เมื่อ “ตำแหน่ง” ไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป ถึงเวลาที่องค์กรไทยต้องคิดใหม่เรื่อง Skills-Based Organization

บทความ · HR Management · Future of Work

⬛ HR Insight

เมื่อ “ตำแหน่ง” ไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป ถึงเวลาที่องค์กรไทยต้องคิดใหม่เรื่อง Skills-Based Organization

ก้าวแรกของ Skills-Based Organization ที่แท้จริง ไม่ใช่การเปลี่ยนระบบ แต่คือการเปลี่ยนวิธีมองคน


ลองนึกภาพนี้ดูสักครู่

คุณมีพนักงานคนหนึ่ง ตำแหน่ง “นักการตลาด” แต่เขาเขียนโค้ด Python ได้ วิเคราะห์ข้อมูลเก่ง และเคยทำ Data Dashboard ให้ทีมมาแล้วหลายครั้ง

ในขณะเดียวกัน คุณกำลังเปิดรับสมัคร “นักวิเคราะห์ข้อมูล” แล้วก็จ่ายเงินให้ Headhunter หาคนใหม่จากภายนอก

ทั้งที่คำตอบ… อยู่ตรงหน้าคุณมาตลอด

นี่คือปัญหาคลาสสิกของการบริหารแบบ “Job Title First” หรือการมองคนผ่านเลนส์ของตำแหน่งงาน แทนที่จะมองผ่านเลนส์ของทักษะที่แท้จริง

อ่านเพิ่มเติม “เมื่อ “ตำแหน่ง” ไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป ถึงเวลาที่องค์กรไทยต้องคิดใหม่เรื่อง Skills-Based Organization”

เมื่อ AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่คือการ ออกแบบงานใหม่ทั้งระบบ

บทความ · HR Management · Future of Work

⬛ HR Insight

เมื่อ AI ไม่ใช่แค่ “เครื่องมือ” แต่คือการ “ออกแบบงานใหม่” ทั้งระบบ

HR ไม่ใช่แค่คนที่ดูแลคนอีกต่อไป แต่เรากำลังกลายเป็น “สถาปนิก” ที่ต้องออกแบบโครงสร้างการทำงานใหม่ เพื่อให้ทั้งคนและเทคโนโลยีเติบโตไปพร้อมๆ กัน

อ่านเพิ่มเติม “เมื่อ AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่คือการ ออกแบบงานใหม่ทั้งระบบ”

ทำดีไปก็เท่านั้น เมื่อระบบการให้รางวัลบอกเราว่าผลงานไม่สำคัญ

บทความ · Compensation & Benefits · Performance Management

⬛ HR Insight

ทำดีไปก็เท่านั้น เมื่อระบบการให้รางวัลบอกเราว่าผลงานไม่สำคัญ

“ที่นี่ไม่มีประโยชน์ที่จะทำให้ดีกว่านี้”


ในการประชุมประจำปีขององค์กรแห่งหนึ่ง ผู้บริหารขึ้นเวทีพร้อมรอยยิ้มแล้วบอกว่า “ปีนี้เราจริงจังกับเรื่องการจ่ายตามผลงาน (Pay for Performance) มากขึ้นนะครับ คนที่ทำดีจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ”

ปรบมือดังทั่วห้อง

สองเดือนต่อมา ผลขึ้นเงินเดือนออกมา

คนผลงานดีเยี่ยมได้ขึ้น 5 เปอร์เซ็นต์

คนผลงานปานกลางได้ขึ้น 4 เปอร์เซ็นต์

คนผลงานต่ำกว่าเกณฑ์ได้ขึ้น 3 เปอร์เซ็นต์

พนักงานที่ทุ่มเทที่สุดในทีมนั่งดูตัวเลขอยู่สักครู่ แล้วก็เข้าใจแล้วว่า สิ่งที่ผู้บริหารเรียกว่า “ดูแลเป็นพิเศษ” นั้นหมายความว่าอะไร


องค์กรพูดว่าจ่ายตามผลงาน แต่กลับทำตรงข้าม

ผมพบปัญหานี้บ่อยมากครับ องค์กรส่วนใหญ่บอกว่าการจ่ายตามผลงานคือหัวใจของระบบค่าตอบแทน แต่เมื่อถึงเวลาจ่ายจริง ตัวเลขที่ออกมากลับบอกอีกเรื่องหนึ่งไปเลย แบบไม่ตรงกับที่ผู้บริหารพูดไว้เลยสักนิด

ลองนึกภาพตามนะครับ ถ้าในองค์กรของคุณมีพนักงานสามคน คนแรกทำงานเกินเป้าทุกไตรมาส ริเริ่มโปรเจกต์ใหม่ คิดสร้างสรรค์วิธีการทำงานที่ดี และเป็นคนที่ทีมพึ่งพาได้เสมอ คนที่สองทำงานได้ตามเกณฑ์ ไม่ดีไม่แย่ ทำไปวัน ๆ คนที่สามส่งงานช้า มีปัญหาด้านพฤติกรรมการทำาน และต้องตามบ่อย ๆ และมักมีข้ออ้างต่าง ๆ นานามาอธิบายเมื่อผลงานไม่ได้ตามเป้าหมาย

แล้วทั้งสามคนได้ขึ้นเงินเดือนต่างกันแค่หนึ่งถึงสองเปอร์เซ็นต์

คำถามคือ ปีหน้าคนที่ทุ่มเท จะยังทุ่มเทเหมือนเดิมไหม?


ระบบที่ถัวเฉลี่ยกำลังสอนอะไรพนักงาน

สิ่งที่ระบบค่าตอบแทนแบบถัวเฉลี่ยสอนพนักงานไม่ใช่เรื่องของความยุติธรรม แต่คือบทเรียนที่ลึกกว่านั้นมาก

มันสอนว่าการทำงานหนักเกินไปคือการเสียเวลาโดยไม่จำเป็น มันสอนว่า ทำงานตามสั่งก็พอแล้ว และการอยู่เงียบ ๆ แต่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนคือกลยุทธ์ที่ดีที่สุด และมันสอนว่าในองค์กรนี้ ผลลัพธ์ทางด้านผลงานที่แท้จริงนั้น ไม่ใช่ตัวตัดสินว่าเราจะได้รางวัลที่ดีกลับมา

ผมเคยถามพนักงานเก่งคนหนึ่งที่กำลังจะลาออกว่า “เหตุผลหลักคืออะไร?” เขาตอบสั้นๆ ว่า “ที่นี่ไม่มีประโยชน์ที่จะทำให้ดีกว่านี้ครับ”

ประโยคนั้นติดอยู่ในหัวผมมานานมาก เพราะมันไม่ใช่แค่ความรู้สึกส่วนตัว แต่มันคือบทสรุปของสิ่งที่ระบบค่าตอบแทนขององค์กรนั้นสอนเขามาตลอดหลายปีที่ทำงานกับองค์กร


ทำไมองค์กรถึงไม่กล้าแยกแยะผลงานและรางวัลให้เด็ดขาด

ผมเข้าใจว่าทำไมองค์กรส่วนใหญ่ถึงไม่กล้าแยกแยะผลตอบแทนให้ต่างกันให้มากตามผลงาน เพราะผู้บริหารรู้สึกไม่สบายใจ

การบอกว่าคนนี้ได้ 10 เปอร์เซ็นต์ในขณะที่คนนั้นได้ 1 เปอร์เซ็นต์ต้องการความกล้าที่จะอธิบาย ต้องการระบบการประเมินที่น่าเชื่อถือพอที่จะอ้างอิงได้ และต้องการผู้จัดการที่กล้าสื่อสารเรื่องนี้กับทีมอย่างตรงไปตรงมา แต่ผู้บริหารและระบบขององค์กรเรามันไม่ได้เป็นแบบนั้นไงครับ แค่ความกล้าที่ดี และถูกต้องแบบนี้ ยังไม่กล้าทำเลย แล้วจะตั้งเป้าหมายไปสู่ความยั่งยืนได้อย่างไร

สุดท้ายก็เลยทำให้ทุกคนก็รู้สึกพอใจพอผ่านไปได้แบบไม่ต้องมีปัญหาอะไรมากมาย ไม่ต้องตอบคำถามใครให้วุ่นวาย แต่ความสบายใจในวันนี้มีราคาที่ต้องจ่ายในภายหลัง ราคานั้นคือคนเก่งที่เริ่มหมดไฟ คนปานกลางที่ไม่รู้สึกต้องพัฒนาตัวเอง และคนที่ผลงานแย่ ๆ ที่ไม่มีแรงกดดันให้พัฒนาตนเองเลย


ถ้าอยากให้ระบบทำงานจริง ต้องกล้าทำสามเรื่องนี้

เรื่องแรกคือต้องกล้าแยกแยะให้เห็นชัด ผมไม่ได้บอกว่าต้องให้คนเก่งได้เยอะแบบไม่มีขีดจำกัด แต่ความต่างระหว่างคนผลงานดีมากกับคนผลงานปานกลางต้องชัดพอที่จะรู้สึกได้จริง ถ้าคำนวณออกมาแล้วต่างกันแค่ 100 ถึง 200 บาทต่อเดือน นั่นไม่ใช่การให้รางวัลผลงานอย่างแน่นอน

เรื่องที่สองคือต้องทำให้ระบบประเมินผลงานน่าเชื่อถือก่อน เพราะถ้าพนักงานไม่เชื่อว่าคะแนนประเมินที่ได้นั้นยุติธรรม การผูกค่าตอบแทนกับคะแนนนั้นก็จะสร้างความไม่พอใจมากกว่าแรงจูงใจ การลงทุนทำให้ระบบประเมินมีความหมายจริงจึงเป็นขั้นตอนที่ขาดไม่ได้

เรื่องที่สามคือต้องเตรียมผู้จัดการให้พร้อมคุยเรื่องนี้ได้ตรงๆ เพราะการบอกพนักงานว่า “ปีนี้คุณได้น้อยกว่าเพื่อนเพราะผลงานต่างกัน” ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าผู้จัดการหลีกเลี่ยงการสนทนานี้ด้วยการบอกแค่ว่า “งบปีนี้มีแค่นี้ครับ” ระบบทั้งหมดก็ไม่มีความหมายอยู่ดี


ระบบค่าตอบแทนของคุณกำลังส่งสัญญาณอะไร

พนักงานที่ได้ขึ้นเงินเดือนสูงสุดในองค์กรนั้นโทรมาบอกผมสามเดือนหลังจากนั้นว่าเขาลาออกแล้ว ผมถามว่า “ทั้งที่ได้ขึ้นสูงสุดในรอบนี้ยังลาออกเลยเหรอครับ?” เขาหัวเราะแล้วตอบว่า “ได้สูงสุดก็จริงครับ แต่ต่างจากคนอื่นแค่ไม่กี่พันบาท มันบอกผมชัดมากว่าองค์กรนี้ไม่ได้มองว่าผมทำงานต่างจากคนอื่นจริงๆ”

“ระบบค่าตอบแทนในองค์กรของคุณกำลังบอกพนักงานว่าอะไร เพราะไม่ว่าคุณจะตั้งใจหรือไม่ มันกำลังส่งสัญญาณบางอย่างให้พวกเขาอยู่ตลอดเวลา”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

⬛ PMS ไม่ใช่ยาแก้ปวดหัวเรื่องประเมินผล

PMS ไม่ใช่ยาแก้ปวดหัวเรื่องประเมินผล

ถ้าคิดว่า PMS คือทางออกของปัญหาการประเมินผล… เดี๋ยวก็วนกลับมาจุดเดิม

บทความ · HR Management · Performance Management


หลายองค์กรที่ผมได้คุยด้วย มักจะเริ่มต้นบทสนทนาด้วยประโยคแบบนี้

“อยากได้ระบบ PMS มาช่วยแก้ปัญหาการประเมินผลงานค่ะ”

ผมได้ยินแล้วก็ยิ้ม ไม่ใช่ยิ้มเยาะ แต่ยิ้มเพราะเข้าใจดีว่าทำไมถึงคิดแบบนั้น

เพราะปัญหาการประเมินผลงานในองค์กรส่วนใหญ่นั้น เจ็บปวดมาก หัวหน้าก็ไม่อยากประเมิน ลูกน้องก็ไม่อยากถูกประเมิน HR ก็ปวดหัวทุกสิ้นปีกับกระดาษและ Excel ที่วนซ้ำแบบเดิมทุกปี

เลยไม่แปลกที่พอได้ยินว่ามีสิ่งที่เรียกว่า “PMS” ก็จะรู้สึกว่า นี่แหละ! ทางออก!

แต่ถ้าคิดแบบนั้น… เดี๋ยวก็วนกลับมาจุดเดิม


อ่านเพิ่มเติม “⬛ PMS ไม่ใช่ยาแก้ปวดหัวเรื่องประเมินผล”

“บริษัทเราจ่ายตอบแทนตามผลงาน” คำพูดนี้จริงแค่ไหน

บทความ · HR Management · Pay Philosophy

⬛ Pay Philosophy Series | ตอนที่ 4

“บริษัทเราจ่ายตอบแทนตามผลงาน” คำพูดนี้จริงแค่ไหน

“การบอกว่าเราจ่ายตอบแทนตามผลงานนั้น ยังไม่พอ ต้องตอบให้ได้ว่าต่างกันแค่ไหน และมั่นใจได้อย่างไรว่าความต่างนั้นยุติธรรม”


แทบทุกองค์กรพูดว่า “เราจ่ายค่าตอบแทนตามผลงาน”

แต่ถ้าผมถามต่อว่า high performer ของคุณได้รับเงินมากกว่า average performer กี่เปอร์เซ็นต์ในปีที่ผ่านมา

อ่านเพิ่มเติม ““บริษัทเราจ่ายตอบแทนตามผลงาน” คำพูดนี้จริงแค่ไหน”

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑