือยัง ยังเป็นงานที่ต้องใช้วิจารณญาณของคน


ทำไมวิธีนี้ถึงต่างจากการเดา

ลองสังเกตว่าทุกมิติที่เล่ามา ผู้ประเมินไม่ได้ถูกถามว่า “รู้สึกว่าตำแหน่งนี้ควรได้เท่าไร” เขาต้องตอบคำถามที่เจาะจง ความรู้ลึกแค่ไหน คุมคนกี่ระดับ เจรจากับใคร แก้ปัญหาแบบไหน ตัดสินใจเองได้แค่ไหน แตะเงินระดับใด ทุกคำตอบมีนิยามกำกับ และทุกคำตอบสืบกลับได้

เมื่อมีคนถามว่าทำไมตำแหน่ง ก กับตำแหน่ง ข ถึงอยู่คนละเกรด เราไม่ต้องตอบด้วยความรู้สึก เราเปิดคำตอบสี่มิติให้ดูได้เลยว่าต่างกันตรงไหน และเพราะมันอธิบายได้แบบนี้ องค์กรถึงต่อยอดไปเป็นโครงสร้างเงินเดือน เส้นทางความก้าวหน้า และการเทียบกับตลาดได้ทั้งหมด

ตัวเลขหนึ่งตัวที่สืบที่มาได้ จึงมีค่ามากกว่าตัวเลขสิบตัวที่เดาเอา

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

“ประเมินค่างานมันก็ไม่ได้แม่น จะเอามาสร้างความเป็นธรรมได้ยังไง” — คำถามที่ผมเจอกลางห้องสัมมนา

บทความ · HR Management · Pay Transparency

⬛ HR Insight

“ประเมินค่างานมันก็ไม่ได้แม่น จะเอามาสร้างความเป็นธรรมได้ยังไง” — คำถามที่ผมเจอกลางห้องสัมมนา

การประเมินค่างานไม่ได้ขายความแม่นของตัวเลข มันขายความถูกต้องของลำดับ


ในงานสัมมนาครั้งหนึ่ง ผมเพิ่งพูดจบเรื่องการประเมินค่างาน มีผู้บริหารท่านหนึ่งยกมือขึ้นถามตรงๆ แบบไม่อ้อมค้อม

“อาจารย์ครับ ผมว่าการประเมินค่างานมันก็ไม่ได้แม่นนะ ผู้ประเมินคนละคนประเมินตำแหน่งเดียวกัน ยังได้คะแนนไม่เท่ากันเลย แล้วบริษัทผมก็จ่ายค่าจ้างกันอย่างเป็นธรรมมาตลอดโดยไม่ต้องมีระบบอะไรแบบนี้ มันจำเป็นตรงไหนครับ”

คำถามนี้ดีมากครับ และผมชอบคนที่กล้าถามแบบนี้ เพราะเขาไม่ได้ถามเอามัน เขามีจุดที่ถูกอยู่จริง ผมเลยไม่รีบเถียง แต่ขอเริ่มจากการยอมรับก่อนว่าเขาถูกตรงไหน

เรื่องที่เขาพูดถูกคือ คะแนนจากการประเมินค่างานไม่ใช่ตัวเลขที่แม่นแบบวัดด้วยไม้บรรทัด ผู้ประเมินสองคนที่เก่งพอกัน หยิบตำแหน่งเดียวกันมาประเมินจากข้อมูลชุดเดียวกัน คะแนนดิบที่ออกมาอาจไม่เท่ากันเป๊ะ คนหนึ่งอาจมองว่าความซับซ้อนของตำแหน่งนี้อยู่ระดับหนึ่ง อีกคนมองสูงกว่านิดหน่อย เรื่องนี้เกิดขึ้นได้จริง ผมไม่เถียง

แต่ปัญหาของคำถามนี้ ไม่ได้อยู่ที่คำตอบ มันอยู่ที่การมองผิดจุด


คะแนนไม่ได้บอกอะไร ถ้าคุณดูมันเดี่ยวๆ

หัวใจที่คนมักพลาด คือการประเมินค่างานไม่เคยเป็นเรื่องของ “ตัวเลขสัมบูรณ์” มันเป็นเรื่องของ “ค่าสัมพัทธ์” ตั้งแต่ต้น เราไม่ได้ต้องการรู้ว่าตำแหน่งนี้มีค่า 342 คะแนนแบบเป๊ะๆ เราต้องการรู้แค่ว่าตำแหน่งนี้ควรอยู่สูงกว่าหรือต่ำกว่าอีกตำแหน่งหนึ่ง และเพราะอะไร

ลองคิดตามนะครับ สมมติผู้ประเมินคนหนึ่งมือหนัก ให้คะแนนทุกตำแหน่งบวกขึ้นไปนิด อีกคนมือเบา ให้ทุกตำแหน่งลบลงมาหน่อย คะแนนดิบสองชุดนี้ไม่เท่ากันจริง แต่ถ้าทั้งคู่เข้าใจระบบตรงกัน สิ่งที่ออกมาเหมือนกันคือลำดับ ผู้จัดการก็ยังอยู่เหนือหัวหน้างาน หัวหน้างานยังอยู่เหนือพนักงานปฏิบัติการ วิศวกรอาวุโสยังสูงกว่าวิศวกรจบใหม่

เพราะความมือหนักมือเบามันกระทบทุกตำแหน่งเท่าๆ กัน มันเลยหักล้างกันไปเองในแง่ของลำดับ สิ่งที่เหลืออยู่คือโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่งที่เหมือนเดิม ไม่ว่าใครจะเป็นคนประเมิน

และที่ทำให้ความต่างของคะแนนดิบยิ่งไม่สำคัญเข้าไปอีก ก็เพราะปลายทางเราไม่ได้เอาคะแนนดิบไปกำหนดเงินเดือนตรงๆ เราเอาไปแปลงเป็น “เกรด” ที่เป็นช่วง ไม่ใช่จุด ตำแหน่งที่ได้ 340 กับ 360 สุดท้ายตกเกรดเดียวกัน ความต่างระดับนั้นถูกดูดซับหายไปในแบนด์ของเกรด

พูดให้ตรงคือ คนที่บอกว่า “เลขมันไม่แม่น” กำลังโจมตีความแม่นที่ระบบไม่เคยสัญญาไว้ตั้งแต่แรก การประเมินค่างานไม่ได้ขายความแม่นของตัวเลข มันขายความถูกต้องของลำดับ ที่ทนทานต่อความมือหนักมือเบาของผู้ประเมินได้

ยิ่งระบบออกแบบมาดี ช่องว่างตรงนี้ยิ่งแคบลงไปอีก ระบบที่มีคำนิยามกำกับทุกระดับชัดเจน มีแบบเก็บข้อมูลตำแหน่งที่ครบ และมีการอบรมผู้ประเมินให้เข้าใจเกณฑ์ตรงกัน ความต่างระหว่างผู้ประเมินจะเหลือน้อยมาก เพราะเขาไม่ได้ให้คะแนนตามใจ แต่เลือกระดับที่นิยามตรงกับงาน

แล้วตกลงค่างานช่วยอะไรกันแน่

ถ้าไม่ใช่ความแม่น แล้วการประเมินค่างานให้อะไรเราจริงๆ

อย่างแรกเลยคือมันทำให้เรามีลำดับที่อธิบายได้ เวลามีคนถามว่าทำไมตำแหน่งนี้ถึงสูงกว่าอีกตำแหน่ง เราตอบได้ด้วยเหตุผลที่อ้างเกณฑ์เดียวกันทั้งองค์กร ไม่ใช่ตอบว่า “ก็มันเป็นแบบนี้มานานแล้ว”

พอมีลำดับที่อธิบายได้ มันก็กลายเป็นฐานให้สร้างอย่างอื่นต่อ โครงสร้างเงินเดือนวางอยู่บนเกรด การเทียบกับตลาดก็ทำผ่านเกรด เส้นทางความก้าวหน้าก็อิงเกรด ทุกอย่างมีที่ยืนเดียวกัน องค์กรถึงเอาไปต่อยอดเป็นระบบค่าตอบแทนที่สมบูรณ์ได้

แต่สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุด คือมันเปลี่ยนความเป็นธรรมจากความรู้สึก ให้กลายเป็นสิ่งที่ตรวจสอบร่วมกันได้ ความเป็นธรรมที่อยู่ในหัวเจ้าของคนเดียว ต่อให้เป็นธรรมจริง ก็อธิบายให้พนักงานที่รู้สึกว่าตัวเองได้น้อยกว่าฟังไม่ได้ การประเมินค่างานทำให้ความเป็นธรรมมีตรรกะที่ทุกคนเห็นร่วมกัน ไม่ใช่ดุลยพินิจที่ต้องเชื่อใจกันเอง

“เราก็จ่ายเป็นธรรมอยู่แล้ว” — จริง แต่มีวันหมดอายุ

กลับมาที่ครึ่งหลังของคำถามในห้องสัมมนา ที่บอกว่าบริษัทเขาจ่ายเป็นธรรมอยู่แล้วโดยไม่ต้องมีระบบ

ผมยอมรับว่าจริงครับ ในวันนี้เจ้าของกิจการที่ใจเป็นธรรม รู้จักลูกน้องทุกคน รู้ว่าใครทำอะไร เก่งแค่ไหน เขาจ่ายค่าจ้างอย่างเป็นธรรมได้จริงโดยไม่ต้องมีคะแนนหรือเกรดอะไรเลย ตราบใดที่องค์กรยังเล็กพอที่หัวคนเดียวจะดูแลไหว

แต่ความเป็นธรรมแบบนี้มีวันหมดอายุ และวันนั้นมาถึงเงียบๆ โดยไม่มีสัญญาณเตือน

พอองค์กรโตขึ้น ตำแหน่งเพิ่มจากสิบเป็นร้อย หัวหน้าก็มีหลายคน แต่ละคนมีความรู้สึกเรื่องความเป็นธรรมของตัวเองที่ไม่ตรงกัน คนใหม่ถูกจ้างเข้ามาในแต่ละช่วงที่ตลาดให้ราคาต่างกัน บางคนต่อรองเก่งกว่า บางคนเข้ามาในจังหวะที่บริษัทร้อนเงิน ความเหลื่อมล้ำเล็กๆ ค่อยๆ สะสมทีละนิด จนวันหนึ่งไม่มีใคร แม้แต่เจ้าของเอง อธิบายได้แล้วว่าทำไมโครงสร้างเงินเดือนถึงเป็นแบบนี้

ที่อันตรายกว่านั้นคือ ความเป็นธรรมที่พึ่งหัวเจ้าของคนเดียว มันพังทันทีในวันที่เขาไม่อยู่ หรือวันที่องค์กรใหญ่เกินกว่าที่เขาจะรู้จักทุกคน ของที่ไม่เคยถูกเขียนเป็นระบบ มันส่งต่อให้คนรุ่นถัดไปไม่ได้

และเมื่อถึงวันที่ต้องแก้ การมาวางระบบทีหลังตอนที่ความเหลื่อมล้ำสะสมมาหลายปีแล้ว มันเจ็บและแพงกว่าการวางไว้แต่แรกมาก เพราะจะเจอพนักงานที่เงินเดือนสูงเกินกรอบเต็มไปหมด ภาษาเทคนิคเรียกว่า Red Circle ที่จะลดก็ไม่ได้ จะปล่อยไว้ก็ไม่เป็นธรรมกับคนอื่น

ยิ่งในวันที่เรื่องความโปร่งใสด้านค่าจ้างกำลังเดินทางมาถึง คำว่า “เชื่อผมเถอะ ผมยุติธรรม” จะใช้ไม่ได้อีกต่อไป เพราะวันที่พนักงานเห็นโครงสร้างค่าจ้างของกันและกัน สิ่งที่ถูกทดสอบไม่ใช่ความตั้งใจดีของเจ้าของ แต่คือว่าองค์กรอธิบายมันได้ไหม


สรุป

ผมเลยตอบผู้บริหารท่านนั้นในห้องสัมมนาแบบนี้

การประเมินค่างานไม่ได้ขายความแม่นยำของตัวเลขครับ ถ้าคุณจ้องที่คะแนนเดี่ยวๆ แล้วบอกว่ามันไม่แม่น คุณกำลังมองผิดจุด เพราะสิ่งที่มันให้คือลำดับที่ถูกต้องและอธิบายได้ ที่ทนทานพอจะสร้างความเป็นธรรมที่ตรวจสอบร่วมกันได้ ไม่ใช่ความเป็นธรรมที่ต้องเชื่อใจกันเอง

ส่วนที่บอกว่าตอนนี้จ่ายเป็นธรรมอยู่แล้ว ผมเชื่อว่าจริง แต่มันคือความเป็นธรรมที่มีวันหมดอายุ คำถามจึงไม่ใช่ว่าวันนี้เราต้องมีระบบไหม แต่คือเราอยากเริ่มวางระบบตอนที่ยังง่าย หรือจะรอจนวันที่มันยุ่งเกินกว่าจะแก้

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

ค่าตอบแทนไม่ใช่ต้นทุน แต่คือตัวเร่งผลงานองค์กร

บทความ · HR Management · Compensation Strategy

⬛ HR Insight

ค่าตอบแทนไม่ใช่ต้นทุน แต่คือตัวเร่งผลงานองค์กร

“ถ้าองค์กรจ่ายเพื่อรักษาคนไว้เฉย ๆ ก็จะได้คนที่อยู่ต่อ แต่ไม่ได้แปลว่าจะได้คนที่สร้างผลงานมากขึ้น”


มีงานวิจัยจาก McKinsey ที่ผมชอบอ้างถึงบ่อยมากครับ

พบว่าองค์กรที่ออกแบบระบบค่าตอบแทนเพื่อเร่งผลงาน มีผลิตภาพสูงกว่าองค์กรที่ออกแบบระบบเพื่อ “รักษาคนไว้” ถึง 2 เท่า

สองเท่าครับ จากระบบค่าตอบแทนอย่างเดียว

แต่ถ้าถามว่าองค์กรส่วนใหญ่ออกแบบระบบค่าตอบแทนเพื่ออะไร คำตอบที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือ “เพื่อดึงดูดและรักษาคน” หรือ “เพื่อให้แข่งขันได้กับตลาด”

ไม่ผิดครับ แต่มันยังไม่พอ

ผมสังเกตว่าหลายองค์กรมองค่าตอบแทนเป็นต้นทุนที่ต้องควบคุมให้อยู่ในงบ ทุกปีก็วนซ้ำเรื่องเดิม ตลาดขึ้นเท่าไหร่ เราขึ้นเท่าไหร่ โบนัสปีนี้กี่เดือน แต่มีคำถามที่แทบไม่เคยถามเลยครับ

“ระบบค่าตอบแทนที่มีอยู่ มันกำลังเร่งผลงานขององค์กรอยู่ไหม”


ค่าตอบแทนที่เร่งผลงานได้จริง ต้องตอบ 3 คำถามให้ชัดก่อน

01  เราอยากให้คนสร้างผลงานแบบไหน?

ไม่ใช่แค่ “ผลงานดี” แต่ดีแบบไหน วัดจากอะไร ในกรอบเวลาเท่าไหร่ และแต่ละตำแหน่งควรสร้างผลลัพธ์อะไร ถ้าตอบไม่ได้ ระบบค่าตอบแทนก็จะให้รางวัลกับสิ่งที่วัดได้ง่าย ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญจริง

02  เราอยากเร่งพฤติกรรมอะไร?

พฤติกรรมกับผลงานต่างกันครับ ผลงานคือสิ่งที่เกิดขึ้น พฤติกรรมคือสิ่งที่ทำให้มันเกิด องค์กรที่อยากโตเร็วอาจต้องการเร่งพฤติกรรมอย่าง การตัดสินใจเร็ว การทดลองสิ่งใหม่ หรือการข้ามฝ่ายไปช่วยกันโดยไม่รอให้ใครสั่ง แต่ถ้าระบบค่าตอบแทนไม่ได้ให้รางวัลกับพฤติกรรมเหล่านั้น ก็ไม่ได้เร่งอะไรทั้งนั้น

03  เราพร้อมจ่ายมากขึ้นให้กับผลงานที่มากขึ้นไหม?

นี่คือคำถามที่ทำให้หลายองค์กรนิ่งครับ เพราะพูดว่า “อยากได้คนเก่ง อยากได้ผลงานสูง” นั้นง่าย แต่การยอมให้ความแตกต่างของผลงานสะท้อนออกมาในรายได้อย่างเห็นได้ชัด อันนั้นต้องใช้ความกล้า ถ้าคนที่ทำได้มากกับคนที่ทำได้ปานกลางได้รับรางวัลต่างกันแค่นิดเดียว ระบบนั้นก็แค่จ่ายไปวัน ๆ ครับ ไม่ได้เร่งอะไร


แล้วถ้าเร่ง จะทำให้คนแข่งกันจนไม่ยอมทำงานด้วยกันไหม

นี่คือคำถามที่ผมเจอในห้องประชุมบ่อยมากครับ และเป็นคำถามที่สมเหตุสมผล

ความกังวลนั้นเกิดขึ้นเมื่อระบบให้รางวัลกับผลงานของตัวเองอย่างเดียว โดยไม่นับการมีส่วนร่วมต่อทีมและองค์กรเลย ถ้าวัดแค่ยอดขายของแต่ละคน แต่ไม่มีส่วนไหนของรางวัลที่เกี่ยวกับการช่วยเพื่อนในทีม ก็ไม่ต้องแปลกใจที่คนจะวิ่งหาผลงานของตัวเองและปล่อยให้คนอื่นสู้ไปคนเดียว

แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของการสร้างความแตกต่างครับ นั่นคือปัญหาของการออกแบบที่วัดผลไม่ครบ

องค์กรที่ทำเรื่องนี้ได้ดีจะออกแบบให้รางวัลครอบคลุมสองด้านพร้อมกัน ด้านแรกคือผลงานของตัวเอง ด้านที่สองคือการมีส่วนร่วมต่อความสำเร็จของทีมและองค์กร ทั้งสองต้องมีน้ำหนักในระบบ ไม่ใช่แค่อย่างใดอย่างหนึ่ง

เมื่อออกแบบแบบนี้ การที่ทุกคนอยากทำได้ดีขึ้นจะกลายเป็นพลังงานที่ดีครับ ไม่ใช่การแก่งแย่ง เพราะระบบบอกชัดเจนว่าการช่วยคนอื่นก็มีคุณค่าต่อตัวเองด้วย ไม่ใช่แค่ช่วยเพราะใจดี


ความแตกต่างที่หลายองค์กรมองข้าม

ผมเจอสถานการณ์แบบนี้บ่อยมากในงานที่ปรึกษาครับ

องค์กรขึ้นเงินเดือนให้พนักงานทุกปี แต่ขึ้นในอัตราที่ใกล้เคียงกันเกือบทุกคน บางปีต่างกันแค่ 1-2% ระหว่างคนที่ทำได้ดีมากกับคนที่ทำได้พอใช้ แล้วก็สงสัยว่าทำไมคนเก่งถึงลาออก

คำตอบไม่ใช่เรื่องเงินอย่างเดียวครับ แต่เป็นเรื่องสัญญาณ ความต่าง 1-2% บอกพนักงานเก่งว่า “องค์กรนี้ไม่ได้เห็นความแตกต่างของผมจริง ๆ” และเมื่อได้รับสัญญาณนั้นซ้ำ ๆ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะอยู่ต่อ

“ระบบค่าตอบแทนที่เร่งผลงานได้จริง ต้องส่งสัญญาณที่ชัดพอที่คนจะรู้สึกได้ ไม่ใช่แค่ความต่างบนกระดาษ”


จ่ายเพื่อรักษา กับ จ่ายเพื่อเร่ง ต่างกันอย่างไร

ถ้าองค์กรจ่ายเพื่อรักษาคนไว้เฉย ๆ ก็จะได้คนที่อยู่ต่อครับ แต่ไม่ได้แปลว่าจะได้คนที่สร้างผลงานมากขึ้น

คนที่อยู่ต่อเพราะรู้สึกว่าออกไปก็ไม่ได้อะไรดีกว่า กับคนที่อยู่ต่อเพราะรู้สึกว่าที่นี่เห็นคุณค่าของสิ่งที่ตัวเองทำได้จริง ๆ — สองคนนี้อยู่ในองค์กรเดียวกัน แต่สร้างผลลัพธ์ต่างกันมากครับ

การออกแบบค่าตอบแทนให้เร่งผลงานได้จึงไม่ใช่เรื่องของการจ่ายมากขึ้น แต่คือการจ่ายให้ฉลาดขึ้น รู้ว่าจะใช้เงินเป็นตัวเร่งตรงไหน เพื่อสร้างผลงานแบบไหน และสำหรับคนกลุ่มไหน

และที่ขาดไม่ได้ คือออกแบบให้รางวัลครอบคลุมทั้งผลงานส่วนตัวและการทำงานร่วมกัน เพราะองค์กรที่โตได้จริงในระยะยาว ไม่ได้โตเพราะคนเก่งคนเดียว แต่โตเพราะคนเก่งทำงานร่วมกันได้ครับ

จ่ายให้ฉลาดขึ้น ไม่ใช่แค่จ่ายมากขึ้น

ค่าตอบแทนที่เร่งผลงานได้จริงต้องรู้ว่าจะใช้เงินเป็นตัวเร่งตรงไหน เพื่อสร้างผลงานแบบไหน และสำหรับคนกลุ่มไหน ออกแบบให้รางวัลครอบคลุมทั้งผลงานส่วนตัวและการทำงานร่วมกัน เพราะองค์กรที่โตได้จริงไม่ได้โตเพราะคนเก่งคนเดียว

“ระบบที่ดีไม่ได้แค่ทำให้คนทำงานเยอะขึ้น แต่ทำให้คนทำงานในสิ่งที่สำคัญจริง ๆ”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

ทำดีไปก็เท่านั้น เมื่อระบบการให้รางวัลบอกเราว่าผลงานไม่สำคัญ

บทความ · Compensation & Benefits · Performance Management

⬛ HR Insight

ทำดีไปก็เท่านั้น เมื่อระบบการให้รางวัลบอกเราว่าผลงานไม่สำคัญ

“ที่นี่ไม่มีประโยชน์ที่จะทำให้ดีกว่านี้”


ในการประชุมประจำปีขององค์กรแห่งหนึ่ง ผู้บริหารขึ้นเวทีพร้อมรอยยิ้มแล้วบอกว่า “ปีนี้เราจริงจังกับเรื่องการจ่ายตามผลงาน (Pay for Performance) มากขึ้นนะครับ คนที่ทำดีจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ”

ปรบมือดังทั่วห้อง

สองเดือนต่อมา ผลขึ้นเงินเดือนออกมา

คนผลงานดีเยี่ยมได้ขึ้น 5 เปอร์เซ็นต์

คนผลงานปานกลางได้ขึ้น 4 เปอร์เซ็นต์

คนผลงานต่ำกว่าเกณฑ์ได้ขึ้น 3 เปอร์เซ็นต์

พนักงานที่ทุ่มเทที่สุดในทีมนั่งดูตัวเลขอยู่สักครู่ แล้วก็เข้าใจแล้วว่า สิ่งที่ผู้บริหารเรียกว่า “ดูแลเป็นพิเศษ” นั้นหมายความว่าอะไร


องค์กรพูดว่าจ่ายตามผลงาน แต่กลับทำตรงข้าม

ผมพบปัญหานี้บ่อยมากครับ องค์กรส่วนใหญ่บอกว่าการจ่ายตามผลงานคือหัวใจของระบบค่าตอบแทน แต่เมื่อถึงเวลาจ่ายจริง ตัวเลขที่ออกมากลับบอกอีกเรื่องหนึ่งไปเลย แบบไม่ตรงกับที่ผู้บริหารพูดไว้เลยสักนิด

ลองนึกภาพตามนะครับ ถ้าในองค์กรของคุณมีพนักงานสามคน คนแรกทำงานเกินเป้าทุกไตรมาส ริเริ่มโปรเจกต์ใหม่ คิดสร้างสรรค์วิธีการทำงานที่ดี และเป็นคนที่ทีมพึ่งพาได้เสมอ คนที่สองทำงานได้ตามเกณฑ์ ไม่ดีไม่แย่ ทำไปวัน ๆ คนที่สามส่งงานช้า มีปัญหาด้านพฤติกรรมการทำาน และต้องตามบ่อย ๆ และมักมีข้ออ้างต่าง ๆ นานามาอธิบายเมื่อผลงานไม่ได้ตามเป้าหมาย

แล้วทั้งสามคนได้ขึ้นเงินเดือนต่างกันแค่หนึ่งถึงสองเปอร์เซ็นต์

คำถามคือ ปีหน้าคนที่ทุ่มเท จะยังทุ่มเทเหมือนเดิมไหม?


ระบบที่ถัวเฉลี่ยกำลังสอนอะไรพนักงาน

สิ่งที่ระบบค่าตอบแทนแบบถัวเฉลี่ยสอนพนักงานไม่ใช่เรื่องของความยุติธรรม แต่คือบทเรียนที่ลึกกว่านั้นมาก

มันสอนว่าการทำงานหนักเกินไปคือการเสียเวลาโดยไม่จำเป็น มันสอนว่า ทำงานตามสั่งก็พอแล้ว และการอยู่เงียบ ๆ แต่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนคือกลยุทธ์ที่ดีที่สุด และมันสอนว่าในองค์กรนี้ ผลลัพธ์ทางด้านผลงานที่แท้จริงนั้น ไม่ใช่ตัวตัดสินว่าเราจะได้รางวัลที่ดีกลับมา

ผมเคยถามพนักงานเก่งคนหนึ่งที่กำลังจะลาออกว่า “เหตุผลหลักคืออะไร?” เขาตอบสั้นๆ ว่า “ที่นี่ไม่มีประโยชน์ที่จะทำให้ดีกว่านี้ครับ”

ประโยคนั้นติดอยู่ในหัวผมมานานมาก เพราะมันไม่ใช่แค่ความรู้สึกส่วนตัว แต่มันคือบทสรุปของสิ่งที่ระบบค่าตอบแทนขององค์กรนั้นสอนเขามาตลอดหลายปีที่ทำงานกับองค์กร


ทำไมองค์กรถึงไม่กล้าแยกแยะผลงานและรางวัลให้เด็ดขาด

ผมเข้าใจว่าทำไมองค์กรส่วนใหญ่ถึงไม่กล้าแยกแยะผลตอบแทนให้ต่างกันให้มากตามผลงาน เพราะผู้บริหารรู้สึกไม่สบายใจ

การบอกว่าคนนี้ได้ 10 เปอร์เซ็นต์ในขณะที่คนนั้นได้ 1 เปอร์เซ็นต์ต้องการความกล้าที่จะอธิบาย ต้องการระบบการประเมินที่น่าเชื่อถือพอที่จะอ้างอิงได้ และต้องการผู้จัดการที่กล้าสื่อสารเรื่องนี้กับทีมอย่างตรงไปตรงมา แต่ผู้บริหารและระบบขององค์กรเรามันไม่ได้เป็นแบบนั้นไงครับ แค่ความกล้าที่ดี และถูกต้องแบบนี้ ยังไม่กล้าทำเลย แล้วจะตั้งเป้าหมายไปสู่ความยั่งยืนได้อย่างไร

สุดท้ายก็เลยทำให้ทุกคนก็รู้สึกพอใจพอผ่านไปได้แบบไม่ต้องมีปัญหาอะไรมากมาย ไม่ต้องตอบคำถามใครให้วุ่นวาย แต่ความสบายใจในวันนี้มีราคาที่ต้องจ่ายในภายหลัง ราคานั้นคือคนเก่งที่เริ่มหมดไฟ คนปานกลางที่ไม่รู้สึกต้องพัฒนาตัวเอง และคนที่ผลงานแย่ ๆ ที่ไม่มีแรงกดดันให้พัฒนาตนเองเลย


ถ้าอยากให้ระบบทำงานจริง ต้องกล้าทำสามเรื่องนี้

เรื่องแรกคือต้องกล้าแยกแยะให้เห็นชัด ผมไม่ได้บอกว่าต้องให้คนเก่งได้เยอะแบบไม่มีขีดจำกัด แต่ความต่างระหว่างคนผลงานดีมากกับคนผลงานปานกลางต้องชัดพอที่จะรู้สึกได้จริง ถ้าคำนวณออกมาแล้วต่างกันแค่ 100 ถึง 200 บาทต่อเดือน นั่นไม่ใช่การให้รางวัลผลงานอย่างแน่นอน

เรื่องที่สองคือต้องทำให้ระบบประเมินผลงานน่าเชื่อถือก่อน เพราะถ้าพนักงานไม่เชื่อว่าคะแนนประเมินที่ได้นั้นยุติธรรม การผูกค่าตอบแทนกับคะแนนนั้นก็จะสร้างความไม่พอใจมากกว่าแรงจูงใจ การลงทุนทำให้ระบบประเมินมีความหมายจริงจึงเป็นขั้นตอนที่ขาดไม่ได้

เรื่องที่สามคือต้องเตรียมผู้จัดการให้พร้อมคุยเรื่องนี้ได้ตรงๆ เพราะการบอกพนักงานว่า “ปีนี้คุณได้น้อยกว่าเพื่อนเพราะผลงานต่างกัน” ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าผู้จัดการหลีกเลี่ยงการสนทนานี้ด้วยการบอกแค่ว่า “งบปีนี้มีแค่นี้ครับ” ระบบทั้งหมดก็ไม่มีความหมายอยู่ดี


ระบบค่าตอบแทนของคุณกำลังส่งสัญญาณอะไร

พนักงานที่ได้ขึ้นเงินเดือนสูงสุดในองค์กรนั้นโทรมาบอกผมสามเดือนหลังจากนั้นว่าเขาลาออกแล้ว ผมถามว่า “ทั้งที่ได้ขึ้นสูงสุดในรอบนี้ยังลาออกเลยเหรอครับ?” เขาหัวเราะแล้วตอบว่า “ได้สูงสุดก็จริงครับ แต่ต่างจากคนอื่นแค่ไม่กี่พันบาท มันบอกผมชัดมากว่าองค์กรนี้ไม่ได้มองว่าผมทำงานต่างจากคนอื่นจริงๆ”

“ระบบค่าตอบแทนในองค์กรของคุณกำลังบอกพนักงานว่าอะไร เพราะไม่ว่าคุณจะตั้งใจหรือไม่ มันกำลังส่งสัญญาณบางอย่างให้พวกเขาอยู่ตลอดเวลา”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

ช่องว่างระหว่างเป้าหมายและความเป็นจริงของการบริหารค่าตอบแทนในองค์กร

บทความ · Compensation & Benefits · Pay Philosophy Series

⬛ HR Insight

ช่องว่างระหว่างเป้าหมายและความเป็นจริงของการบริหารค่าตอบแทนในองค์กร

“ความจริงใจที่เจ็บปวดได้ยินยังดีกว่าคำสัญญาที่ว่างเปล่า”


องค์กรส่วนใหญ่บอกว่าจ่ายค่าตอบแทนที่ค่ากลางตลาด

แต่จากรายงาน Strategic Foundations: Compensation Philosophy and Market Positioning ของ WorldatWork ปี 2024 รวมถึงจากข้อมูล survey ของ Think People Consulting รวมทั้งข้อมูลจากการไปวางระบบบริหารค่าตอบแทนให้กับองค์กรต่าง ๆ กลับพบว่าองค์กรจำนวนมากกำหนดตัวเลขการจ่ายจริงต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ถึง 10 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ และที่น่าสนใจกว่านั้นคือหลายองค์กรรู้ว่าตัวเองต่ำกว่าตลาด แต่ก็ไม่ได้มีความตั้งใจจะปรับแต่อย่างใด

เหตุผลที่ได้ยินบ่อยมากในประสบการณ์ของผมคือ “พนักงานไม่น่าจะรู้หรอก” ผมคิดว่านั่นคือการประเมินพนักงานต่ำเกินไปครับ และมันคือต้นตอของช่องว่างที่กำลังจะพูดถึงในบทความนี้


ช่องว่างสามด้านที่ต้องรีบอุด

ช่องว่างในเรื่องค่าตอบแทนไม่ได้มีด้านเดียวครับ ผมพบว่ามันมีอยู่สามด้านที่แตกต่างกัน และแต่ละด้านก็มีผลกระทบต่างกัน

1  ช่องว่างระหว่างสิ่งที่พูดกับสิ่งที่ทำ

นี่คือด้านที่อันตรายที่สุด เพราะมันเป็นเรื่องของความน่าเชื่อถือโดยตรง องค์กรที่ประกาศว่าจ่ายแข่งขันกับตลาด แต่ในความเป็นจริงจ่ายต่ำกว่าเป้าอย่างสม่ำเสมอ กำลังสร้างสัญญาที่ปฏิบัติตามไม่ได้กับพนักงาน และเมื่อพนักงานค้นพบความจริง ซึ่งพวกเขาจะค้นพบในที่สุด ความเชื่อมั่นที่พังไปนั้นยากมากที่จะกลับคืนมา

2  ช่องว่างระหว่างนโยบายกับการสื่อสาร

รายงานของ WorldatWork พบด้วยว่าจำนวนองค์กรที่มีการเขียนปรัชญาในการจ่ายค่าตอบแทนเป็นลายลักษณ์อักษรเพิ่มขึ้น 11 เปอร์เซ็นต์ระหว่างปี 2022 ถึง 2024 ฟังดูดีครับ แต่ถ้าพนักงานไม่รู้ว่าเอกสารนั้นมีอยู่ หรือรู้แต่ไม่เข้าใจว่ามันหมายความว่าอะไรกับตัวเอง เอกสารนั้นก็มีคุณค่าไม่ต่างจากการไม่มี

3  ช่องว่างระหว่างงบประมาณกับความตั้งใจ

ผมเข้าใจดีว่าองค์กรมีข้อจำกัดด้านการเงิน และบางปีงบที่มีก็ไม่พอให้จ่ายถึงระดับที่ตั้งเป้าไว้ แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การจ่ายน้อยกว่าเป้า ปัญหาอยู่ที่การยังคงประกาศเป้าเดิมออกไปทั้งที่รู้ว่าทำไม่ได้จริง


ถ้าปล่อยไว้จะเกิดอะไรขึ้น

ผลกระทบที่เห็นได้ชัดที่สุดคือเรื่องของการรักษาคนที่มีความสามารถ คนเก่งมักเป็นคนแรกที่รู้ราคาตลาดของตัวเอง และเมื่อรู้ว่าตัวเองได้รับน้อยกว่าที่ควร การลาออกก็เป็นเรื่องของเวลาเท่านั้น

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงกว่าคือพนักงานที่ยังอยู่แต่หมดความกระตือรือร้น พวกเขาอาจไม่ลาออกเพราะกลัวความเสี่ยง หรือเพราะมีภาระที่ต้องดูแล แต่เลือกที่จะทำงานพอผ่าน ไม่ใส่ใจมากกว่าที่จำเป็น และไม่มีแรงจูงใจจะทำให้ดีกว่าเดิม

นอกจากนี้ช่องว่างด้านการสื่อสารยังกระทบความสัมพันธ์ระหว่างผู้จัดการกับทีมด้วย เมื่อผู้จัดการอธิบายไม่ได้ว่าระบบค่าตอบแทนทำงานอย่างไร หรือทำไมพนักงานถึงได้รับในระดับนี้ ความไว้วางใจก็จะค่อยๆ หายไป และบรรยากาศในทีมก็จะหนักขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีใครรู้ว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่


เริ่มอุดช่องว่างนี้ได้อย่างไร

ผมไม่คิดว่าการแก้ปัญหานี้ต้องใช้งบประมาณมหาศาลเสมอไป บางครั้งสิ่งที่พนักงานต้องการไม่ใช่แค่เงินที่มากขึ้น แต่คือความจริงใจและความชัดเจน

1  หยุดประกาศเป้าหมายที่รู้ว่าทำไม่ได้

ถ้าปีนี้งบประมาณยังไม่เอื้อให้จ่ายที่ค่ากลางตลาดได้ ก็ควรบอกตรงๆ ว่าปีนี้อยู่ที่ระดับใด และมีแผนอย่างไรที่จะขยับเข้าหาเป้าหมายในอนาคต ความจริงใจที่เจ็บปวดได้ยินยังดีกว่าคำสัญญาที่ว่างเปล่าครับ

2  ลงทุนกับการสื่อสาร ไม่ใช่แค่การมีเอกสาร

ทำให้พนักงานเข้าใจจริงๆ ว่าเงินเดือนของตัวเองอยู่ในระดับใดเทียบกับตลาด การขึ้นเงินเดือนพิจารณาจากอะไร และถ้าอยากให้ค่าตอบแทนเติบโตต้องทำอะไรบ้าง

3  เตรียมผู้จัดการให้พร้อมคุยเรื่องนี้ได้จริง

พนักงานจะถามหัวหน้าโดยตรงเสมอ ไม่ใช่ HR และถ้าหัวหน้าตอบไม่ได้หรือตอบไม่ตรง ความไม่ไว้วางใจก็จะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ


พนักงานไม่น่าจะรู้หรอก?

ในยุคที่ข้อมูลเงินเดือนในตลาดหาได้ง่ายขึ้นทุกวัน ที่พนักงานคุยกันมากขึ้น และที่กฎหมายความโปร่งใสด้านค่าจ้างกำลังขยายตัวทั่วโลก การพนันว่าพนักงานจะไม่รู้ เป็นการพนันที่เสี่ยงขึ้นทุกปี

“ถ้าวันนี้พนักงานในองค์กรของคุณรู้ความจริงเรื่องค่าตอบแทนทั้งหมด พวกเขาจะรู้สึกว่าองค์กรยังน่าเชื่อถืออยู่ไหมครับ?”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑