Burnout ของคนทำงาน ไม่ได้มีหน้าตาเหมือนกันทุกระดับ

บทความ · HR Management · Employee Wellbeing

⬛ HR Insight

Burnout ของคนทำงาน ไม่ได้มีหน้าตาเหมือนกันทุกระดับ

“คนทำงานส่วนใหญ่ไม่ได้หมดไฟเพราะไม่อยากทำงาน หลายคนหมดไฟเพราะอยากทำงานให้ดี แต่ระบบรอบตัวทำให้ต้องใช้พลังงานมากเกินไปกับสิ่งที่ไม่ควรต้องสิ้นเปลืองพลังขนาดนั้น”


Burnout หรือภาวะหมดไฟ ไม่ได้เกิดจากงานเยอะเพียงอย่างเดียวครับ

และไม่ได้มีหน้าตาเหมือนกันในทุกระดับขององค์กร พนักงานระดับต้นอาจหมดไฟจากความไม่ชัดเจน ผู้จัดการระดับกลางอาจหมดไฟจากแรงกดดันสองทาง ผู้บริหารอาจหมดไฟจากการต้องตัดสินใจในสิ่งที่ขัดกับใจ และผู้ก่อตั้งอาจหมดไฟเพราะแยกไม่ออกแล้วว่างานกับตัวตนต่างกันตรงไหน

ถ้ามองแบบนี้ วิธีแก้ก็ต้องเปลี่ยนไปด้วย ไม่ใช่แค่ส่งพนักงานไปอบรม Resilience หรือจัดกิจกรรมผ่อนคลายเป็นครั้งคราว แต่ต้องกลับมาถามว่างานที่เราออกแบบให้คนทำนั้นชัดเจนพอหรือไม่ และองค์กรกำลังให้รางวัลกับพฤติกรรมที่ทำให้คนหมดไฟอยู่หรือเปล่า


พนักงานระดับต้น หมดไฟเพราะไม่รู้ว่าควรทำอะไรก่อน

ในประสบการณ์ของผม พนักงานระดับต้นที่หมดไฟส่วนใหญ่ไม่ได้หมดไฟเพราะงานหนัก แต่หมดไฟเพราะความไม่ชัดเจน

หลายคนเข้ามาทำงานด้วยความตั้งใจ อยากทำให้ดี อยากพิสูจน์ตัวเอง แต่สิ่งที่เจอคือเป้าหมายที่เปลี่ยนบ่อย คำสั่งที่คลุมเครือ และความคาดหวังที่ไม่มีใครพูดออกมาตรงๆ แต่ทุกคนคาดหวังให้รู้เอง สุดท้ายพนักงานกลุ่มนี้จึงใช้พลังงานจำนวนมากไปกับการเดา เดาว่าหัวหน้าต้องการอะไร เดาว่างานไหนสำคัญจริง เดาว่าถามแล้วจะดูไม่เก่งหรือเปล่า

ภายนอกพวกเขาอาจดูยังไหว ส่งงานตรงเวลา ดูกระตือรือร้น แต่ภายในกำลังสะสมความเครียดจากสิ่งที่ไม่ควรต้องเดาตั้งแต่แรก องค์กรจำนวนไม่น้อยจึงเข้าใจผิดว่า “เขายังไหว” ทั้งที่จริงแล้วเขาแค่ยังไม่พังให้เห็น

ทางออกของเรื่องนี้ไม่ซับซ้อน แต่ต้องอาศัยวินัยของหัวหน้า เช่น จำกัดลำดับความสำคัญในแต่ละสัปดาห์ให้ชัดเจน และสร้างบรรยากาศที่พนักงานกล้าถามโดยไม่กลัวว่าจะถูกมองว่าไม่เก่ง

บางครั้งการลด Burnout ไม่ได้เริ่มจากการลดงาน แต่เริ่มจากการลดความคลุมเครือในงาน


ผู้จัดการระดับกลาง หมดไฟเพราะถูกดึงจากทั้งบนและล่าง

ผู้จัดการระดับกลางเป็นกลุ่มที่ผมเห็นใจมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง

ด้านบนมีเป้าหมาย มีตัวเลข มีแรงกดดันจากผู้บริหาร ด้านล่างมีทีมที่ต้องการคำตอบ ต้องการความชัดเจน และต้องการหัวหน้าที่เข้าใจ ปัญหาคือผู้จัดการกลุ่มนี้มีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่ได้มีอำนาจตัดสินใจเพิ่มตามไปด้วย ต้องรับเป้าแต่ไม่มีสิทธิ์ปรับทรัพยากร ต้องดูแลคนแต่ไม่มีอำนาจแก้ระบบ ต้องสื่อสารการเปลี่ยนแปลงแต่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจตั้งแต่ต้น

ในยุคที่องค์กรพูดถึงความยืดหยุ่นในการทำงาน สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับผู้จัดการหลายคนคือความยืดหยุ่นกลายเป็น “พร้อมตอบได้ทุกเวลา” กลางวันประชุม กลางคืนตอบข้อความ วันหยุดก็ยังมีเรื่องเร่งด่วน ขอบเขตระหว่างเวลางานกับเวลาส่วนตัวค่อยๆ หายไปโดยไม่มีใครสังเกต

Burnout ของผู้จัดการระดับกลางจึงไม่ใช่แค่เหนื่อยจากงาน แต่เหนื่อยจากการเป็น “กันชน” ของทั้งองค์กร

ถ้าองค์กรอยากช่วยผู้จัดการกลุ่มนี้จริงๆ ต้องเริ่มจากการกำหนดสิทธิ์ตัดสินใจให้ชัดว่าเรื่องไหนผู้จัดการทำได้เอง เรื่องไหนต้องขออนุมัติ และเรื่องไหนไม่ควรโยนให้รับผิดชอบโดยไม่มีอำนาจรองรับ รวมถึงตั้งกติกาการสื่อสารนอกเวลางานให้ชัดเจน เพราะถ้าผู้บริหารส่งข้อความตอนสี่ทุ่มแล้วคาดหวังคำตอบทันที สิ่งที่องค์กรพูดกับสิ่งที่ทำก็จะไม่ตรงกัน และคนที่รับแรงกระแทกก่อนคือผู้จัดการระดับกลางนี่เอง


ผู้บริหารระดับสูง หมดไฟเพราะต้องทำในสิ่งที่ขัดกับใจ

สำหรับผู้บริหารระดับสูง ภาวะหมดไฟอาจมองเห็นยากที่สุด เพราะภาพที่คนอื่นเห็นคือคนที่มีอำนาจ มีตำแหน่ง มีความมั่นใจ และดูเหมือนควบคุมสถานการณ์ได้

แต่ภายใน ผู้บริหารจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับความขัดแย้งทางคุณค่า เช่น ต้องตัดสินใจปลดพนักงานที่ทำงานหนักและไม่ได้ทำอะไรผิด ต้องประกาศทิศทางบางอย่างทั้งที่ในใจยังมีคำถาม หรือต้องเลือกทางที่ถูกต้องทางธุรกิจแต่ไม่สบายใจในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

นี่คือ Burnout ที่ไม่ได้เกิดจากงานเยอะ แต่เกิดจากแผลภายในที่สะสมและไม่มีพื้นที่ระบาย ยิ่งตำแหน่งสูงขึ้น พื้นที่ปลอดภัยในการพูดความจริงก็มักน้อยลง เพราะกลัวว่าจะกระทบความเชื่อมั่นของทีม สุดท้ายจึงต้องเก็บทุกอย่างไว้คนเดียว และเมื่อความโดดเดี่ยวผสมกับการตัดสินใจที่กดดันต่อเนื่อง สิ่งที่ตามมาอาจไม่ใช่แค่ความเหนื่อย แต่คือการตัดสินใจที่แย่ลง ใจร้อนขึ้น และห่างเหินจากคนรอบข้างโดยไม่รู้ตัว

ทางออกจึงไม่ใช่การบอกผู้บริหารว่าต้องเข้มแข็งกว่านี้ แต่ต้องมีพื้นที่ให้พูดคุยอย่างตรงไปตรงมากับคนที่เข้าใจบริบทเดียวกัน และมีจังหวะในการตัดสินใจที่เปิดพื้นที่ให้หยุดคิด ไม่ใช่ทุกเรื่องต้องตัดสินใจภายใต้แรงกดดันตลอดเวลา


ผู้ก่อตั้งและผู้นำองค์กรพันธกิจ หมดไฟเพราะงานกลายเป็นตัวตน

Burnout อีกรูปแบบหนึ่งที่ผมคิดว่าพูดถึงน้อยเกินไป คือ Burnout ของผู้ก่อตั้งองค์กรหรือผู้นำที่ขับเคลื่อนด้วยพันธกิจ

คนกลุ่มนี้ไม่ได้ทำงานเพราะเงินเป็นหลัก แต่ทำเพราะเชื่อในบางสิ่ง ฟังดูดี แต่จุดอันตรายคือเมื่องานกับตัวตนกลายเป็นสิ่งเดียวกัน การพักผ่อนจะเริ่มกลายเป็นความรู้สึกผิด หยุดพักแล้วรู้สึกเหมือนทอดทิ้งทีม ลางานแล้วรู้สึกเหมือนทรยศต่อพันธกิจ มอบหมายงานให้คนอื่นแล้วรู้สึกว่าไม่มีใครทำได้เหมือนตัวเอง

เมื่อถึงจุดนี้ องค์กรจะเริ่มพึ่งพาคนคนเดียวมากเกินไป ทุกเรื่องต้องผ่านผู้นำ ทุกการตัดสินใจต้องรอผู้ก่อตั้ง ผลคือผู้นำเหนื่อย ทีมไม่โต และองค์กรเปราะบาง

ทางออกคือต้องออกแบบองค์กรให้ไม่ต้องพึ่งพาคนคนเดียว แม้คนนั้นจะเก่งและทุ่มเทมากเพียงใดก็ตาม เพราะองค์กรที่อยู่ได้ด้วยพลังของคนคนเดียว อาจดูแข็งแรงในช่วงแรก แต่ในระยะยาวมักไม่ยั่งยืน


Burnout จึงไม่ใช่แค่เรื่องของใจคน แต่เป็นเรื่องของการออกแบบงาน

สิ่งที่ผมสังเกตเห็นบ่อยมากในการทำงานกับองค์กรต่างๆ คือเรามักแก้ปัญหา Burnout ผิดจุด ส่งพนักงานไปอบรม Resilience ทั้งที่งานถูกออกแบบมาให้เหนื่อยเกินไป สอนให้คนบริหารเวลาทั้งที่องค์กรโยนความสำคัญทุกอย่างมาพร้อมกัน บอกให้ผู้จัดการดูแลทีมให้ดีขึ้นทั้งที่ไม่เคยให้อำนาจตัดสินใจจริงๆ

และที่น่าเป็นห่วงกว่านั้นคือ หลายองค์กรกำลังให้รางวัลกับพฤติกรรมที่ทำให้คนหมดไฟโดยไม่รู้ตัว

🎯  องค์กรของคุณกำลังทำสิ่งเหล่านี้อยู่ไหม?

▸ ถ้าใครตอบแชตดึกที่สุด ได้รับคำชม

▸ ถ้าใครไม่เคยลาพักร้อน ถูกมองว่าทุ่มเท

▸ ถ้าใครรับงานเกินหน้าที่ตลอดเวลา ถูกยกให้เป็นแบบอย่าง

▸ ถ้าใครเหนื่อยจนหมดแรงแต่ยังฝืนยิ้ม ถูกเรียกว่ามืออาชีพ

ถ้าใช่ องค์กรนั้นกำลังสร้าง Burnout ด้วยมือของตัวเอง


คำถามที่ควรถามให้ตรงกว่านี้

การแก้ Burnout ที่แท้จริงไม่ใช่แค่การจัดกิจกรรมดูแลใจคนทำงานเป็นครั้งคราว แต่คือการกลับไปออกแบบระบบงานใหม่ ตั้งแต่ความชัดเจนของเป้าหมาย สิทธิ์ในการตัดสินใจ ปริมาณงาน วิธีการประชุม การสื่อสารนอกเวลา ไปจนถึงระบบรางวัลและวัฒนธรรมที่องค์กรยกย่อง

“เราออกแบบงานแบบไหน ที่ทำให้คนดีๆ ของเราค่อยๆ หมดไฟลงทุกวัน?”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

เพิ่มเงินเดือน เพิ่มสวัสดิการ แล้วพนักงานยังหมดไฟ เกิดอะไรขึ้น?

บทความ · Compensation & Benefits · Employee Wellbeing

⬛ HR Insight

เพิ่มเงินเดือน เพิ่มสวัสดิการ แล้วพนักงานยังหมดไฟ เกิดอะไรขึ้น?

“เงินช่วยให้คนรู้สึกว่าได้รับการตอบแทน สวัสดิการช่วยให้คนรู้สึกว่าได้รับการดูแล แต่ระบบงานที่ดีต่างหาก ที่ทำให้คนไม่ต้องถูกเผาจนหมดแรงตั้งแต่ต้น”


มีความเชื่อหนึ่งที่ผมได้ยินบ่อยมากในวงการ HR นั่นคือ “ถ้าจ่ายดีขึ้น พนักงานก็จะหมดไฟน้อยลง”

ผมคิดว่าความเชื่อนั้นจริงบางส่วนครับ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด

เพราะในประสบการณ์ของผม มีองค์กรจำนวนไม่น้อยที่ปรับเงินเดือน เพิ่มสวัสดิการ จัดกิจกรรมดูแลพนักงานครบครัน แต่พนักงานก็ยังหมดไฟอยู่ดี และผู้บริหารก็งงว่าทำทุกอย่างแล้ว ทำไมยังไม่ดีขึ้น

คำตอบส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่เงิน แต่อยู่ที่สิ่งที่เงินซื้อไม่ได้


เงินช่วยได้ แต่ไม่ใช่ทุกเรื่อง

ระบบค่าตอบแทนที่ดีช่วยลดความเสี่ยงของการหมดไฟได้จริงครับ โดยเฉพาะในเรื่องของความรู้สึกเป็นธรรม

ความไม่เป็นธรรมเป็นตัวเร่งความเหนื่อยที่รุนแรงมาก คนเราอาจยอมเหนื่อยได้ถ้ารู้สึกว่าสิ่งที่ทำนั้นมีความหมายและองค์กรเห็นคุณค่าจริง แต่ถ้าเหนื่อยแล้วรู้สึกว่าไม่แฟร์ ความเหนื่อยจะกลายเป็นความคับข้องใจทันที

เมื่อคนทำงานหนักกว่าแต่ได้ผลตอบแทนไม่ต่างจากคนที่ทำขั้นต่ำ เมื่อโบนัสขึ้นอยู่กับความรู้สึกของหัวหน้ามากกว่าผลงานจริง เมื่อตำแหน่งโตขึ้นแต่ค่าตอบแทนแทบไม่ขยับ สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ กัดกินใจคนโดยที่เขาอาจไม่รู้ตัวเลยว่านั่นคือต้นตอของความเหนื่อยที่สะสมอยู่

ระบบค่าตอบแทนที่มีโครงสร้างชัดเจน มีหลักการที่อธิบายได้ และมีความเชื่อมโยงกับผลงานจริง จึงช่วยลดความรู้สึกนี้ได้มาก ไม่ใช่เพราะทุกคนจะได้เงินเท่ากัน แต่เพราะทุกคนเห็นว่าความต่างนั้นมีเหตุผล


สวัสดิการที่ดีช่วยได้ แต่ต้องใช้ได้จริง

สวัสดิการที่ดีช่วยลดภาระในชีวิตจริงของพนักงานได้มาก เพราะคนทำงานไม่ได้มีแค่ชีวิตในออฟฟิศ เขามีค่าครองชีพ มีภาระครอบครัว มีค่ารักษาพยาบาล มีความกังวลเรื่องอนาคต ถ้ารายได้ไม่พอหรือสวัสดิการไม่ช่วยรองรับความเสี่ยงพื้นฐานในชีวิต พนักงานจะเข้ามาทำงานพร้อมภาระในหัวเต็มไปหมด ร่างกายอยู่ที่โต๊ะทำงานแต่ใจอาจกำลังคิดเรื่องค่ารักษาพยาบาลของแม่หรือเงินที่ไม่พอใช้ปลายเดือน

แต่จุดที่ต้องระวังคือ สวัสดิการจะช่วยลดการหมดไฟได้ก็ต่อเมื่อพนักงานใช้ได้จริงครับ มีวันลาแต่ลาไม่ได้ มีนโยบายทำงานยืดหยุ่นแต่ประชุมทั้งวันจนต้องไปทำงานจริงตอนกลางคืน มีนักจิตวิทยาให้ปรึกษาแต่คนกลัวว่าถ้าใช้แล้วจะถูกมองว่าอ่อนแอ สวัสดิการแบบนี้มีอยู่ในเอกสาร แต่แทบไม่แตะชีวิตจริงของพนักงานเลย


ระบบรางวัลที่ผิด สร้างการหมดไฟได้เหมือนกัน

สิ่งที่ผมพบบ่อยและคิดว่าน่ากังวลมากคือองค์กรบางแห่งออกแบบระบบรางวัลที่ไปให้คุณค่ากับพฤติกรรมที่นำไปสู่การหมดไฟโดยตรง เช่น ให้รางวัลเฉพาะคนที่ทำงานดึก ชื่นชมคนที่รับงานทุกอย่างโดยไม่ปฏิเสธ หรือมองคนที่ไม่ตอบข้อความหลังเลิกงานว่าไม่ทุ่มเท

เมื่อองค์กรยกย่องพฤติกรรมแบบนี้ซ้ำๆ พนักงานก็จะเรียนรู้ว่านั่นคือสิ่งที่ต้องทำเพื่อได้รับการยอมรับ สุดท้ายองค์กรได้คนที่ดูทุ่มเทมากในระยะสั้น แต่เสียคนเก่งไปในระยะยาว เพราะไม่มีใครสามารถเผาตัวเองได้ทุกวัน

องค์กรจึงต้องถามตัวเองว่า เรากำลังให้รางวัลกับผลงาน หรือวิธีที่ได้มาซึ่งผลงาน เพราะคนที่ทำยอดได้แต่ทำให้ทีมพังควรถูกตั้งคำถาม คนที่วางระบบให้ทีมทำงานง่ายขึ้นควรถูกมองเห็น และคนที่สร้างผลลัพธ์ได้โดยไม่ทำให้คนรอบตัวหมดแรงควรเป็นแบบอย่างที่องค์กรยกย่อง


คำถามที่ลึกกว่า “จะให้อะไรเพิ่ม”

ถ้า HR อยากใช้ระบบค่าตอบแทนและสวัสดิการเพื่อลดการหมดไฟได้จริงๆ คำถามที่ต้องถามไม่ใช่แค่ว่า “จะให้อะไรเพิ่ม” แต่ต้องถามด้วยว่า “งานที่เขาแบกอยู่ทุกวันนี้ มันเกินกำลังของคนคนหนึ่งไปแล้วหรือเปล่า” และ “อะไรที่ควรเอาออก” ไม่ว่าจะเป็นงานที่ล้นเกิน การประชุมที่ไม่จำเป็น หรือความคาดหวังที่ไม่มีใครพูดออกมาตรงๆ

“องค์กรของคุณกำลังเพิ่มสวัสดิการเพื่อดูแลพนักงานจริงๆ หรือกำลังใช้สวัสดิการเพื่อปิดแผลที่ยังไม่กล้าแตะ?”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑