7 เหตุผลที่คนเราผลัดวันประกันพรุ่ง

วันนี้ขอเอาสิ่งที่ผมได้อ่านจาก Talent Management blog ของ Sean Conrad ที่เขาเขียนในเรื่องของ 7 เหตุผลที่ทำให้คนเรามีนิสัยผลัดวันประกันพรุ่ง แล้วก็เป็นผลทำให้การทำงานของเราแทนที่จะเสร็จก่อนเวลา กลับกลายเป็นไม่ทันเวลา หรือต้องมาเร่งๆ เอาวันที่ใกล้ส่งงาน ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อชีวิตการทำงานของเราเลย แต่ก็แปลกนะครับ คนเราส่วนใหญ่กลับชอบที่จะเลื่อนวัน และผลัดวันออกไปก่อน ถ้างานยังไม่รีบ เหมือนกับว่าเรารักที่จะสบายไว้ก่อน แล้วค่อยมาลำบากทีหลัง อ่านเพิ่มเติม “7 เหตุผลที่คนเราผลัดวันประกันพรุ่ง”

I am OK, You’re OK

ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายท่านน่าจะเคยได้ยินประโยคหัวเรื่องของผมในวันนี้ ไม่ว่าจะมีการอบรมกันในเรื่องของการทำงานเป็นทีม การสร้างแรงจูงใจให้พนักงาน หรือภาวะผู้นำ ฯลฯ จะต้องมีแนวคิดของนักจิตวิทยาคนนี้มาเล่าให้ฟังกันเสมอ แนวคิดนี้เป็นของ Thomas A Harris ซึ่งมีแนวคิดในการมองตนและมองคนอื่นดังนี้

แนวคิดนี้เรียกว่า 4 life positions ครับมีดังนี้ครับ

  • I’m Not OK, You’re OK ความคิดแบบแรกนี้ จะเป็นคนที่มองคนอื่นเก่งกว่า ดีกว่า ตนเองเสมอ จะมองตัวเองว่าด้อยกว่าคนอื่นตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ซึ่งสำหรับคนที่เป็นหัวหน้า ความคิดแบบนี้ไม่ดีนัก เพราะมองว่าตนเองไม่เก่งเลย ซึ่งจุดนี้จะทำให้เราไม่สามารถไปสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกน้องของตนเองได้ และทำให้เพื่อนร่วมทีมไม่ค่อยจะยอมรับและเชื่อถือเรา
  • I’m Not OK, You’re Not OK ความคิดที่สองก็คือ มองว่าตนเองไม่ดี ไม่เก่ง แถมยังมองคนอื่นว่าไม่ได้ดีไปกว่าตัวเองซักเท่าไร แบบนี้ยิ่งไม่ดีสำหรับคนที่จะเป็นหัวหน้า หรือผู้นำ
  • I’m OK, You’re Not OK แบบที่สามนี้ เป็นการมองตนเองว่าเหนือกว่าคนอื่นทุกเรื่อง แต่คนอื่นสู้ตนเองไม่ได้เลยสักเรื่องเดียว คนที่มองตนเองแบบนี้ จะเป็นคนที่ยกตนข่มท่าน และจะไม่ค่อยยอมให้คนอื่นมาดีกว่าตนเองได้
  • I’m OK, You’re OK แบบสุดท้ายนี้ จะเป็นแบบที่นักจิตวิทยาคนนี้ได้บอกไว้ว่าเป็นความคิดที่ดีที่สุด ที่อยากให้ทุกคนเป็น ก็คือ มองตนเองว่าเป็นคนมีความสามารถ มีความมั่นใจในตนเอง และความเก่งในการทำงานในเรื่องที่ตนถนัด รวมทั้งยังมองคนอื่นว่าเป็นคนที่เก่ง เพราะทุกคนจะมีความเก่งของตนเอง มีความเป็นตัวของตัวเอง คนที่มองแบบนี้จะเป็นคนที่มีความมั่นใจในตนเอง และให้เกียรติคนอื่นด้วย ซึ่งนี่คือคุณสมบัติที่ดีของคนที่จะเป็นผู้นำคนอื่นได้

ประเด็นก็คือ พอพูดถึงคำว่า I’m OK, and You’re OK ขึ้นมาแล้ว ทุกคนจะคิดว่าตนเองมีความเชื่อแบบนี้แน่นอน แต่ในทางปฏิบัติเป็นแบบนี้จริงๆ หรือไม่นั้น ก็อีกเรื่องนะครับ

ผมเคยเห็นหัวหน้างานหลายคนที่เวลาเข้าอบรมเรื่องนี้แล้ว ต่างก็ตอบอย่างชัดเจนว่า เขาเป็นคนที่มองคนอื่นดี และมองตนเองดี ก็คือเข้าข่าย I’m OK and You’re OK

แต่พอถึงเวลาทำงานจริงๆ ก็มักจะทำตัวยกตนข่มท่าน พยายามที่จะแสดงให้คนอื่นเห็นว่าตนเองเก่งกว่าในทุกเรื่อง โดยคุยโวโอ้อวดว่าตนเองมีความสามารถในการทำงาน มีประสบการณ์ในการทำงานนี้มามากมาย ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับทีมงานของตนเอง

แต่ในขณะเดียวกัน ก็มองลูกทีมตัวเองว่าเป็นคนที่ไม่เอาไหน เรื่องงานก็ยังทำได้ไม่เต็มที่ เรื่องพฤติกรรมก็ยังต้องปรังปรุงอีกมาก และมักจะคิดเสมอว่า ทำไมไม่เอาอย่างตนเองที่ทำงานดีมาตลอด

ผมคิดว่าสังคมของเราส่วนใหญ่จะสอนให้เราคิดแบบว่า I’m OK but you’re not OK มาตลอด ตั้งแต่วัยเรียนแล้ว ก็จะมีการแข่งขันกันในการสอบเข้า คนที่สอบเข้าได้ ก็คิดว่าตนเองเป็นคนเก่ง และมองคนที่สอบไม่ได้ว่าสู้ตนเองไม่ได้ และมีความภูมิใจในตนเองมากขึ้นเรื่อง จนสุดท้ายกลายเป็นความยึดติด และมองคนอื่นด้อยกว่าตนเองตลอดเวลา

ไม่ใช่แค่เรื่องเรียนหนังสือเท่านั้น การทำงานก็เช่นกัน จะต้องมีผู้แพ้ ผู้ชนะ อยู่ตลอดเวลา สังเกตได้เวลาที่เราคุยกันในที่ประชุม หรือคุยกันในหมู่เพื่อนๆ ด้วยกัน เราจะต้องมีการคุยข่มกันเอง ว่าฉันรู้เรื่องนี้มาแล้ว อีกคนก็จะบอกว่าฉันรู้มามากกว่าเธออีก อีกคนก็จะสำทับว่า ฉันต่างหากที่ได้เคยลองทำมันมากะมือ พวกเธอจะไปรู้อะไร จากนั้นก็จะเงียบไป และเริ่มเปลี่ยนเรื่องคุย พอเปลี่ยนเรื่องได้สักพัก ก็จะเข้าสู่วงจรเดิมอีกครับ

นี่คือการที่คนเราคิดแบบ I’m OK but you’re not OK แบบเต็มๆ เลยครับ

แล้วท่านเองล่ะครับมีแนวคิดแบบไหนในใจครับ ก็อยากให้ทุกคนเปลี่ยนมาเป็น I’m OK and you’re OK กันให้หมด โลกนี้จะได้มีแต่ความสงบสุข (ฝันกลางวันอีกแล้วเรา)

มีความรู้แต่ปฏิบัติไม่ได้ ก็เหมือนกับไม่มี

ทุกวันนี้เรื่องราวของเทคนิคการบริหารจัดการล้วนมีมากมายให้เราเรียนรู้ บางคนเมื่อสอบถามถึงความรู้ต่างๆ ด้านการบริหาร หรือเทคนิคสมัยใหม่ต่างๆ ก็ตอบได้แทบจะทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นที่มาที่ไปของทฤษฎีเหล่านั้น หรือหลักการต่างๆ เรียกได้ว่ารู้แทบทุกเรื่องตามที่เจ้าของทฤษฎีเขาว่ามา

เช่น ถามถึง BSC หรือ Balanced Scorecard ก็รู้เรื่อง ถามถึงเรื่องของ KPI ก็รู้อีก ถามถึงเรื่อง HR Transformation ก็รู้เรื่องเช่นกัน หรือ ถามถึงเรื่องราวของ Reward Management ก็ตอบได้ ฯลฯ

แต่ปัญหาก็คือ รู้แล้วเราสามารถนำเอาความรู้นั้นไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการจริงๆ ได้หรือไม่

ผมเคยได้ยินหลายคนพูดถึงเรื่องราวใหม่ๆ ทางด้านการบริหารงานบุคคล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ HR Transformation หรือ การพัฒนาระบบประเมินผลงานให้เป็นระบบบริหารผลงาน หรือ การเปลี่ยนจากระบบบริหารบุคคล สู่ การพัฒนาทุนมนุษย์ หรือ เปลี่ยนจากระบบการสรรหา รักษา พัฒนา ให้เป็น การบริหารพัฒนาคนเพื่อการเปลี่ยนแปลงระดับองค์การ หรือ เปลี่ยนจากการสรรหาคนเก่ง และดี มาสู่ การสรรหาคนเก่ง ดี เรียนรู้ไว ฯลฯ

เรื่องราวตัวอย่างข้างต้นเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนว่า ในแวดวง HR มีการพูดคุยกันอยู่ตลอดเวลา มีการอภิปราย มีการโต้แย้งกันในมุมมองต่างๆ แต่อยู่แค่เพียงในลักษณะขององค์ความรู้ในเชิงหลักการ ทฤษฎี มากกว่า ที่จะลงไปสู่แนวปฏิบัติจริง

เวลาถามคำถามกับเหล่า HR ตามบริษัทต่างๆ ที่ได้ผ่านความรู้เหล่านี้มาว่า “แนวโน้มในการบริหารงานบุคคลในอนาคตจะเป็นอย่างไรบ้างในแต่ละเรื่องของการบริหารบุคคล” ผมก็มักจะได้รับคำตอบที่ไม่ค่อยแตกต่างกันนัก เพราะศึกษามาจากแหล่งความรู้เดียวกัน

แต่พอถามต่อว่า “แล้วจะทำสิ่งเหล่านั้นให้เกิดขึ้นได่อย่างไรในองค์กรของเรา” กลับไม่ค่อยมีคำตอบสักเท่าไร เพราะไม่รู้ว่าในทางปฏิบัติแล้วจะต้องทำอย่างไรกันบ้าง

บางบริษัทก็พยายามนำเอาหลักการไปประยุกต์ใช้จริง ซึ่งก็เป็นที่น่าชื่นชม เพราะรู้แล้วก็พยายามที่จะนำสิ่งที่รู้มาทำให้เกิดขึ้นจริงในองค์กร แบบนี้น่าสรรเสริญครับ เพียงแต่ปัญหาก็คือ หลายคนยึดติดอยู่กับหลักการที่เป็นทฤษฎีมากจนเกินไป จนไม่สามารถหาทางออกได้ก็มี

ในความเห็นของผมนั้นทฤษฎีเป็นเพียงแนวทางกว้างๆ ให้เราเกิดความเข้าใจ แต่เวลานำเอาทฤษฎีเหล่านั้นไปใช้งาน เราจะต้องประยุกต์ให้เข้ากับองค์กรของเราให้มากที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องยึดตามทฤษฎีนั้นเป๊ะๆ

อย่างเวลาที่ผมออกแบบโครงสร้างเงินเดือนให้กับองค์กรต่างๆ ทฤษฎีเป็นส่วนหนึ่งของหลักการที่นำมาใช้ แต่สิ่งสำคัญก็คือ ต้องประยุกต์ให้เข้ากับองค์กรต่างๆ ให้สามารถนำไปใช้งานได้จริง บางองค์กรก็หลุดกรอบทฤษฎีไปเหมือนกัน แต่ว่าเขาสามารถใช้บริหารค่าจ้างได้อย่างดี และพนักงานรู้สึกถึงความเป็นธรรม แบบนี้ผมว่าดีกว่าทำตามทฤษฎีล้วนๆ แต่พนักงานร้องยี้นะครับ

อีกเรื่องก็คือ Balanced Scorecard ซึ่งหลายๆ องค์กรพยายามนำไปใช้แต่ก็มีสำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง ส่วนใหญ่บริษัทที่สามารถนำไปใช้ได้สำเร็จนั้น มักจะเป็นบริษัทที่นำเอา BSC มาเป็นแนวทางในการคิด พิจารณา จากนั้นก็ดัดแปลงหลักการนั้นให้เข้ากับวิถีการบริหารงานของบริษัทตนเองมากกว่าการที่จะใช้ตรงๆ ตามทฤษฎี เนื่องจากมันเป็นเพียงทฤษฎีเท่านั้น บางบริษัท ผู้บริหารเถียงกันจะเป็นจะตายให้ได้ เพราะต่างก็เรียนรู้มาไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่เถียงกันนั้นกลับไม่มีประโยชน์อะไรในการบริหารงานขององค์กรเลย เถียงกันบนพื้นฐานของทฤษฎีเท่านั้น

ก็เลยมีนิทานเซ็นเรื่องหนึ่งมาฝากครับ ซึ่งเป็นเรื่องราวคล้ายๆ กับที่ผมเล่าให้ฟังข้างต้นครับ เรื่องมีอยู่ว่า

คราหนึ่ง อาจารย์เซนเรียกศิษย์สามคนมาพบ จากนั้นเขียนบทกวีขึ้นบทหนึ่ง ความว่า “พิรุณโปรยปราย สองคนก้าวย่าง ไม่เปียกปอนหนึ่งคน” จากนั้นจึงเอ่ยถามเหล่าศิษย์ว่า “พวกเจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรกับกวีบทนี้ เหตุใดจึง “ไม่เปียกปอนหนึ่งคน” จงลองตอบออกมาดู”

ศิษย์คนแรกกล่าวตอบว่า “สองคนเดินอยู่ท่ามกลางฝนแต่คนหนึ่งไม่เปียกฝน เหตุผลง่ายดายยิ่ง นั่นย่อมเป็นเพราะคนผู้นั้นต้องสวมใส่เสื้อกันฝนอย่างแน่นอน”

อาจารย์เซนไม่มีปฏิกริยาตอบสนองต่อคำตอบนั้น หันไปถามศิษย์คนที่สองว่า เจ้าเล่า เห็นว่าอย่างไร?

ศิษย์คนต่อมาตอบว่า “คำตอบแรกย่อมไม่ถูกต้อง เพราะคำตอบที่แท้จริงย่อมไม่ง่ายดายขนาดนั้น สองคนเดินอยู่กลางฝน แต่คนหนึ่งไม่เปียก นี่ช่างผิดปกติอย่างยิ่ง ข้าคิดว่าต้องเป็นเพราะสถานที่ที่ทั้งสองเดินอยู่เป็นเขตที่บรรจบกันระหว่าง พื้นที่ที่ฝนตกและพื้นที่ที่ฝนไม่ตก คนหนึ่งเดินอยู่ด้านที่มีฝน ส่วนอีกคนเดินอยู่ด้านที่ฝนไม่ตก จึงไม่เปียกปอน” อาจารย์เซนได้ฟังคำตอบนี้ เพียงแต่ยิ้มออกมาน้อยๆ พลางเอ่ยถามศิษย์คนสุดท้ายว่าคิดเห็นอย่างไร

ศิษย์คนที่สามตอบว่า “คำตอบที่ศิษย์พี่ทั้งสองตอบมาทั้งการสวมเสื้อกันฝน และเดินอยู่ในเขตที่บรรจบกันระหว่างพื้นที่ที่ฝนตกและพื้นที่ที่ฝนไม่ตกล้วน เกินความเป็นไปได้ จริงๆ แล้วคำตอบนั้นง่ายดายยิ่ง การที่คนหนึ่งไม่เปียกก็เพราะเดินอยู่ใต้ชายคาบ้าน แม้ฝนตก ย่อมไม่เปียก” เขาตอบด้วยความมั่นใจ ทั้งยังยืดอกเฝ้ารอคำชมเชยจากอาจารย์เซน ทว่าอาจารย์เซนกลับเงียบงัน

ชั่วครู่ อาจารย์เซนจึงกล่าวว่า “วันนี้ข้าเรียกพวกเจ้ามา ทั้งยังตั้งปัญหาให้พวกเจ้าตอบ ทว่าไม่มีแม้สักคนที่ตอบคำถามได้ตรงใจข้า พวกเจ้าติดตามข้ามานาน ทุกวันก้มหน้าก้มตาร่ำเรียนพระธรรมคัมภีร์ ทว่ากลับไม่มีความก้าวหน้า พวกเจ้าทราบหรือไม่ว่าเป็นเพราะเหตุใด?” ศิษย์ทั้งสามคนต่างมองหน้ากันไปมา พลางส่ายหน้าว่าไม่เข้าใจ

อาจารย์เซนจึงตอบว่า “เหตุที่พวกเจ้าไม่ก้าวหน้า เป็นเพราะพวกเจ้าเพียงยึดติดกับตัวอักษรในตำราเท่านั้น ดังเช่นปัญหาที่ข้าถามในวันนี้ “ไม่เปียกปอนหนึ่งคน” พวกเจ้าได้แต่ยึดติดกับความหมายของข้อความในแง่มุมเดียว จึงไม่อาจค้นพบคำตอบ แท้จริงแล้วคำกล่าวที่ว่า “ไม่เปียกปอนหนึ่งคน” นั้นย่อมหมายความว่า “เปียกปอนทั้งสองคน” ได้เช่นกัน

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การคิดวิเคราะห์เรื่องใดก็ตาม หากสนใจเพียงเปลือกที่ห่อหุ้ม หรือยึดติดกับตัวอักษรเพียงผิวเผิน การหยั่งรู้ที่แท้ ย่อมไม่มีทางเกิดขึ้น

คุณมีความสุขในงานที่ทำอยู่หรือไม่ครับ

ท่านรู้สึกอย่างไรกับงานที่ท่านทำอยู่ในปัจจุบันครับ สนุก มันส์ หรือ น่าเบื่อ ไม่อยากทำ

ผมได้คุยกับผู้บริหารระดับสูงขององค์กรแห่งหนึ่ง ซี่งท่านได้บอกกับผมว่า อ่านเพิ่มเติม “คุณมีความสุขในงานที่ทำอยู่หรือไม่ครับ”

ไม่รู้แต่ ทำเป็นรู้

วันนี้มีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของคนบางคนที่มักจะทำตัวเป็นผู้รู้ ใครพูดอะไรก็ทำเป็นรู้ไปซะทุกเรื่อง ไม่มีเรื่องใดที่ไม่รู้ แต่เอาเข้าจริงๆ กลับไม่รู้เรื่องอะไรเลย เพราะถูกถามเข้าจริงๆ และให้แสดงความคิดเห็นในเรื่องที่คุยกัน ก็ตอบอะไรแทบจะไม่ได้เลย ซึ่งสุดท้ายคนอื่นก็เริ่มรู้ว่า คนนี้ไม่ได้รู้จริงเลย กลายเป็นว่าเสียเครดิตมากกว่า บอกว่าตนเองไม่รู้ไปซะตั้งแต่แรกอีก อ่านเพิ่มเติม “ไม่รู้แต่ ทำเป็นรู้”

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑