การทำ Exit Interview นั้นได้ผลหรือไม่

ผมเชื่อว่าฝ่ายทรัพยากรบุคคลของเกือบทุกบริษัทนั้น จะต้องมีการทำ Exit Interview พนักงานที่ลาออกจากบริษัท เพื่อที่จะสอบถามถึงสาเหตุของการลาออก และขอความเห็นในสิ่งที่บริษัทควรปรับปรุงเพื่อให้มีการบริหารงานบุคคลที่ดีขึ้น

แต่ความเห็นดังกล่าวนั้นเป็นความเห็นที่น่าเชื่อถือหรือไม่ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฝ่ายบุคคลต้องให้ความสนใจเป็นอย่างมากทีเดียว เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้ ถ้าเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง และน่าเชื่อถือ จะทำให้เราสามารถที่จะนำข้อมูลนี้มาพัฒนาวิธีการบริหารงานบุคคล หรือแก้ไขสิ่งที่ไม่ดีที่เกิดขึ้นได้จริงๆ อ่านเพิ่มเติม “การทำ Exit Interview นั้นได้ผลหรือไม่” →

วิธีแหกกฎ Parkinson ‘s Law

เมื่อวานเขียนถึงเรื่องของ Parkinson’s Law ไว้ (สำหรับท่านที่ยังไม่ได้อ่าน ก็รบกวนให้ไปอ่านบทความเมื่อวานนี้นะครับ) มีท่านผู้อ่านเขียนอีเมล์มาหลายท่านเลยว่า เคยพบกับปัญหาเหล่านี้ และก็อยากรู้ว่าจะมีวิธีใดในการแก้ไขได้บ้าง อ่านเพิ่มเติม “วิธีแหกกฎ Parkinson ‘s Law” →

Parkinson’s Law กฎที่ไม่มีวันตาย

ผมเชื่อว่าทุกท่านที่เรียนการบริหารจัดการมา น่าจะเคยผ่านหูผ่านตามาบ้าง เกี่ยวกับเรื่องของ Parkinson’s Law นะครับ สำหรับท่านที่ยังไม่เคยรู้ว่ามันคืออะไร ก็ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังใหม่

Parkinson’s Law นั้นคนคิดก็ชื่อเดียวกันกับชื่อของกฎนี่แหละครับ ก็คือ Prof. Cyril Northcote Parkinson โดยกฎที่ท่านได้วิจัยขึ้น และเป็นกฎที่เป็นจริงเสมอ และมีชื่อเสียงโด่งดังมากนั้นก็คือ
Work expands so as to fill the time available for its completion.

ซึ่งแปลเป็นไทยอย่างเข้าใจง่ายๆ ว่า งานจะขยายเวลาออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงกำหนดเสร็จ ไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านคิดว่าจริงหรือไม่ครับ

ผมประสบเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้มากับตัวเองด้วย และจากเพื่อนร่วมงาน ลูกค้า ฯลฯ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ งานจะเสร็จเรียบร้อยเอาตอนวินาทีสุดท้ายที่จะต้องส่งงาน บางครั้งมีเวลาเยอะแยะก่อนหน้านี้ แต่ก็ไม่ทำบ้าง หรือมัวแต่ไปทำอย่างอื่นบ้าง จนกระทั่งใกล้ๆ เวลาที่จะต้องส่งงาน จึงจะเริ่มลงมือทำ พอเริ่มลงมือทำ ก็จะพบกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากมายจนบางครั้งทำให้จำเป็นต้องค้างคืนกันในบริษัทเลยทีเดียว

มีอยู่เหตุการณ์หนึ่ง ที่ผมพบจากบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งจะต้องส่งข้อเสนอในการทำงานเพื่อให้ลูกค้าพิจารณา โดยในช่วงแรกนั้นลูกค้าเขากำหนดว่าจะต้องส่งภายในวันพฤหัสบดี พนักงานรู้ล่วงหน้าเป็นเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ในช่วงแรกก็ไม่มีการทำอะไรกัน การวางแผนพูดคุยกันว่าจะทำงานกันอย่างไร จะเสนองานกันอย่างไร ก็เริ่มมาคุยกันในวันอังคาร กว่าจะรวบรวมข้อมูล กว่าจะจัดพิมพ์ พอถึงวันพุธ ก่อนวันส่งงานหนึ่งว้น ทีมงานก็เริ่มเครียดว่าจะส่งได้ทันหรือไม่ ต่างก็พยายามเร่งงานสุดตัวเลย

แต่ก็มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ลูกค้าโทรมาบอกว่า ให้ยืดเวลาส่งงานออกไปได้ ก็คือจากวันพฤหัสบดี ก็เลื่อนออกไปส่งในวันจันทร์ได้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือ แทนที่จะรีบทำงานนั้นให้เสร็จซะตั้งแต่วันพฤหัสบดี ทีมงานกลับดีใจ และเลิกทำงานนั้นทันที โดยยืดเวลาออกไปเรื่อยๆ สบายๆ กันไปเรื่อยๆ พอถึงวันอาทิตย์ก็เริ่มเครียดกันอีกแล้วว่าจะส่งทันหรือไม่ คราวนี้ก็เลยต้องลงทุนนอนกันในบริษัท ทำงานกันข้ามคืนเลยทีเดียว เพื่อให้รายงานเสร็จทันส่งในวันจันทร์

ไม่ทราบว่าท่านเคยมีประสบการณ์คล้ายๆ แบบนี้หรือไม่ครับ ผมเชื่อว่าทุกคนเคยเจอกับเหตุการณ์แบบนี้แน่นอน ไม่ว่ากับตัวเอง หรือกับเพื่อนร่วมงานก็ตาม ถามว่าแล้วทำไมไม่แก้ไขกัน ผมเชื่อว่านี่คืออุปนิสัยของมนุษย์เราโดยปกติครับ มักจะยืดเวลาในการทำงานออกไป ถ้าไม่ใกล้กำหนดเส้นตายก็จะยังไม่ยอมทำกัน

เหมือนกับว่าเป็นนิสัยที่ชอบผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ ถ้าไม่ใกล้วันส่งก็ไม่ทำ รอให้ใกล้ๆ ก่อนแล้วค่อยลงมือ ทั้งๆ ที่บางครั้งก็นั่งว่างๆ กัน เล่นกัน ฟังเพลงกัน พอใกล้ส่งก็มาตาลีตาเหลือกทำงานกัน ผลก็คือความผิดพลาดครับ แน่นอนงานรีบๆ ย่อมมีผิดพลาด พอเห็นว่าพลาด ก็ต้องแก้ พอต้องแก้ ก็ต้องใช้เวลามากขึ้น ใช้เวลามากขึ้นก็รนลานกันมากขึ้น ก็ยิ่งผิดมากขึ้นไปอีก

สิ่งนี้ก็เลยเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเราที่ชอบวางแผนกันแล้ว ทำไม่ได้ตามแผนที่วางไว้ เพราะไม่ยอมทำตามแผนปฏิบัติการที่กำหนดไว้น่ะสิครับ ลองคิดดูนะครับ ถ้าเราเดินงานตามแผน โดยเพิ่มวินัยในตนเองเข้าไปอีกหน่อย ทำงานโดยกำหนดว่าจะต้องเสร็จก่อนวันส่งล่วงหน้า 1 วัน เพื่อจะได้มีเวลาในการตรวจสอบความเรียบร้อยเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดขึ้น จะดีกว่าหรือไม่ครับ

แต่ก็อย่างว่าครับ คนเราปกติมักจะรักความสบายตรงหน้าไว้ก่อน แล้วไปลำบากทีหลัง แทนที่จะยอมลำบากกันก่อน เพื่อให้เกิดความสบายในภายหลัง

แล้วสิ่งที่ผมมักจะได้ยินบ่อยๆ จากคนกลุ่มนี้ก็คือ “งานผมยุ่งมากเลย แทบจะไม่มีเวลาทำอย่างอื่น” ทั้งๆ ที่เราเองก็เห็นว่าเขามีเวลา แต่เขาไม่ทำ มักจะมาทำงานกันเอาวินาทีสุดท้าย แล้วก็มาบ่นว่า ยุ่งมาก ไม่มีเวลาเลย ตอนนี้หัวหมุนไปหมดแล้ว ฯลฯ

ท่านผู้อ่านล่ะครับ เคยเป็น หรือเคยประสบกับ Parkinson’s Law บ้างหรือเปล่าครับ

บริหารงานบุคคลด้วยสมองซีกขวา

หลายท่านคงทราบดีว่าสมองคนเรานั้นแบ่งออกเป็น 2 ซีก โดยมีหน้าที่แตกต่างกันออกไป ซีกซ้ายก็เน้นไปในเรื่องของตรรกะ ตัวเลข เหตุผล ส่วนซีกขวาก็จะไปในทางด้านศิลปะ ดนตรี ความรู้สึก และอารมณ์ นักวิชาการทางด้านสมองต่างก็พยายามให้คนเรานั้นใช้สมองทั้งสองซีกให้สมดุลกัน เพื่อความสมดุลแห่งชีวิต

ใครที่ทำงานโดยใช้สมองซีกซ้ายเยอะๆ ก็ต้องหัดใช้สมองซีกขวาบ้าง ซึ่งก็คือ การฟังเพลง เล่นดนตรี และปล่อยอารมณ์ให้ไปตามเสียงเพลงนั้นๆ

ในแง่ของการบริหารงานบุคคลก็เช่นกัน เราควรจะเริ่มหันมาใช้สมองซีกขวาในการบริหารงานบุคคลกันบ้างจะดีมั้ยครับ อ่านเพิ่มเติม “บริหารงานบุคคลด้วยสมองซีกขวา” →

การดูแลรักษาพนักงานที่เป็น Star

จากงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ทำขึ้นในแนวทางของ Pareto ที่บอกว่า พนักงานที่มีฝีมือดีเยี่ยมของบริษัทเพียง 20% จะสามารถสร้างผลงานของบริษัทได้ถึง 80% แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าองค์กรของเรามีพนักงานส่วนใหญ่ฝีมือแบบกลางๆ หรือค่อนไปทางแย่ ผลก็จะออกมาตรงกันข้ามเลย ก็คือ พนักงาน 80% สร้างผลงานให้กับองค์กรเพียง 20% เท่านั้น ซึ่งถ้าเป็นแบบหลังแล้วล่ะก็ ในระยะยาวธุรกิจของเราก็คงเริ่มถอยหลังเข้าคลองไปเรื่อยๆ อ่านเพิ่มเติม “การดูแลรักษาพนักงานที่เป็น Star” →

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑