จ่ายแข่งกับตลาด แข่งที่ตรงไหนกันแน่ เงินเดือนมูลฐาน หรือผลตอบแทนรวม

บทความ · HR Management · โครงสร้างเงินเดือน

⬛ HR Insight

จ่ายแข่งกับตลาด แข่งที่ตรงไหนกันแน่ เงินเดือนมูลฐาน หรือผลตอบแทนรวม

“เงินเดือนมูลฐานสูง ไม่ได้แปลว่าเราจ่ายแข่งกับตลาดได้เสมอไป”


ผู้สมัครคนหนึ่งได้ข้อเสนองานจากสองบริษัทพร้อมกัน บริษัทแรกเสนอเงินเดือนมูลฐานสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด เขาเกือบตอบรับทันที จนตั้งใจนั่งบวกตัวเลขทั้งปีของอีกบริษัทดูก่อน ทั้งโบนัสที่การันตีอย่างต่ำสี่เดือน ค่าวิชาชีพที่จ่ายทุกเดือน และเงินที่บริษัทสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พอรวมทั้งปีแล้ว บริษัทที่เงินเดือนมูลฐานน้อยกว่า กลับเป็นฝ่ายที่เขาได้เงินเข้ากระเป๋ามากกว่า

หลายองค์กรแข่งดึงคนกันที่ตัวเลขเงินเดือนมูลฐานอย่างเดียว เพราะเป็นตัวเลขแรกที่ทุกคนหยิบมาเทียบ แต่จริง ๆ แล้วการแข่งขันด้านการบริหารค่าตอบแทนนั้น ต้องมองให้ลึกลงไปกว่านั้น คือผลตอบแทนทั้งก้อนที่พนักงานได้รับตลอดทั้งปี


เงินเดือนมูลฐานที่เห็น กับผลตอบแทนรวมที่ได้จริง

เงินเดือนมูลฐานเป็นตัวเลขที่เทียบง่ายที่สุด เขียนอยู่บนใบเสนองาน พูดถึงในห้องสัมภาษณ์ ใครก็เอาไปเทียบกันได้ทันที แต่มันเป็นแค่ชั้นเดียวของสิ่งที่พนักงานได้รับจริงตลอดทั้งปี ข้อเสนอสองที่ที่เงินเดือนมูลฐานเท่ากัน พอบวกโบนัส เงินประจำ และสวัสดิการเข้าไป มูลค่าจริงอาจห่างกันมาก

เงินเดือนมูลฐานจึงเป็นแค่ตัวเลขในส่วนแรกที่พนักงานเห็นก่อนเป็นด่านแรก ส่วนผลตอบแทนรวมคือมูลค่าจริงที่พนักงานได้ติดมือกลับบ้านตลอดทั้งปี คนที่ดูแค่เงินเดือนมูลฐาน อาจจะตัดสินใจผิดได้

ค่าตอบแทนไม่ได้มีแค่เงินเดือนมูลฐาน

เวลาพูดว่าจ่ายเท่าไหร่ ต้องรู้ก่อนว่ากำลังพูดถึงชั้นไหน เพราะค่าตอบแทนมีหลายชั้นซ้อนกันอยู่

ชั้นในสุดคือเงินเดือนมูลฐาน เงินเดือนพื้นฐานที่จ่ายเท่ากันทุกเดือนอย่างแน่นอน ไม่ขึ้นกับผลงานรายเดือน และเป็นฐานที่ค่าตอบแทนเกือบทุกอย่างคิดต่อยอดขึ้นไป

ชั้นถัดมาคือค่าจ้างรวม ที่เอาเงินเดือนมูลฐานบวกกับเงินที่จ่ายประจำทุกเดือนเป็นเงินสดแน่นอน เช่น ค่าตำแหน่งสำหรับตำแหน่งบริหาร หรือค่าวิชาชีพสำหรับสายงานที่ต้องมีใบอนุญาตหรือความเชี่ยวชาญเฉพาะ เงินกลุ่มนี้การันตีพอ ๆ กับเงินเดือน ต่างกันแค่แยกออกมาเป็นอีกรายการ

ชั้นนอกสุดคือผลตอบแทนรวม ที่เอาค่าจ้างรวมบวกกับส่วนที่แปรผันและสวัสดิการเข้าไปด้วย เช่น โบนัสตามผลงานที่จ่ายปีละครั้งตามผลประกอบการและผลงานรายบุคคล เงินจูงใจพิเศษ และมูลค่าของสวัสดิการอย่างประกันสุขภาพหรือเงินที่บริษัทสมทบเข้ากองทุน เงินกลุ่มนี้ไม่ได้การันตีเท่าสองชั้นแรก แต่เป็นตัวหลักที่องค์กรใช้จูงใจผลงานและดึงดูดคนเก่ง

แต่ละชั้นตอบคนละคำถาม เงินเดือนมูลฐานบอกว่าจ่ายประจำขั้นพื้นฐานเท่าไหร่ ผลตอบแทนรวมบอกว่าพนักงานได้จริงทั้งปีเท่าไหร่ เวลาเทียบกับตลาด ถ้าหยิบผิดชั้น ภาพที่ได้ก็ผิดไปด้วย

ถ้าเลือกแข่งที่เงินเดือนมูลฐาน

การแข่งที่เงินเดือนมูลฐานมีข้อดีชัดเจน คือง่ายและตรงไปตรงมา เทียบกับตลาดได้ทันที พนักงานรู้สึกได้เต็ม ๆ เพราะเป็นเงินสดที่เข้าบัญชีทุกเดือนอย่างแน่นอน ไม่ต้องรอผลงานหรือลุ้นปลายปี ความมั่นคงตรงนี้มีค่าในสายตาพนักงานเสมอ

แต่ข้อเสียอยู่ที่ต้นทุนระยะยาว เพราะเกือบทุกอย่างคิดต่อยอดจากเงินเดือนมูลฐาน การขึ้นเงินเดือนประจำปีคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของฐาน โอที เงินสมทบกองทุน เงินชดเชยตอนออก ล้วนโตตามฐานทั้งหมด พอดันเงินเดือนมูลฐานขึ้นสูงเพื่อเอาชนะวันนี้ องค์กรก็แบกต้นทุนก้อนนั้นต่อไปทุกปี และมันทบขึ้นเรื่อย ๆ

ถ้าเลือกแข่งที่ผลตอบแทนรวม

การแข่งที่ผลตอบแทนรวมให้ความยืดหยุ่นมากกว่า องค์กรจ่ายสู้ตลาดได้โดยไม่ต้องดันเงินเดือนมูลฐานให้บวม ส่วนที่เพิ่มเข้าไปเป็นโบนัสหรือเงินจูงใจตามผลงาน ปรับได้ทุกปีตามผลประกอบการ ควบคุมภาระระยะยาวได้ดีกว่า และยังใช้ส่วนนี้ผูกกับผลงานเพื่อจูงใจได้ด้วย

ข้อเสียคือเทียบยากกว่าและอธิบายยากกว่า พนักงานหลายคนให้ค่ากับเงินสดที่แน่นอนในมือมากกว่าส่วนที่ต้องรอหรือไม่แน่นอน โบนัสสี่เดือนที่การันตีกับโบนัสสี่เดือนที่ขึ้นกับผลงาน มีน้ำหนักในใจไม่เท่ากัน ถ้าปีไหนผลประกอบการไม่ดีแล้วโบนัสหด คำว่าจ่ายสู้ตลาดที่เคยพูดไว้ก็กลายเป็นคำที่รักษาไม่ได้

เทียบตลาดให้ถูกชั้น

พอรู้ว่าค่าตอบแทนมีหลายชั้น หลักการเทียบกับตลาดก็ชัดขึ้น คือเทียบชั้นเดียวกัน เงินเดือนมูลฐานเทียบกับเงินเดือนมูลฐาน ผลตอบแทนรวมเทียบกับผลตอบแทนรวม อย่าเอาเงินเดือนมูลฐานของเราไปเทียบกับผลตอบแทนรวมของคู่แข่ง เพราะจะเห็นภาพว่าเราสู้ไม่ได้ทั้งที่จริงอาจสูสี หรือกลับกัน คิดว่าเรานำอยู่ทั้งที่ตามหลัง

อีกเรื่องคือเลือกชั้นที่ตลาดของตำแหน่งนั้นแข่งกันจริง งานขายที่มีคอมมิชชั่นเป็นก้อนใหญ่ ตลาดแข่งกันที่ผลตอบแทนรวม การไปแข่งที่เงินเดือนมูลฐานอย่างเดียวจึงไม่ตรงจุด ส่วนบางสายวิชาชีพ ตลาดดูกันที่ค่าจ้างรวมที่รวมค่าวิชาชีพประจำเข้าไปแล้ว ตรงนี้ผลสำรวจค่าจ้างช่วยได้ เพราะรายงานแยกให้เห็นทั้งเงินเดือนมูลฐาน ค่าจ้างรวม และผลตอบแทนรวม ในแต่ละเปอร์เซ็นไทล์ เลือกอ่านให้ตรงชั้นที่เราแข่ง


แข่งให้ตรงจุด แล้วอธิบายส่วนผสมให้ได้

คำถามที่ต้องตอบให้ได้จึงมีสองชั้น ชั้นแรกคือองค์กรเลือกแข่งด้วยอะไร เงินเดือนมูลฐาน ค่าจ้างรวม หรือผลตอบแทนรวม ชั้นที่สองคือส่วนผสมที่เลือกนั้นชนะใจคนที่เราอยากได้และอยากรักษาไว้จริงหรือเปล่า ส่วนผสมที่แข่งตรงชั้นและอธิบายที่มาได้ ชนะการดันเงินเดือนมูลฐานให้สูงลิ่วโดยไม่ได้คิดว่าตลาดเขาแข่งกันตรงไหน

“ลองหยิบข้อเสนอที่องค์กรท่านให้พนักงานคนล่าสุดมาดู แล้วแยกว่าจริง ๆ แล้วเราแข่งด้วยชั้นไหน ชั้นนั้นตรงกับที่ตลาดของตำแหน่งนั้นแข่งกันไหม หรือเรากำลังจ่ายเงินเดือนมูลฐานสูงเกินตัวเพื่อเอาชนะ ทั้งที่คนที่เราอยากได้ เขาดูกันที่ผลตอบแทนรวมทั้งปี”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

นิทานสอนใจ ปราสาททรายในทะเลทราย

บทความ · Mindfulness · นิทานสอนใจ

⬛ นิทานสอนใจ

ปราสาททรายในทะเลทราย

“ความสำเร็จที่ยากที่สุด คือการใช้ชีวิตธรรมดาในแต่ละวันให้ดี”


คนจำนวนมากใช้ทั้งชีวิตวิ่งไล่ตามความสำเร็จ จนลืมถามตัวเองว่า “แท้จริงแล้ว เรากำลังวิ่งไปหาอะไร”

แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราอาจค้นพบว่า ความสำเร็จที่แท้จริง อาจเป็นเพียงการได้ใช้ชีวิตธรรมดาในแต่ละวันอย่างดีงามเท่านั้น


กาลครั้งหนึ่ง มีชายหนุ่มผู้ทะเยอทะยานคนหนึ่งเดินทางไปหาปรมาจารย์เซน

เขากล่าวด้วยแววตาแน่วแน่ว่า

“ข้าอยากประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่

อยากให้ผู้คนจดจำชื่อของข้าไปอีกนาน”

ปรมาจารย์ไม่ตอบ เพียงพาเขาเดินผ่านทะเลทรายอันเวิ้งว้าง

กลางทะเลทรายนั้น มีซากรูปปั้นขนาดมหึมาตั้งเอียงอยู่ เหลือเพียงฐานหินแตกร้าวกับข้อความเลือนรางว่า

“จงมองผลงานของข้า และยอมสยบ”

ชายหนุ่มอ่านแล้วถาม

“ผู้สร้างรูปปั้นนี้คงเคยยิ่งใหญ่มาก”

อาจารย์พยักหน้า

“แต่ตอนนี้ ไม่มีใครจำได้แล้วด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร”

ลมทะเลทรายพัดผ่านซากหินเงียบๆ

ชายหนุ่มนิ่งไปครู่ใหญ่ ก่อนถามอีกครั้ง

“ถ้าเช่นนั้น ความสำเร็จทั้งหมดก็ไร้ความหมายหรือ?”

อาจารย์ยิ้มบางๆ แล้วชี้ไปยังชายชราคนหนึ่งใต้ต้นไม้ไกลๆ

ชายชราคนนั้นกำลังต้มน้ำชา ให้อาหารสุนัขแก่ และหัวเราะเบาๆ กับหลานตัวน้อยของเขา

“ชายผู้นั้นไม่เคยสร้างอาณาจักร

ไม่มีผู้คนกล่าวขานชื่อของเขา

แต่ทุกเช้า เขาตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตอย่างสงบ

ดูแลคนที่รัก

กินข้าวเมื่อหิว

พักเมื่อเหนื่อย

และหลับลงโดยไม่เกลียดตัวเอง”

อาจารย์หันมามองชายหนุ่ม ก่อนกล่าวช้าๆ ว่า

“มนุษย์จำนวนมากอยากสร้างสิ่งยิ่งใหญ่

จนลืมไปว่า

ความสำเร็จที่ยากที่สุด

คือการใช้ชีวิตธรรมดาในแต่ละวันให้ดี”


ข้อคิด

ชื่อเสียง อำนาจ และความสำเร็จใหญ่โต อาจเลือนหายไปตามกาลเวลา

แต่การได้ใช้ชีวิตอย่างดีในแต่ละวัน
ได้รัก ได้หัวเราะ ได้ดูแลหัวใจของตนเองและคนรอบข้าง

“นั่นอาจเป็น ‘ความสำเร็จ’ ที่แท้จริงที่สุดของมนุษย์แล้ว”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

สิ่งที่หายไป อาจเป็นตำแหน่ง แต่ไม่ใช่คุณค่าในตัวเรา

บทความ · ข้อคิดคนทำงาน · ชีวิตการทำงาน

⬛ HR Insight

สิ่งที่หายไป อาจเป็นตำแหน่ง แต่ไม่ใช่คุณค่าในตัวเรา


เมื่อไม่นานมานี้ เพื่อนคนหนึ่งของผมถูก lay-off
เขาเล่าให้ผมและเพื่อนในกลุ่มฟัง ด้วยน้ำตา
เขาทำงานกับบริษัทนี้มานานกว่า 15 ปี ผ่านทั้งช่วงบริษัทโต
ช่วงบริษัทลำบาก ช่วงงานหนัก
ช่วงเปลี่ยนผู้บริหาร ช่วงปรับโครงสร้าง
ช่วงที่ใคร ๆ ก็พูดว่า “ต้องช่วยกันหน่อยนะ”
เขาก็ช่วยมาตลอด

ทำงานดีมาก รับผิดชอบสูง
ทุ่มเทให้กับงานมาก (เพื่อน ๆ รับรู้กันมาตลอด)
แก้ปัญหายาก ๆ มาก็เยอะ สร้างผลงานให้บริษัทมาก็ไม่น้อย

แต่วันหนึ่ง บริษัทเรียกเข้าไปคุย
แล้วบอกว่า ตำแหน่งของเขาไม่อยู่ในโครงสร้างใหม่อีกต่อไป
แค่นั้นเองครับ ชีวิตการทำงาน 15 ปี ถูกสรุปและตัดจบในไม่กี่ประโยค
พร้อมเอกสารชุดหนึ่ง บวกซอง กับคำว่า “ขอบคุณสำหรับที่ผ่านมา”

เขาเล่าให้ฟังว่า เขารู้สึกเสียใจมาก
ไม่ใช่แค่เสียใจเพราะตกงาน แต่เสียใจเพราะรู้สึกว่า
“ที่ผ่านมา บริษัทไม่เห็นคุณค่าของเราเลยหรือ”
“เราทำมาขนาดนี้ สุดท้ายก็เป็นแค่หนึ่งในรายชื่อที่ถูกคัดออกใช่ไหม”

ผมฟังแล้วก็เข้าใจเขานะครับ
คนเราทำงานที่ไหนนาน ๆ มันไม่ได้เป็นแค่งาน
มันมีความผูกพัน มีความทรงจำ มีความภาคภูมิใจ
มีวันที่เหนื่อยแต่ก็ยังสู้
มีบางช่วงที่เราเอาชีวิตส่วนตัวไปแลกกับงานด้วยซ้ำ

พอวันหนึ่งองค์กรบอกว่า “ไม่ต้องไปต่อแล้ว”
มันจึงทำให้เรารู้สึกแย่มาก มันเหมือนถูกบอกว่า
สิ่งที่เราเคยคิดว่ามั่นคง จริง ๆ แล้วไม่ได้มั่นคงอย่างที่คิด


อ้างถึงปรัชญาวาบิซาบิของญี่ปุ่น พูดถึงเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจครับ
เขาบอกว่า ทุกสิ่งล้วนไม่จีรัง
แม้แต่ก้อนหินที่ก่อตัวเป็นภูเขามานับล้านปี สักวันหนึ่งก็ยังผุกร่อน
แตกสลาย และเปลี่ยนรูปไป
แล้วนับประสาอะไรกับตำแหน่งงาน บริษัท ความสำเร็จ
ความสัมพันธ์ หรือสิ่งที่เราเคยคิดว่า “น่าจะอยู่กับเราไปอีกนาน”

มนุษย์เราแปลกอย่างหนึ่งครับ
ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
แต่เรากลับใช้ชีวิตราวกับว่าทุกอย่างจะเหมือนเดิมตลอดไป
อยากให้งานมั่นคง อยากให้บริษัทเห็นคุณค่าเราเสมอ
อยากให้คนที่เคยชื่นชมเรา ยังชื่นชมเราเหมือนเดิม
อยากให้สิ่งที่เราสร้างมา รับประกันอนาคตของเราได้

การที่องค์กรเห็นคุณค่าของเราในช่วงเวลาหนึ่ง
ก็ไม่ได้แปลว่าองค์กรจะรักษาเราไว้ตลอดไป
การที่เราสร้างผลงานไว้มาก
ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะไม่ถูกกระทบจากโครงสร้างใหม่
ฟังดูเศร้า แต่มันคือความจริงของโลกการทำงาน

ผมไม่ได้ให้เราเย็นชากับองค์กร
ไม่ใช่ให้เราไม่ทุ่มเท
ไม่ใช่ให้เราไม่ผูกพันกับงานนะครับ ตั้งใจทำงานน่ะดีแล้ว
แต่อย่าลืมเตือนตัวเองว่า อย่าเอาคุณค่าทั้งชีวิตของเรา ไปฝากไว้กับตำแหน่ง หรือ บริษัท
หรือคำชื่นชมของใครเพียงฝ่ายเดียว

วันนี้เขาอาจจะเรียกเรา key person หรือ Talent
แต่พรุ่งนี้อาจเรียกเราว่า ตำแหน่งที่ไม่จำเป็น
วันนี้เขาบอกว่าเราสำคัญมาก
พรุ่งนี้อาจบอกว่า “องค์กรต้องปรับตามทิศทางธุรกิจ”
โลกการทำงานก็เป็นแบบนี้แหละครับ

วาบิซาบิไม่ได้สอนให้เราไม่เสียใจ
เสียใจได้ ผิดหวังได้ โกรธได้ รู้สึกไม่แฟร์ได้
หรือจะคิดถึงวันที่เคยภูมิใจก็ได้
ความเศร้าเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องผิด
มันเป็นหลักฐานว่าเราเคยให้ใจกับสิ่งนั้นจริง ๆ

แต่เมื่อเศร้าแล้ว สุดท้ายเราต้องค่อย ๆ กลับมาถามตัวเองว่า
ในเมื่อทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว เราจะเดินต่ออย่างไร

สิ่งที่หายไป อาจเป็นตำแหน่ง
แต่คุณค่าของตัวเราไม่ได้หายไปพร้อมกับตำแหน่งนั้นนะครับ
มันเป็นแค่เพียงบทหนึ่งของชีวิตที่จบลงเท่านั้น
ไม่ได้แปลว่าทั้งชีวิตของเราจบลงไปด้วยซะหน่อย

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่ได้มาเพื่อบอกว่าเราไม่มีคุณค่า
มันอาจมาเพื่อเตือนว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องก้าวไปสู่อนาคตและโอกาสใหม่ ๆ ที่รอเราอยู่ต่างหาก


และแล้ว แค่เพียงไม่นาน เพื่อนผม ก็มีบริษัทใหม่ ที่เห็นคุณค่าของเขา
สุดท้ายก็ได้งานใหม่ที่สนุกและท้าทายกว่าเดิม

ล่าสุดที่เจอกัน พวกเราเอารูปที่มันร้องไห้ตีโพยตีพาย
ในวันที่ถูกไล่ออกมาล้อมันกลางร้านอาหาร หัวเราะกันดังลั่นร้าน
เพราะพวกเราไม่เคยเห็นมันร้องไห้มาก่อน

“ไอ้พวกเพื่อนเลว กูไม่น่าเล่าให้พวกมึงฟังเลย”

มันพูดพร้อมรอยยิ้ม พร้อมสายตาที่เข้าใจชีวิตมากขึ้น

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑