KPI กับ Competency ควรให้น้ำหนักกันอย่างละกี่เปอร์เซ็นต์ ในระบบบริหารผลงาน

บทความ · HR Management · Performance Management

⬛ HR Insight

KPI กับ Competency ควรให้น้ำหนักกันอย่างละกี่เปอร์เซ็นต์

“น้ำหนักที่เหมาะสมมันไม่มีตัวเดียวที่ใช้ได้กับทุกคนในบริษัท เพราะมันไม่เท่ากันในงานแต่ละระดับ”


เวลาไปช่วยองค์กรวางระบบบริหารผลงาน มีคำถามหนึ่งที่ผู้บริหารถามผมอยู่เรื่อย ๆ คือ KPI กับ competency ควรให้น้ำหนักกันอย่างละเท่าไหร่ดี เอา 70 ต่อ 30 หรือ 80 ต่อ 20 ดี

ผมมักจะบอกว่าคำถามนี้มีคำตอบครับ แต่มันไม่ใช่เลขเดียวที่เอาไปใช้ได้กับทุกคนในบริษัท เพราะน้ำหนักที่เหมาะสมมันไม่เท่ากันในงานแต่ละระดับ


ระดับปฏิบัติการ เราหวังที่ผลงานเป็นหลัก

พนักงานระดับปฏิบัติการ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานขาย พนักงานในสายการผลิต หรือเจ้าหน้าที่ทั่วไป งานหลักของเขาคือลงมือทำแล้วสร้างผลงานออกมาด้วยมือตัวเอง สิ่งที่องค์กรอยากได้จากเขาก็ตรงไปตรงมา คือทำผลงานให้ได้ตามเป้า

ส่วนเรื่องพฤติกรรม ในระดับนี้เราหวังกันแค่พื้นฐาน มาทำงานตรงเวลา ไม่ทำผิดระเบียบ ทำงานกับเพื่อนร่วมงานได้ราบรื่น แค่นี้ก็พอแล้ว เราคงไม่ไปหวังให้พนักงานหน้างานคนหนึ่งเป็นแบบอย่างให้คนทั้งบริษัท หรือต้องไปช่วยสร้างวัฒนธรรมใหม่ ๆ อะไร น้ำหนักของงานระดับนี้จึงเทไปที่ผลงานเป็นส่วนใหญ่ ราว ๆ 80 ต่อ 20

พอขึ้นเป็นหัวหน้า ความหวังเรื่องผลงานยังอยู่ครบ แล้วยังบวกเรื่องคนเข้ามาอีก

พอขยับขึ้นมาเป็นหัวหน้างาน ผู้จัดการ หรือผู้บริหาร บางคนคิดว่าน้ำหนักผลงานน่าจะลดลง เพราะเขาไม่ได้ลงมือทำเองแล้ว แต่ความจริงมันกลับกัน ผลงานที่องค์กรหวังจากคนระดับนี้ไม่ได้ลดลงเลย เพราะตอนนี้เขาต้องรับผิดชอบผลงานของทั้งทีม ไม่ใช่แค่ของตัวเอง

ที่เพิ่มเข้ามาคือความหวังด้านพฤติกรรมที่สูงขึ้นมาก คนระดับนี้แค่ทำตัวดีเฉย ๆ ไม่พอ เขาต้องเป็นแบบอย่างให้ลูกน้องเห็น ต้องดึงคนในทีมให้ทำงานได้เต็มที่ และต้องหาทางสร้างของใหม่ ๆ ให้องค์กรผ่านทีมที่เขาดูแล วิธีที่เขาทำงานกับคนกลายเป็นเนื้องานจริง ๆ ของเขา

พอความหวังทั้งสองด้านมันสูงพอกัน น้ำหนักก็เลยขยับมาใกล้กันมากขึ้น หัวหน้าอาจจะ 60 ต่อ 40 ส่วนผู้บริหารก็อาจถึง 50 ต่อ 50 ที่ตัวเลข competency สูงขึ้น ไม่ได้แปลว่าเราหวังผลงานจากเขาน้อยลง แต่เพราะเราหวังให้เขานำคนได้ดีขึ้นมาอยู่ข้าง ๆ กันด้วย

ทำไมพอขึ้นสูงบทบาทถึงเปลี่ยน

เรื่องนี้มีคนพูดไว้นานแล้ว Robert Katz เขียนไว้ใน Harvard Business Review ตั้งแต่ปี 1955 ในบทความชื่อ Skills of an Effective Administrator ว่าทักษะที่คนคนหนึ่งต้องใช้มันเปลี่ยนไปตามระดับของตำแหน่ง ตอนอยู่ระดับล่าง ทักษะเชิงเทคนิคหรือฝีมือในการลงมือทำเองสำคัญที่สุด แต่พอไต่สูงขึ้นไป ความสำคัญของฝีมือด้านเทคนิคจะค่อย ๆ น้อยลง แล้วทักษะเรื่องการทำงานกับคนและการมองภาพรวมจะเข้ามาแทน

พูดง่าย ๆ คือพอขึ้นสูง งานเทคนิคที่เคยทำเองอาจได้ใช้น้อยลง แต่ผลลัพธ์ที่องค์กรต้องการยังเท่าเดิม เพียงแต่คราวนี้เขาต้องทำให้มันเกิดขึ้นผ่านทีม ไม่ใช่ผ่านมือตัวเอง เรื่องการนำคนเลยกลายเป็นหัวใจ และ competency ที่วัดเรื่องพวกนี้ก็ต้องมีน้ำหนักมากขึ้นตามระดับ

สรุปคือ อย่าใช้น้ำหนักเดียวกันทั้งบริษัท

ที่ผมเห็นบ่อยคือองค์กรตั้งน้ำหนัก KPI กับ competency เป็นตัวเลขเดียว แล้วเอาไปใช้เหมือนกันหมดตั้งแต่พนักงานหน้างานไปจนถึงผู้บริหาร ทั้งที่ความคาดหวังต่อคนแต่ละระดับไม่เหมือนกันเลย

ทางที่ดีกว่าคือไล่น้ำหนักไปตามระดับ พนักงานปฏิบัติการเน้นผลงานสัก 80 ต่อ 20 หัวหน้างานลดลงมาเป็น 70 ต่อ 30 ผู้จัดการที่ต้องดูแลคนมากขึ้นก็ 60 ต่อ 40 ส่วนผู้บริหารที่งานเกือบทั้งหมดคือการนำคนก็ไปถึง 50 ต่อ 50 เลขพวกนี้ไม่ใช่สูตรตายตัว แต่ละองค์กรปรับเองได้ ขอแค่จับหลักไว้ว่ายิ่งงานของคนคนนั้นต้องอาศัยการทำให้คนอื่นเก่งขึ้น น้ำหนักเรื่องวิธีการทำงานของเขาก็ยิ่งต้องมากขึ้นตาม

ระดับงานผลงาน (KPI)พฤติกรรม (Competency)
พนักงานปฏิบัติการ8020
หัวหน้างาน7030
ผู้จัดการ6040
ผู้บริหาร5050

พอได้น้ำหนักที่เหมาะกับแต่ละระดับแล้ว คำถามต่อไปที่ทุกองค์กรต้องเจอก็คือ จะเอาผลประเมินนี้ไปผูกกับเรื่องค่าตอบแทนยังไง ให้คนที่ทำได้ดีได้ในสิ่งที่เขาควรได้ แล้วคนอื่นก็ยอมรับ เรื่องนี้ผมจะเล่าให้ฟังในบทต่อ ๆ ไปครับ

น้ำหนักไม่ได้มีตัวเดียว มันเดินตามระดับของงาน

“ยิ่งงานของคนคนนั้นต้องอาศัยการทำให้คนอื่นเก่งขึ้น น้ำหนักเรื่องวิธีการทำงานของเขาก็ยิ่งต้องมากขึ้นตาม”

อ้างอิง: Robert L. Katz, “Skills of an Effective Administrator,” Harvard Business Review, 1955

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

พนักงานที่ผลงานดี แต่พฤติกรรมแย่ แบบนี้แปลว่าผลงานดีหรือไม่ดีกันแน่

บทความ · HR Management · การบริหารผลงาน

อ่านเพิ่มเติม “พนักงานที่ผลงานดี แต่พฤติกรรมแย่ แบบนี้แปลว่าผลงานดีหรือไม่ดีกันแน่” →

เมื่อ “ตำแหน่ง” ไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป ถึงเวลาที่องค์กรไทยต้องคิดใหม่เรื่อง Skills-Based Organization

บทความ · HR Management · Future of Work

⬛ HR Insight

เมื่อ “ตำแหน่ง” ไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป ถึงเวลาที่องค์กรไทยต้องคิดใหม่เรื่อง Skills-Based Organization

ก้าวแรกของ Skills-Based Organization ที่แท้จริง ไม่ใช่การเปลี่ยนระบบ แต่คือการเปลี่ยนวิธีมองคน


ลองนึกภาพนี้ดูสักครู่

คุณมีพนักงานคนหนึ่ง ตำแหน่ง “นักการตลาด” แต่เขาเขียนโค้ด Python ได้ วิเคราะห์ข้อมูลเก่ง และเคยทำ Data Dashboard ให้ทีมมาแล้วหลายครั้ง

ในขณะเดียวกัน คุณกำลังเปิดรับสมัคร “นักวิเคราะห์ข้อมูล” แล้วก็จ่ายเงินให้ Headhunter หาคนใหม่จากภายนอก

ทั้งที่คำตอบ… อยู่ตรงหน้าคุณมาตลอด

นี่คือปัญหาคลาสสิกของการบริหารแบบ “Job Title First” หรือการมองคนผ่านเลนส์ของตำแหน่งงาน แทนที่จะมองผ่านเลนส์ของทักษะที่แท้จริง

อ่านเพิ่มเติม “เมื่อ “ตำแหน่ง” ไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป ถึงเวลาที่องค์กรไทยต้องคิดใหม่เรื่อง Skills-Based Organization” →

Communication พื้นฐานของความสัมพันธ์และประสิทธิภาพในการทำงาน

ในโลกของการทำงานที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ความเร่งรีบ และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การสื่อสาร (Communication) ไม่ได้เป็นเพียงแค่การส่งสารจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งเท่านั้น แต่คือการสร้างความเข้าใจ ความเชื่อมโยง และความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพระหว่างผู้คนในองค์กร ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นรากฐานของประสิทธิภาพในการทำงานและวัฒนธรรมองค์กรที่ดี

อ่านเพิ่มเติม “Communication พื้นฐานของความสัมพันธ์และประสิทธิภาพในการทำงาน” →

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑