2025 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง และบทพิสูจน์ที่ว่า เทคโนโลยีอาจจะนำ แต่คนยังเป็นคำตอบ

เผลอแป๊บเดียวเราเดินทางผ่านปี 2025 มาจนเกือบจะจบปีแล้วนะครับ ปีนี้สำหรับท่านผู้อ่านเป็นอย่างไรบ้างครับ? เป็นปีที่ราบรื่น หรือเป็นปีที่ต้อง “ปรับตัว” กันแบบหายใจไม่ทั่วท้อง?

เมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้อ่านข้อมูลที่น่าสนใจมากจาก Harvard Business Review (HBR) ที่ได้ทำการสอบถามคนทำงานทั่วโลกผ่านโซเชียลมีเดียด้วยคำถามง่ายๆ ว่า “ปีนี้งานของคุณเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง?”

คำตอบที่ได้จากคนทำงานกว่าร้อยคน สะท้อนภาพความเป็นจริงที่น่าสนใจ และผมคิดว่าเป็นบทเรียนที่ผู้นำและชาว HR บ้านเราควรต้องตระหนักไว้ให้ดีครับ ผมสรุปออกมาเป็น 3 ประเด็นใหญ่ๆ ที่อยากชวนคุยกันวันนี้ครับ

1. AI มาแรง แต่ผลลัพธ์ “ไม่เท่ากัน”

ปีนี้คงหนีไม่พ้นเรื่อง AI ครับ เกือบ 1 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสอบถามพูดถึงเรื่องนี้ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ มันไม่ใช่แค่เรื่องที่ว่า AI ดีหรือไม่ดี แต่มันลึกซึ้งกว่านั้น

หลายคนยอมรับว่า AI ช่วยปลดล็อกงานบางอย่าง ช่วยให้ทำงานที่เคยทำไม่ได้ให้ทำได้ หรือช่วยงานซ้ำ ๆ เดิม ๆ ได้ดีมาก แต่… AI ไม่ใช่ยาวิเศษครับ

มีประโยคหนึ่งที่ผมชอบมาก และอยากขีดเส้นใต้หนาๆ ไว้เลยคือ “การเอา AI เข้าไปใส่ในระบบงานที่มันพังอยู่แล้ว ก็เหมือนกับการติดไฟฟ้าเข้าไปในโรงงานที่ใช้เครื่องจักรไอน้ำ”

ผลลัพธ์คืออะไรครับ? โรงงานมันสว่างขึ้นครับ แต่มันไม่ได้ทำให้เครื่องจักรเดินเร็วขึ้นเลย

หลายองค์กรที่รู้สึกว่าล้มเหลวกับการใช้ AI (Gen AI) ไม่ใช่เพราะเทคโนโลยีมันไม่ฉลาดนะครับ แต่เป็นเพราะเราพยายามเอา AI ไป Automate ความยุ่งเหยิง (Chaos) แทนที่จะจัดระเบียบกระบวนการทำงาน (Workflow) ให้ดีเสียก่อน

ดังนั้น บทเรียนแรกคือ “อย่ารีบใช้ AI จนลืมจัดการบ้านของตัวเองให้เรียบร้อย” ครับ

2. ยิ่งเทคโนโลยีเร็ว ใจคน ยิ่งสำคัญ

ประเด็นที่สองที่คนทำงานสะท้อนออกมาคือ ความยากของงานปีนี้ ไม่ได้ยากที่เนื้องานครับ แต่ยากเพราะ “พื้นดินที่อยู่ใต้เท้ามันสั่นไหวตลอดเวลา รู้สึกไม่มั่นคง”

ความกดดันสูงขึ้น ข้อมูลล้นเกิน และความคาดหวังที่ต้องเร็วขึ้น ทำให้ “ความปลอดภัยทางจิตใจ” (Psychological Safety) ในที่ทำงานลดลงอย่างน่าใจหาย

นี่คือจุดวัดใจของคนเป็น “ผู้นำ” เลยครับ

ในยุคที่ทุกอย่างหมุนเร็ว ผู้นำไม่ใช่แค่คนที่คอยชี้ทิศทางอีกต่อไป แต่ต้องทำหน้าที่เป็น “พื้นที่ที่มั่นคง” (Anchor) ให้กับทีมงาน

มีคำกล่าวที่คมคายมากจากผลสำรวจนี้คือ “Leadership is the feeling you leave in the room” หรือ “ภาวะผู้นำ คือความรู้สึกที่คุณทิ้งไว้ในห้องหลังจากที่คุณเดินจากไป”

เมื่อท่านเดินออกจากห้องประชุม ลูกน้องรู้สึก “ฮึกเหิมและชัดเจน” หรือรู้สึก “สับสนและหวาดกลัว” กันแน่

องค์กรที่ไปต่อได้ในปีนี้ คือองค์กรที่ผู้นำสร้าง ความชัดเจน (Clarity) และ ความสงบ (Calm) ครับ เพราะความนิ่งของผู้นำ คือจุดเริ่มต้นของปัญญาในการแก้ปัญหาของทีมงาน

3. ความมั่นคงแบบเดิม ไม่มีอยู่จริง

ประเด็นสุดท้ายคือความปั่นป่วนเชิงโครงสร้างครับ ทั้งข่าวการ Layoff, การถูกเรียกกลับเข้าออฟฟิศ (RTO), งบประมาณที่ถูกตัด หรือการเปลี่ยนสายงาน (Career Pivot)

สิ่งเหล่านี้บอกเราว่า เส้นทางอาชีพไม่ใช่เส้นตรงอีกต่อไป

บางคนลาออกจากองค์กรใหญ่ไป Startup แล้วไปไม่รอด แต่บางคนกลับจากภาคธุรกิจไปทำ NGO แล้วมีความสุขกว่าเดิม เรื่องราวเหล่านี้สอนให้เรารู้ว่า “ความสามารถในการปรับตัว” (Adaptability) และการเรียนรู้สิ่งใหม่ สำคัญพอๆ กับทักษะการทำงานครับ

ปี 2025 สอนให้เรารู้ว่า ความมั่นคงไม่ได้อยู่ที่ชื่อบริษัท แต่อยู่ที่ทักษะและทัศนคติของเราเองครับ

บทสรุปส่งท้าย

จากข้อมูลทั้งหมดนี้ ผมมองเห็นภาพใหญ่ภาพหนึ่งครับ

แม้ว่าปี 2025 จะเป็นปีแห่ง AI และเทคโนโลยี แต่ปัจจัยที่จะตัดสินผลแพ้ชนะจริงๆ กลับเป็นเรื่องของ “คน” ครับ

เทคโนโลยีอาจจะวิ่งไปไกลกว่าความพร้อมของคน แต่ผู้นำที่ใส่ใจ ดูแลความรู้สึก และสร้างความชัดเจน จะเป็นคนที่พาองค์กรฝ่าคลื่นลมไปได้

อนาคตของการทำงาน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรามีเครื่องมือที่ทันสมัยที่สุดไหม แต่อยู่ที่ว่า เรามีผู้นำที่คิดได้ชัด นำได้ดี และเชื่อมโยงใจคนได้หรือเปล่า

ลองกลับมาสำรวจองค์กรและทีมงานของเราดูนะครับว่า วันนี้เรามัวแต่วิ่งตาม AI จนลืมดูแลใจคนทำงานหรือเปล่า?

สวัสดีปีใหม่ และขอให้มีความสุขกับการทำงานในปีใหม่นี้ครับ

AI กำลังเปลี่ยนบทบาทของผู้บริหารอย่างไรบ้าง

เมื่อ Generative AI (Gen AI) เข้ามาในที่ทำงาน สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ใช่แค่ “งานที่ทำได้เร็วขึ้น” เท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนโครงสร้างและบทบาทของการจัดการในองค์กร โดยเฉพาะ ในบทบาทของผู้บริหาร มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ลองมาดูกันครับ (อ้างอิงจากบทความเรื่อง How AI Is Redefining Managerial Roles จาก Harvard Business Review)

อ่านเพิ่มเติม “AI กำลังเปลี่ยนบทบาทของผู้บริหารอย่างไรบ้าง”

เมื่อ AI ทำงานแทนได้เก่ง แต่คนเริ่มหมดไฟ บทเรียนสำคัญสำหรับ HR ยุคใหม่

ในวันที่องค์กรต่างเร่งนำ Generative AI (Gen AI) มาเสริมกระบวนการทำงาน เรากำลังเจอปรากฏการณ์ใหม่ที่น่าคิด คือประสิทธิภาพในการทำงานดีขึ้น แต่แรงจูงใจของคนทำงานกลับลดลง จริงหรือไม่ มาดูที่งานวิจัยนี้กัน

อ่านเพิ่มเติม “เมื่อ AI ทำงานแทนได้เก่ง แต่คนเริ่มหมดไฟ บทเรียนสำคัญสำหรับ HR ยุคใหม่”

การนำ AI มาใช้ในการทำงาน ก้าวสู่อนาคตด้วยความคิดสร้างสรรค์

ในยุคที่เทคโนโลยีปฏิวัติทุกภาคส่วนของชีวิตประจำวัน “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ AI ได้กลายเป็นเครื่องมือที่ไม่ได้เพียงช่วยลดงานซ้ำซ้อนหรือเพิ่มประสิทธิภาพในที่ทำงานเท่านั้น แต่ยังเป็นประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ที่ไม่มีขอบเขตของความคิด การนำ AI มาใช้ไม่ใช่เพียงแค่การปรับตัว แต่คือการสร้างความได้เปรียบทางความคิดสร้างสรรค์ในยุค AI-First 

อ่านเพิ่มเติม “การนำ AI มาใช้ในการทำงาน ก้าวสู่อนาคตด้วยความคิดสร้างสรรค์”

ทำไมพนักงานถึงต่อต้านการนำ AI มาใช้ในการทำงาน

ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ได้รับการยอมรับว่าเป็นเทคโนโลยีที่ทรงพลังซึ่งสามารถปฏิวัติวิธีการทำงานและการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบัน ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก การแพทย์ ไปจนถึงการสนับสนุนการตัดสินใจในองค์กร อย่างไรก็ตาม แม้ AI จะมีบทบาทสำคัญและได้รับการพัฒนาอย่างก้าวหน้า แต่การนำ AI ไปใช้งานกลับเผชิญกับความลังเลและการต่อต้านจากพนักงานในบางกลุ่มเช่นกัน ความท้าทายนี้ไม่ได้มาจากข้อจำกัดทางเทคนิคของ AI แต่เกี่ยวข้องกับปัจจัยทางจิตวิทยา วัฒนธรรม และความเชื่อของผู้ใช้งานโดยตรง

อ่านเพิ่มเติม “ทำไมพนักงานถึงต่อต้านการนำ AI มาใช้ในการทำงาน”

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑