อัปเกรดคนแล้วอย่าลืมอัปเกรดค่าตอบแทนด้วย

บทความ · HR Management · Compensation Strategy

⬛ HR Insight

อัปเกรดคนแล้วอย่าลืมอัปเกรดค่าตอบแทนด้วย

“ถ้าองค์กรอัปเกรดคน แต่ไม่อัปเกรดวิธีดูแลคน คนที่เก่งขึ้นอาจไม่ได้อยู่เพื่ออัปสปีดองค์กร แต่อาจใช้ความเก่งใหม่ของเขาไปเติบโตที่อื่น”


บริษัทแห่งหนึ่งทุ่มงบพัฒนาคนไปหลายล้านบาทในช่วงสองปีที่ผ่านมา ส่งพนักงานไปเรียนหลักสูตร data analytics ซื้อแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ จ้างวิทยากรมาสอน และออกแบบโครงการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่อย่างจริงจัง

พนักงานหลายคนเก่งขึ้นจริง บางคนสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ด้วยตัวเอง บางคนนำทักษะใหม่ไปลดขั้นตอนการทำงานได้จริง บางคนเริ่มรับผิดชอบงานที่ซับซ้อนขึ้นโดยที่ไม่ต้องรอให้ใครสั่ง

แล้วสิ้นปีก็มาถึง

พนักงานสามคนที่เก่งขึ้นมากที่สุดลาออกภายในไตรมาสเดียวกัน ไปองค์กรอื่นที่จ่ายสูงกว่าเงินเดือนเดิมเฉลี่ย 25 ถึง 35 เปอร์เซ็นต์

ผู้บริหารไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะรู้สึกว่าองค์กรดูแลคนดีมาก ลงทุนพัฒนามาตลอด แต่สิ่งที่พลาดไปคือระบบค่าตอบแทนไม่เคยขยับตามความสามารถที่เพิ่มขึ้นของคนเหล่านั้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว


ทักษะที่เพิ่มขึ้น ต้องไม่หายไปในโครงสร้างเดิม

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจร้ายของใคร แต่เกิดจากการที่ระบบค่าตอบแทนกับระบบพัฒนาคนวิ่งคนละเส้นทางโดยไม่รู้ตัว

หลายองค์กรออกแบบระบบค่าตอบแทนโดยยึดตำแหน่ง ระดับงาน และอายุงานเป็นหลัก ซึ่งไม่ได้ผิด เพราะองค์กรต้องมีโครงสร้าง มีความเป็นธรรมภายใน และมีกรอบงบประมาณที่ควบคุมได้ แต่โลกการทำงานเปลี่ยนเร็วกว่าโครงสร้างตำแหน่งมาก

พนักงานสองคนอาจนั่งในตำแหน่งเดียวกัน ระดับงานเดียวกัน ชื่อตำแหน่งเดียวกัน แต่คนหนึ่งอาจมีทักษะที่ทำให้สร้างคุณค่าได้มากกว่าอีกคนอย่างเห็นได้ชัด ถ้าระบบค่าตอบแทนยังมองคนสองคนนี้เหมือนกันทุกอย่าง สัญญาณที่องค์กรส่งออกไปคือ การพัฒนาตัวเองไม่ได้สร้างความแตกต่างอะไรให้ชีวิตจริงของคุณ

และเมื่อสัญญาณนั้นถูกส่งซ้ำ ๆ คนเก่งก็จะเริ่มถามตัวเองว่าพัฒนาไปเพื่ออะไร


ทักษะที่ควรได้รับการมองเห็น คือทักษะที่ถูกใช้จริงจนเกิดผลลัพธ์

การอัปเกรดระบบค่าตอบแทนไม่ได้แปลว่าพนักงานเรียนคอร์สอะไรเพิ่มก็ต้องได้เงินเพิ่มทันที นั่นเป็นความเข้าใจที่อันตราย เพราะจะทำให้ระบบบวมโดยไม่สร้างผลลัพธ์จริง

สิ่งที่ระบบค่าตอบแทนควรมองเห็นไม่ใช่ทักษะที่ได้มา แต่คือทักษะที่ถูกนำไปใช้จริง

พนักงานที่ผ่านหลักสูตร automation มาแล้ว แต่กลับมานั่งทำงานแบบเดิมทุกอย่างด้วยมือ ก็ยังไม่มีเหตุผลพอที่ระบบจะปรับค่าตอบแทนให้ แต่ถ้าพนักงานคนเดียวกันนั้นเอาสิ่งที่เรียนมาลดขั้นตอนการทำงานของทีมได้จริง ลดเวลาที่เคยใช้ไปได้จริง นั่นคือคนละเรื่องกันแล้ว

ในแง่นี้ทักษะและผลงานแยกกันไม่ออก ทักษะคือความสามารถที่มีอยู่ แต่ระบบค่าตอบแทนควรให้น้ำหนักกับการที่ทักษะนั้นถูกใช้จนเกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่การที่คนคนนั้นผ่านการเรียนมาแล้ว


แล้วถ้าจะดูแลเรื่องนี้จริง ต้องไม่รอแค่รอบขึ้นเงินเดือนประจำปี

นี่คือจุดที่หลายองค์กรติดขัด เพราะระบบส่วนใหญ่ถูกออกแบบให้ขยับปีละครั้ง แต่การเติบโตของคนไม่ได้รอรอบปี วิธีที่ทำได้จริงมีอยู่หลายแบบ และไม่จำเป็นต้องใช้ทุกอย่างพร้อมกัน

01  Skill Premium — กำหนดไว้ล่วงหน้า ไม่ต้องรอรอบปี

กำหนดล่วงหน้าว่าทักษะกลุ่มไหนมีมูลค่าพิเศษต่อองค์กร เมื่อพนักงานพิสูจน์ได้ว่าใช้ทักษะนั้นในงานจริง ก็ปรับได้เลย แต่ต้องระวังว่าอย่าให้ทุกทักษะกลายเป็น premium หมด ไม่งั้นระบบจะควบคุมต้นทุนไม่ได้

02  ปรับเงินเดือนนอกรอบ เมื่อความรับผิดชอบเปลี่ยนจริง

เมื่อพบว่าระดับความรับผิดชอบของพนักงานเปลี่ยนไปจริง หรือค่าตอบแทนหลุดจากตลาดไปชัดเจน สิ่งสำคัญคือต้องมีนโยบายรองรับที่ชัดเจน ไม่ใช่ให้ผู้จัดการขอได้ตามใจ เพราะจะกลายเป็นความไม่เป็นธรรมภายในแทน

03  Bonus ที่ผูกกับโครงการ ไม่ใช่แค่รอบประเมินปีละครั้ง

เหมาะกับกรณีที่พนักงานถูกดึงไปรับผิดชอบงานที่ใหญ่ขึ้นเป็นการเฉพาะ เช่น เป็นหัวหน้าโครงการสำคัญ หรือไปช่วยทีมอื่นในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ออกแบบ bonus ที่ผูกกับผลลัพธ์ของงานนั้นได้เลย

04  สร้างระดับย่อยใน job family เดียวกัน ไม่ต้องรอตำแหน่งว่าง

แทนที่จะมีแค่นักวิเคราะห์กับผู้จัดการ ก็อาจมีระดับย่อยที่แต่ละระดับมีเกณฑ์ทักษะและผลงานชัดเจน พร้อมกรอบเงินเดือนที่ต่างกัน พนักงานสามารถขยับระดับได้เมื่อพิสูจน์ว่าทำได้จริง โดยไม่ต้องรอให้ตำแหน่งผู้จัดการว่างก่อน

ทั้งหมดนี้มีเงื่อนไขร่วมกันสองข้อ หนึ่งคือเกณฑ์ต้องชัดและเปิดเผยตั้งแต่ต้น พนักงานต้องรู้ว่าถ้าทำอะไรได้แล้วจะได้รับอะไร ไม่ใช่รู้ตอนที่ได้แล้ว และสองคือต้องผูกกับผลงานที่เกิดขึ้นจริงเสมอ ไม่ใช่ผูกกับการเรียนจบหลักสูตร


เมื่อคนเก่งขึ้น ตลาดก็มองเห็นเขามากขึ้นด้วย

การพัฒนาทักษะไม่ได้ทำให้พนักงานมีคุณค่าต่อองค์กรเดิมเท่านั้น แต่ทำให้เขามีคุณค่าต่อตลาดแรงงานมากขึ้นด้วย บริษัทในตัวอย่างข้างต้นลงทุนพัฒนาคนไปอย่างตั้งใจ แต่สิ่งที่สร้างขึ้นมานั้นตลาดมองเห็นได้เช่นกัน และตลาดไม่ได้รอให้รอบขึ้นเงินเดือนประจำปีก่อน

เมื่อช่องว่างระหว่างค่าตอบแทนภายในกับมูลค่าในตลาดกว้างถึงระดับหนึ่ง องค์กรจะเริ่มเสียคน ไม่ใช่เพราะเขาไม่ภักดี แต่เพราะตลาดให้ราคาความสามารถของเขาชัดเจนกว่าองค์กรปัจจุบัน

ดังนั้นองค์กรที่ลงทุนพัฒนาคนอย่างจริงจังควรติดตามตลาดค่าตอบแทนอย่างสม่ำเสมอด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มทักษะที่มีการแข่งขันสูง ไม่ใช่รอให้คนลาออกก่อนแล้วค่อยค้นพบว่าค่าตอบแทนหลุดตลาดไปแล้ว


ถ้าต้องการให้คนอัปเกรด องค์กรก็ต้องอัปเกรดระบบที่รองรับด้วย

สิ่งที่องค์กรควรระวังคือการพูดเรื่องการพัฒนาคนแบบให้พนักงานรับผิดชอบฝ่ายเดียว บอกให้คนต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต ต้องพร้อมรับอนาคต แต่เมื่อคนทำตามแล้ว ระบบกลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงตาม

ความสมดุลที่ดีคือเมื่อพนักงานพัฒนาตัวเองและนำความสามารถไปสร้างคุณค่าจริง ระบบต้องตอบสนองให้เห็นได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าตอบแทนที่ปรับตามทักษะที่สำคัญต่อกลยุทธ์ เส้นทางเติบโตที่ไม่ต้องรอตำแหน่งว่างเพียงอย่างเดียว หรือการยอมรับที่ชัดเจนและเร็วพอที่คนจะรู้สึกได้

เพราะถ้าข้อตกลงนี้ไม่สมดุลนานพอ คนเก่งจะเริ่มมองหาที่ที่สมดุลกว่า

บริษัทในตัวอย่างนั้นใช้เวลาหลายเดือนหลังจากเสียพนักงานสามคนไปกว่าจะตระหนักว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนไม่ภักดี แต่อยู่ที่ระบบไม่เคยขยับตามคนที่พัฒนาแล้วเลย

ระบบค่าตอบแทนขององค์กรคุณ รู้จักคนที่พัฒนาแล้วหรือยัง

ถ้าองค์กรอัปเกรดคน แต่ไม่อัปเกรดวิธีดูแลคน คนที่เก่งขึ้นอาจไม่ได้อยู่เพื่ออัปสปีดองค์กร แต่อาจใช้ความเก่งใหม่ของเขาไปเติบโตที่อื่น

“การพัฒนาคนที่ไม่มีระบบรองรับ คือการฝึกคนให้พร้อมสำหรับองค์กรถัดไป ไม่ใช่องค์กรของคุณ”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

ช่องว่างระหว่างเป้าหมายและความเป็นจริงของการบริหารค่าตอบแทนในองค์กร

บทความ · Compensation & Benefits · Pay Philosophy Series

⬛ HR Insight

ช่องว่างระหว่างเป้าหมายและความเป็นจริงของการบริหารค่าตอบแทนในองค์กร

“ความจริงใจที่เจ็บปวดได้ยินยังดีกว่าคำสัญญาที่ว่างเปล่า”


องค์กรส่วนใหญ่บอกว่าจ่ายค่าตอบแทนที่ค่ากลางตลาด

แต่จากรายงาน Strategic Foundations: Compensation Philosophy and Market Positioning ของ WorldatWork ปี 2024 รวมถึงจากข้อมูล survey ของ Think People Consulting รวมทั้งข้อมูลจากการไปวางระบบบริหารค่าตอบแทนให้กับองค์กรต่าง ๆ กลับพบว่าองค์กรจำนวนมากกำหนดตัวเลขการจ่ายจริงต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ถึง 10 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ และที่น่าสนใจกว่านั้นคือหลายองค์กรรู้ว่าตัวเองต่ำกว่าตลาด แต่ก็ไม่ได้มีความตั้งใจจะปรับแต่อย่างใด

เหตุผลที่ได้ยินบ่อยมากในประสบการณ์ของผมคือ “พนักงานไม่น่าจะรู้หรอก” ผมคิดว่านั่นคือการประเมินพนักงานต่ำเกินไปครับ และมันคือต้นตอของช่องว่างที่กำลังจะพูดถึงในบทความนี้


ช่องว่างสามด้านที่ต้องรีบอุด

ช่องว่างในเรื่องค่าตอบแทนไม่ได้มีด้านเดียวครับ ผมพบว่ามันมีอยู่สามด้านที่แตกต่างกัน และแต่ละด้านก็มีผลกระทบต่างกัน

1  ช่องว่างระหว่างสิ่งที่พูดกับสิ่งที่ทำ

นี่คือด้านที่อันตรายที่สุด เพราะมันเป็นเรื่องของความน่าเชื่อถือโดยตรง องค์กรที่ประกาศว่าจ่ายแข่งขันกับตลาด แต่ในความเป็นจริงจ่ายต่ำกว่าเป้าอย่างสม่ำเสมอ กำลังสร้างสัญญาที่ปฏิบัติตามไม่ได้กับพนักงาน และเมื่อพนักงานค้นพบความจริง ซึ่งพวกเขาจะค้นพบในที่สุด ความเชื่อมั่นที่พังไปนั้นยากมากที่จะกลับคืนมา

2  ช่องว่างระหว่างนโยบายกับการสื่อสาร

รายงานของ WorldatWork พบด้วยว่าจำนวนองค์กรที่มีการเขียนปรัชญาในการจ่ายค่าตอบแทนเป็นลายลักษณ์อักษรเพิ่มขึ้น 11 เปอร์เซ็นต์ระหว่างปี 2022 ถึง 2024 ฟังดูดีครับ แต่ถ้าพนักงานไม่รู้ว่าเอกสารนั้นมีอยู่ หรือรู้แต่ไม่เข้าใจว่ามันหมายความว่าอะไรกับตัวเอง เอกสารนั้นก็มีคุณค่าไม่ต่างจากการไม่มี

3  ช่องว่างระหว่างงบประมาณกับความตั้งใจ

ผมเข้าใจดีว่าองค์กรมีข้อจำกัดด้านการเงิน และบางปีงบที่มีก็ไม่พอให้จ่ายถึงระดับที่ตั้งเป้าไว้ แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การจ่ายน้อยกว่าเป้า ปัญหาอยู่ที่การยังคงประกาศเป้าเดิมออกไปทั้งที่รู้ว่าทำไม่ได้จริง


ถ้าปล่อยไว้จะเกิดอะไรขึ้น

ผลกระทบที่เห็นได้ชัดที่สุดคือเรื่องของการรักษาคนที่มีความสามารถ คนเก่งมักเป็นคนแรกที่รู้ราคาตลาดของตัวเอง และเมื่อรู้ว่าตัวเองได้รับน้อยกว่าที่ควร การลาออกก็เป็นเรื่องของเวลาเท่านั้น

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงกว่าคือพนักงานที่ยังอยู่แต่หมดความกระตือรือร้น พวกเขาอาจไม่ลาออกเพราะกลัวความเสี่ยง หรือเพราะมีภาระที่ต้องดูแล แต่เลือกที่จะทำงานพอผ่าน ไม่ใส่ใจมากกว่าที่จำเป็น และไม่มีแรงจูงใจจะทำให้ดีกว่าเดิม

นอกจากนี้ช่องว่างด้านการสื่อสารยังกระทบความสัมพันธ์ระหว่างผู้จัดการกับทีมด้วย เมื่อผู้จัดการอธิบายไม่ได้ว่าระบบค่าตอบแทนทำงานอย่างไร หรือทำไมพนักงานถึงได้รับในระดับนี้ ความไว้วางใจก็จะค่อยๆ หายไป และบรรยากาศในทีมก็จะหนักขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีใครรู้ว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่


เริ่มอุดช่องว่างนี้ได้อย่างไร

ผมไม่คิดว่าการแก้ปัญหานี้ต้องใช้งบประมาณมหาศาลเสมอไป บางครั้งสิ่งที่พนักงานต้องการไม่ใช่แค่เงินที่มากขึ้น แต่คือความจริงใจและความชัดเจน

1  หยุดประกาศเป้าหมายที่รู้ว่าทำไม่ได้

ถ้าปีนี้งบประมาณยังไม่เอื้อให้จ่ายที่ค่ากลางตลาดได้ ก็ควรบอกตรงๆ ว่าปีนี้อยู่ที่ระดับใด และมีแผนอย่างไรที่จะขยับเข้าหาเป้าหมายในอนาคต ความจริงใจที่เจ็บปวดได้ยินยังดีกว่าคำสัญญาที่ว่างเปล่าครับ

2  ลงทุนกับการสื่อสาร ไม่ใช่แค่การมีเอกสาร

ทำให้พนักงานเข้าใจจริงๆ ว่าเงินเดือนของตัวเองอยู่ในระดับใดเทียบกับตลาด การขึ้นเงินเดือนพิจารณาจากอะไร และถ้าอยากให้ค่าตอบแทนเติบโตต้องทำอะไรบ้าง

3  เตรียมผู้จัดการให้พร้อมคุยเรื่องนี้ได้จริง

พนักงานจะถามหัวหน้าโดยตรงเสมอ ไม่ใช่ HR และถ้าหัวหน้าตอบไม่ได้หรือตอบไม่ตรง ความไม่ไว้วางใจก็จะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ


พนักงานไม่น่าจะรู้หรอก?

ในยุคที่ข้อมูลเงินเดือนในตลาดหาได้ง่ายขึ้นทุกวัน ที่พนักงานคุยกันมากขึ้น และที่กฎหมายความโปร่งใสด้านค่าจ้างกำลังขยายตัวทั่วโลก การพนันว่าพนักงานจะไม่รู้ เป็นการพนันที่เสี่ยงขึ้นทุกปี

“ถ้าวันนี้พนักงานในองค์กรของคุณรู้ความจริงเรื่องค่าตอบแทนทั้งหมด พวกเขาจะรู้สึกว่าองค์กรยังน่าเชื่อถืออยู่ไหมครับ?”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

ทำไมโครงสร้างเงินเดือนต้องมี “เพดานเงินเดือน”

เวลาองค์กรออกแบบโครงสร้างเงินเดือน หนึ่งในสิ่งที่มักจะถูกถามบ่อยที่สุดคือ “ทำไมต้องกำหนดเพดานเงินเดือน (Maximum Salary) ด้วย” บางคนอาจมองว่าเป็นการปิดโอกาสให้พนักงานเก่ง ๆ ได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นตามความสามารถ แต่ในความเป็นจริง การมี “เพดาน” ไม่ใช่การปิดกั้น หากแต่เป็นกลไกสำคัญในการรักษาสมดุลของระบบค่าตอบแทนทั้งองค์กรมากกว่า

อ่านเพิ่มเติม “ทำไมโครงสร้างเงินเดือนต้องมี “เพดานเงินเดือน””

อยากได้ระบบค่าตอบแทนที่ใช่ อย่าลืมย้อนกลับมาดูตัวเองก่อน

“Copy ระบบค่าตอบแทนของบริษัทที่เขาทำดี ๆ มาเลยสิ” CEO บางองค์กรเคยพูดไว้

ระบบค่าตอบแทนไม่สามารถลอกเลียนแบบกันได้เลย แม้ว่าบริษัทจะอยู่ในธุรกิจแบบเดียวกัน เป็นคู่แข่งกัน แต่ระบบค่าตอบแทนไม่สามารถที่จะลอกเลียนแบบได้แบบเป๊ะ ๆ เนื่องจากสภาพแวดล้อมของแต่ละบริษัทมีความแตกต่างกันมาก และที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดก็คือ ความเชื่อ และแนวคิดในการบริหารจัดการของผู้นำองค์กร

อ่านเพิ่มเติม “อยากได้ระบบค่าตอบแทนที่ใช่ อย่าลืมย้อนกลับมาดูตัวเองก่อน”

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑