สรรหา Gen Z ในปี 2026: เมื่อ “เงินเดือน” ไม่ใช่คำตอบเดียวอีกต่อไป

บทความ · HR Management · Talent Acquisition

⬛ HR Insight · 2026

สรรหา Gen Z ในปี 2026: เมื่อ “เงินเดือน” ไม่ใช่คำตอบเดียวอีกต่อไป

การสรรหาคือการ “ขายประสบการณ์และคุณค่า” ที่จริงใจ เพราะเด็กยุคนี้เขาไม่ได้มองหาแค่ตัวเลขในบัญชีตอนสิ้นเดือน แต่มองหาความหมายของงานและความลงตัวของชีวิต


สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน

เผลอแป๊บเดียวเราก็เดินทางมาถึงปีจะกลางปี 2026 กันแล้วนะครับ ในแง่ของการบริหารทรัพยากรบุคคล สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อว่าทุกองค์กรกำลังเผชิญอยู่เหมือนกันคือ “ความท้าทายในการดึงดูดคนรุ่นใหม่” โดยเฉพาะชาว Gen Z ที่ก้าวเข้ามาเป็นกำลังหลักในตลาดแรงงานอย่างเต็มตัว

ภาพการสรรหาบุคลากรในวันนี้เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงครับ สมัยก่อนเราแค่ลงประกาศรับสมัครงานในเว็บไซต์หางาน แล้วก็นั่งรอคนส่ง Resume เข้ามา แต่ในยุคนี้ การสรรหาคือการ “ขายประสบการณ์และคุณค่า” ที่จริงใจครับ เพราะเด็กยุคนี้เขาไม่ได้มองหาแค่ตัวเลขในบัญชีตอนสิ้นเดือน แต่มองหาความหมายของงานและความลงตัวของชีวิต

วันนี้ผมเลยขอสรุปเทรนด์การสรรหา Gen Z ที่กำลังมาแรงในปีนี้มาฝากกัน เพื่อให้องค์กรปรับตัวได้ทันครับ


1. เลิกเน้น “โลโก้” แล้วหันมาโชว์ “ตัวตน”

Gen Z เป็นรุ่นที่เชื่อใจ “คน” มากกว่า “องค์กร” ครับ การสร้าง Employer Branding ในปี 2026 จึงต้องเน้นไปที่

🎙️  ผู้นำที่มีตัวตน (Social Leadership)

คนรุ่นใหม่เลือกทำงานกับหัวหน้าที่มีวิสัยทัศน์ชัดเจน และกล้าออกมาสื่อสารบนโลกโซเชียล ไม่ใช่ผู้นำที่อยู่แต่ในห้องทำงาน

📣  พนักงานคือกระบอกเสียง (Key Opinion Employee)

การให้พนักงานตัวจริงมาเล่าชีวิตการทำงานผ่าน Vlog หรือโพสต์ลงโซเชียลส่วนตัว มีน้ำหนักมากกว่าโฆษณาที่บริษัทจ้างทำเสียอีกครับ เพราะเขารู้สึกว่านี่คือเรื่องจริง ไม่ใช่การสร้างภาพ


2. ต้อง “เร็ว” และ “ชัดเจน”

ความอดทนต่อกระบวนการที่ล่าช้าคือจุดที่ทำให้องค์กรพลาดคนเก่งๆ ไปเยอะมากครับ

💰  เงินเดือนต้องโปร่งใส

การระบุช่วงเงินเดือน (Salary Transparency) ในประกาศงานกลายเป็นเรื่องพื้นฐาน ถ้าไม่บอก พวกเขาอาจจะมองข้ามผ่านไปเลย เพราะรู้สึกว่าบริษัทไม่จริงใจหรือกลัวเสียเวลา

📱  เน้นมือถือเป็นหลัก (Mobile-First)

ทุกอย่างตั้งแต่กดสมัครจนถึงนัดสัมภาษณ์ต้องจบได้ง่ายๆ ในมือถือ

🤖  AI ต้องเข้ามาช่วย

การใช้ AI ช่วยคัดกรองเบื้องต้นจะช่วยให้เราแจ้งผล Feedback กลับไปยังผู้สมัครได้เร็วขึ้นภายในไม่กี่วัน ไม่ใช่ปล่อยให้เขารอจนลืมว่าเคยสมัครที่นี่ไว้


3. “ทำเป็น” สำคัญกว่า “จบอะไร”

วุฒิการศึกษาจากสถาบันชื่อดังเริ่มมีผลน้อยลงเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับทักษะที่ใช้งานได้จริง (Skills Over Degrees)

🏅  เขามองหา Micro-Credentials หรือใบประกาศเฉพาะทางจากการเรียนออนไลน์ที่อัปเดตความรู้ล่าสุด

🎨  องค์กรยุคใหม่ต้องใจกว้างพอที่จะมองว่า “งานอดิเรก” หรือ “งานเสริม” ของเด็กยุคนี้ เช่น การทำคอนเทนต์ TikTok หรือการขายของออนไลน์ คือทักษะที่นำมาประยุกต์ใช้ในงานประจำได้ดีเยี่ยมครับ


4. สุขภาพจิตและชีวิตที่ยืดหยุ่นคือมาตรฐาน

สำหรับ Gen Z คำว่า Work-Life Integration ไม่ใช่สวัสดิการพิเศษ แต่มันคือ “มาตรฐาน” ครับ

🏠  การทำงานแบบ Hybrid หรือเลือกเวลาทำงานเองได้ (Flexibility) เป็นสิ่งที่เขาคาดหวังตั้งแต่แรกเห็นประกาศงาน

🧠  นอกจากสุขภาพกายแล้ว สุขภาพจิต (Mental Well-being) คือสิ่งที่เขาให้ความสำคัญมาก องค์กรที่มีสวัสดิการอย่างวันลาพักใจ หรือมีนักจิตวิทยาให้คำปรึกษา จะได้เปรียบในการดึงดูดใจคนรุ่นนี้อย่างมาก


5. ยุคของการถาม AI (GEO — Generative Engine Optimization)

เดี๋ยวนี้เด็กจบใหม่ไม่ได้เข้า Google เพื่อพิมพ์หาว่า “งานที่ไหนดี” อย่างเดียวแล้วนะครับ แต่เขาถาม ChatGPT หรือ Gemini เลยว่า

“บริษัทไหนที่มีวัฒนธรรมการทำงานยืดหยุ่นและดูแลพนักงานดีที่สุด?”

💡  คำถามคือ ข้อมูลในเว็บไซต์หรือ LinkedIn ของเรา “เอื้อให้ AI อ่านออก” หรือเปล่า? เพื่อให้ชื่อบริษัทของเราถูกแนะนำขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ เมื่อมีการถามถึง


Green Flags vs Red Flags — สิ่งที่ Gen Z มองหา และสิ่งที่ทำให้เขาเดินหนี

เพื่อสรุปให้เห็นภาพชัดเจน ผมทำตารางเปรียบเทียบสิ่งที่เป็น “สัญญาณเขียว” (สิ่งที่เขาชอบ) กับ “สัญญาณแดง” (สิ่งที่เขาหนี) มาให้ดูครับ

✅ สิ่งที่ Gen Z มองหา (Green Flags)🚩 สิ่งที่ทำให้ Gen Z เดินหนี (Red Flags)
ความโปร่งใสเรื่องเงินเดือนและแผนเติบโตที่ชัดเจนกระบวนการสมัครที่ซับซ้อนและรอนานเกินไป
วัฒนธรรมที่เน้นผลงาน (Output-based)วัฒนธรรมที่เน้นการตอกบัตรเข้า-ออกงาน
การมีหัวหน้าที่เป็น Mentor (พี่เลี้ยง)การสั่งงานแบบสั่งการจากบนลงล่าง (Top-down)
ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ทำจริงการทำ CSR แบบผิวเผินหรือแค่เอาหน้า

สรุปส่งท้าย

การจะคว้าใจ Gen Z ในปี 2026 นี้ เราต้องเปลี่ยนมุมมองจากการเป็น “ผู้คัดเลือก” มาเป็น “ผู้นำเสนอโอกาส” ครับ

ถ้าเราสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ให้เขาเติบโตได้ มีความยืดหยุ่น และมีความจริงใจตั้งแต่ก้าวแรกที่เขาสมัครงาน ผมเชื่อว่าเราจะได้คนเก่งๆ รุ่นนี้มาร่วมงานอย่างแน่นอนครับ

พบกันใหม่บทความหน้าครับ

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

อย่าทิ้งรากเพราะหลงแสง: ระบบ HR พื้นฐานที่ยังสำคัญในยุค AI

บทความ · HR Management · Organization Design

⬛ HR Insight

อย่าทิ้งรากเพราะหลงแสง: ระบบ HR พื้นฐานที่ยังสำคัญในยุค AI


ช่วงนี้ไปไหนก็ได้ยินแต่คำว่า AI, Automation, People Analytics, Digital Transformation

สัมมนา HR ก็พูดเรื่อง AI บทความ HR ก็พูดเรื่อง AI แม้แต่ที่ประชุมผู้บริหาร ก็มีสไลด์ AI ไม่ต่ำกว่าครึ่ง

ผมไม่ได้ค้าน AI นะครับ ผมใช้ AI ทุกวัน และเชื่อว่ามันเปลี่ยนโลกการทำงาน HR อย่างมีนัยสำคัญจริง ๆ

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ในองค์กรหลายแห่งที่ผมเข้าไปทำงานด้วย

องค์กรบางแห่งยังไม่มีระบบประเมินผลงานที่ชัดเจนเลย แต่กำลังพูดถึงการใช้ AI วิเคราะห์ศักยภาพพนักงาน

บางแห่งไม่มีโครงสร้างเงินเดือนที่เป็นระบบ แต่กำลังจะซื้อ HR Tech Platform ราคาหลายล้านบาท

บางแห่งกระบวนการสรรหายังงงวนอยู่ในกล่อง Inbox ของ HR แต่คุยกันว่าจะใช้ AI Screening CV

นี่คือปัญหาที่ผมอยากพูดถึงวันนี้


รากฐานที่ยังไม่เคยเก่า

ระบบ HR มีรากฐานที่ผ่านการพิสูจน์มาหลายสิบปีแล้วว่าได้ผล ไม่ใช่เพราะมันเก่า แต่เพราะมันตอบโจทย์ความเป็นมนุษย์ ซึ่ง AI ยังเปลี่ยนแปลงไม่ได้

ระบบพื้นฐาน 5 ระบบที่ผมอยากให้ทุกองค์กรหันมามองให้จริงจัง คือ


1. ระบบการสรรหาและคัดเลือก (Recruitment & Selection)

ฟังดูพื้นฐานมาก แต่ลองถามตัวเองดูว่า

🎯  คำถามที่ต้องตอบให้ได้

→ องค์กรของคุณมี Job Profile ที่ชัดเจน สำหรับทุกตำแหน่งหรือยัง?

→ มี Competency ที่ต้องการ ชัดเจนพอที่จะใช้ตัดสินผู้สมัครได้จริงหรือเปล่า?

→ กระบวนการสัมภาษณ์ใช้ Structured Interview หรือยังปล่อยให้ขึ้นอยู่กับ “ความรู้สึก” ของผู้สัมภาษณ์?

→ มี Onboarding Program ที่ช่วยให้พนักงานใหม่ตั้งตัวได้เร็วหรือเปล่า?

ถ้ายังไม่มีสิ่งเหล่านี้ การนำ AI มา Screen CV จะได้ผลลัพธ์อย่างไร ในเมื่อเราเองยังไม่รู้ว่ากำลังหาคนแบบไหน?


2. ระบบการพัฒนาพนักงาน (Learning & Development)

ยุคนี้มีคำว่า Upskilling, Reskilling, Learning in the Flow of Work พูดกันทุกเวที

แต่ก่อนที่จะพูดถึงสิ่งเหล่านี้ ขอถามง่าย ๆ ก่อนว่า

🎯  คำถามที่ต้องตอบให้ได้

→ องค์กรคุณรู้หรือยังว่า พนักงานแต่ละคนมีช่องว่างความสามารถอยู่ตรงไหน?

→ มี Individual Development Plan (IDP) หรือเปล่า?

→ Training ที่จัดไปมีการ วัดผล หรือแค่นับจำนวนชั่วโมง?

→ มี Career Path ให้พนักงานเห็นว่าตัวเองจะเติบโตไปทางไหนได้บ้าง?

ถ้ายังไม่มีแม้แต่ IDP ที่เป็นระบบ การลงทุนซื้อ Learning Platform ราคาแพงก็คือการซื้อกล่องสวยงามโดยที่ยังไม่รู้ว่าจะใส่อะไรลงไปข้างใน


3. ระบบการบริหารค่าตอบแทนและสวัสดิการ (Compensation & Benefits)

นี่คือระบบที่ผมพบว่าถูกละเลยมากที่สุดในองค์กรขนาดกลางของไทย

หลายองค์กรยังขึ้นเงินเดือนแบบ “รู้สึกเอา” ไม่มีโครงสร้างอ้างอิง

หลายองค์กรไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหนของตลาด จ่ายมากกว่า น้อยกว่า หรือเทียบเท่า?

บางองค์กรมีสวัสดิการที่จ่ายเงินมหาศาล แต่พนักงานไม่ได้รู้สึก appreciate เลย เพราะสื่อสารไม่ดี

ระบบค่าตอบแทนที่ดีไม่ใช่แค่การ “จ่ายมาก” แต่คือการจ่าย อย่างยุติธรรม โปร่งใส และสอดคล้องกับตลาด

Job Grading, Pay Structure, Market Benchmarking, Total Reward Statement สิ่งเหล่านี้ยังจำเป็นอยู่ ไม่ว่า AI จะเก่งแค่ไหน


4. ระบบการบริหารผลงาน (Performance Management)

Performance Management คือระบบที่ถูกด่ามากที่สุดในวงการ HR โลก

ดราม่าเรื่อง “ยกเลิก Annual Review” เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว มีองค์กรใหญ่ระดับโลกบางแห่งประกาศยกเลิก Rating แล้วก็ขอคืนกลับมา

แต่สิ่งที่ผมสังเกตเห็นจากการทำงานจริงคือ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ระบบ” แต่อยู่ที่ การนำไปใช้

องค์กรที่ล้มเหลวในการบริหารผลงาน ส่วนใหญ่ไม่ได้ล้มเหลวเพราะระบบไม่ดี แต่เพราะ

01  ไม่มี เป้าหมายที่ชัดเจน ตั้งแต่ต้นปี

02  ผู้บริหารไม่ Feedback ตลอดปี แล้วโผล่มาตัดสินคนตอนปลายปี

03  Calibration ไม่เคยเกิดขึ้นจริง ทำให้ทุกคนได้ดี 5 คะแนนเท่ากันหมด

04  ผลการประเมินไม่เชื่อมกับ ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ เช่น โบนัส การเลื่อนตำแหน่ง


5. ระบบการสร้างความผูกพัน (Employee Engagement)

ผมชอบมองระบบนี้เป็นระบบ “ฟัง” มากกว่าระบบ “จัด”

หลายองค์กรเข้าใจว่าการสร้าง Engagement คือการจัดกิจกรรม Party จัด Team Building ฉลองวันเกิด ตกแต่ง Office ให้สวย

สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ถ้าพนักงานยังรู้สึกว่า ไม่มีใครรับฟัง ไม่ได้รับการพัฒนา รู้สึกไม่ยุติธรรม กิจกรรมเหล่านั้นก็เป็นแค่ยาแก้ปวดชั่วคราว

ระบบ Engagement ที่จริงจังต้องมี

01  Engagement Survey ที่วัดได้และนำผลไปทำจริง ไม่ใช่แค่เก็บข้อมูลแล้วจบ

02  Stay Interview พูดคุยกับพนักงานที่ดีว่าทำไมยังอยู่ และอะไรทำให้อาจจะไป

03  Exit Interview ที่วิเคราะห์จริงจัง ไม่ใช่เก็บเข้าลิ้นชัก

04  ผู้บริหารที่ รับฟังจริง ไม่ใช่แค่ถามเพื่อให้ดูดี


แล้ว AI เข้ามาตรงไหน?

ผมไม่ได้บอกให้ปฏิเสธ AI ผมบอกว่า ลำดับความสำคัญต้องถูกต้อง

AI เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมาก แต่มันทำงานได้ดีที่สุดเมื่อ ระบบพื้นฐานแข็งแกร่งแล้ว

✅  ถ้ามี Job Profile ที่ชัดเจน → AI ช่วย Screening ได้แม่นยำขึ้น

✅  ถ้ามี Competency Framework ที่ดี → AI ช่วยออกแบบ Learning Path ได้ตรงขึ้น

✅  ถ้ามีข้อมูลค่าตอบแทนที่เป็นระบบ → AI ช่วย Benchmarking ได้เร็วขึ้น

✅  ถ้ามีข้อมูล Performance ที่สะอาด → AI ช่วยวิเคราะห์ Pattern ได้ลึกขึ้น

✅  ถ้ามีข้อมูล Engagement ที่ต่อเนื่อง → AI ช่วยทำนาย Turnover Risk ได้แม่นขึ้น

AI ต้องการข้อมูลที่ดี และข้อมูลที่ดีมาจากระบบที่ดี

ถ้าระบบพื้นฐานยังไม่มี ก็ไม่มีอะไรให้ AI เรียนรู้ ไม่มีอะไรให้ AI วิเคราะห์


ระบบ HR พื้นฐานในองค์กรคุณแข็งแรงพอหรือยัง?

ระบบ HR พื้นฐานทั้ง 5 ระบบนี้ ไม่ได้เก่า ไม่ได้เชย มันยังเป็น โครงสร้างที่ทำให้องค์กรทำงานได้ ในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วแค่ไหนก็ตาม เหมือนบ้านที่ต่อให้คุณตกแต่งสวยแค่ไหน ถ้าฐานรากไม่แข็งแรง ก็พังได้เสมอ

“ก่อนที่จะวิ่งตาม AI ลองหันกลับมาถามตัวเองดูสักครั้งว่า ระบบ HR พื้นฐานในองค์กรเราแข็งแรงพอหรือยัง? ถ้ายังไม่ใช่ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ถูกต้องที่สุด”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

เมื่อ AI คุยกับ AI แล้ว ความเป็นคนในการสรรหาคัดเลือกหายไปไหน

วันนี้ผมไปเจอข้อมูลที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับการสรรหาคัดเลือกคนเข้าทำงานในยุค AI ที่ดูเหมือนว่ายิ่งเรามีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมากเท่าไหร่ ความเป็นมนุษย์ กลับยิ่งกลายเป็นของหายากและมีราคาแพงมากขึ้นเท่านั้น

เรื่องนี้มันเริ่มมาจากสิ่งที่เรียกว่า สงคราม AI ในการสมัครงานครับ

อ่านเพิ่มเติม “เมื่อ AI คุยกับ AI แล้ว ความเป็นคนในการสรรหาคัดเลือกหายไปไหน”

คุณกำลังสัมภาษณ์ “คน” หรือ “AI”? เมื่อผู้สมัครใช้ Generative AI ในการสัมภาษณ์

เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ในห้องสัมภาษณ์ไหมครับ?

ในการสัมภาษณ์ออนไลน์ ผู้สมัครตอบคำถามได้ดีมาก ดีจนน่าตกใจ ภาษาเป๊ะ ข้อมูลแน่น แต่ดูเหมือนจะมีจังหวะหน่วง ๆ นิดหน่อยก่อนตอบ หรือสายตาของเขามักจะเหลือบไปมองที่อื่นที่ไม่ใช่กล้อง ความรู้สึกสังหรณ์ใจเริ่มทำงานว่า “นี่เรากำลังคุยกับคน หรือกำลังคุยกับ ChatGPT กันแน่?”

อ่านเพิ่มเติม “คุณกำลังสัมภาษณ์ “คน” หรือ “AI”? เมื่อผู้สมัครใช้ Generative AI ในการสัมภาษณ์”

การบริหารการสรรหาคัดเลือกในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ คัดคนที่ใช่ เพื่อสร้างผลงานให้เกิดผลจริง

ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวหรือถดถอย องค์กรจำนวนมากจำเป็นต้องทบทวนกระบวนการบริหารทรัพยากรบุคคลอย่างรอบคอบ หนึ่งในประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ “การสรรหาคัดเลือกพนักงาน” ซึ่งในภาวะนี้ ผู้สมัครจำนวนมากอาจพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่ขณะเดียวกันองค์กรก็เผชิญกับข้อจำกัดด้านงบประมาณและความจำเป็นในการได้ “คนที่ใช่” ที่จะสร้างผลงานและคุ้มค่ากับต้นทุนที่ลงทุนไป

อ่านเพิ่มเติม “การบริหารการสรรหาคัดเลือกในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ คัดคนที่ใช่ เพื่อสร้างผลงานให้เกิดผลจริง”

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑