การสื่อสาร ปัญหาคลาสสิค ที่ต้องการความใส่ใจของผู้บริหารทุกระดับขององค์กร

แม้ว่าโลกเราในทุกวันนี้ จะมีเทคโนโลยีทันสมัยมากมายที่เชื่อมโลกถึงกันแทบจะทั้งใบ เรารู้สึกว่า เรารู้เรื่องราวต่าง ๆ ในโลกใบนี้แค่เพียงพริบตา เราสามารถสื่อสารกับเพื่อนที่อยู่อีกฟากหนึ่งของโลกได้อย่างทันที อีกทั้งเรายังรู้สึกว่า เราเชื่อมโยงกับเพื่อน ๆ ได้ตลอดเวลา ซึ่งทำให้คนเราในยุคนี้รู้สึกว่า เราสื่อสารกันอยู่ตลอดเวลา

แต่ลองพิจารณากิจกรรมการใช้ชีวิตของเราในแต่ละวันดูอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นชีวิตส่วนตัวหรือชีวิตการทำงาน ท่ามกลางการเชื่อมต่ออันทันสมัยนั้น เราสื่อสารจริง ๆ กับคนรอบข้างเรามากน้อยแค่ไหนกัน

ในปีที่ผ่านมานี้ แทบจะทุกองค์กรที่มีโอกาสเข้าไปเป็นที่ปรึกษา ผู้บริหารระดับสูงมักจะพูดคล้าย ๆ กันว่า องค์กรเรามีปัญหาด้านการสื่อสารในองค์กรอย่างมาก พนักงานไม่เคยรู้เรื่องในสิ่งที่ผู้บริหารคิดและต้องการให้ทำ ผู้บริหารเองก็ไม่เคยรู้เรื่องเลยว่าพนักงานคิดอะไรอย่างไรกับการทำงาน และกับบริษัทบ้าง ทั้ง ๆ ที่เราก็ทำงานอยู่ด้วยกันทุกวัน องค์กรของท่านเป็นแบบนี้บ้างหรือไม่ครับ

ปัญหาที่เกิดขึ้นในเรื่องของการสื่อสารภายในองค์กรนั้นเป็นปัญหาโลกแตกจริง ๆ ครับ หลาย ๆ องค์กรพยายามที่จะแก้ไขปัญหานี้โดยอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อให้การสื่อสาร การเชื่อมต่อถึงกันได้ง่ายขึ้น แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำให้การสื่อสารไปถึงกันได้อย่างที่คาดหวังไว้เลย เนื่องจากถ้าคนคนนั้นไม่คิดที่จะสื่อสารอะไร หรือสื่อสารแบบผิด ๆ แม้ว่าเราจะใช้เครื่องมือทันสมัยเพียงใด ก็ไม่มีประโยชน์

ลองมาดูกันว่าปัญหาในเรื่องของการสื่อสารกันในองค์กรนั้นมีอะไรบ้าง

  • หัวหน้ากับลูกน้องไม่คุยกัน กรณีนี้ไม่ใช่หัวหน้าลูกน้องมีปัญหากันนะครับ แต่หัวหน้าบางคนไม่รู้ว่าจะคุยอะไรกับลูกน้อง ก็เลยเงียบๆ กันไป ลูกน้องเองก็ไม่เคยคิดที่จะถามอะไรเลย ผลก็คือต่างคนต่างนั่งเงียบทำงานกันไปเรื่อย ๆ นโยบายเป้าหมายการทำงาน แผนงาน การติดตามงาน รวมถึง เรื่องราวต่าง ๆ ของฝ่ายตนเอง ก็ไม่เคยมีการพูดคุยกัน เหมือนนั่งเข้าฌาน ส่งกระแสจิตกัน สุดท้ายก็ไม่เคยเข้าใจเป้าหมายของงาน หลายแห่งต้องไปอาศัยฝ่ายอื่นมาบอกว่ามีข่าวคราวอะไรบ้าง ซึ่งคนที่มาบอก ก็บอกถูกบ้างผิดบ้าง ปัญหาก็ตามมาอีก
  • หัวหน้าคิดไปเองว่าลูกน้องรู้แล้ว กรณีนี้น่ากลัวว่าอีก เพราะหัวหน้าจะคิดไปเองว่า สิ่งที่หัวหน้ารู้ ลูกน้องก็ต้องรู้ ดังนั้นไม่จำเป็นต้องบอกก็ได้ ผลก็คือ ลูกน้องก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าบริษัทมีนโยบาย หรือมีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นบ้าง หรือในกรณีผลงานลูกน้องออกมาไม่ได้ตามแผนงานหรือเป้าหมายที่ตั้งไว้ ก็ไม่เคยบอกลูกน้องเลย ปล่อยให้ลูกน้องตรัสรู้เอาเอง เพราะคิดว่า แค่นี้ก็น่าจะรู้ตัวเองอยู่แล้ว แต่ลูกน้องบางคนก็ไม่รู้นะครับ ดังนั้นผลก็คือ หัวหน้าก็จะไม่พอใจลูกน้องตลอดเวลา เพราะไม่เคยรู้เลยว่าผลงานที่ออกมาไม่ดี แต่ฝั่งลูกน้องก็คิดว่า เพราะลูกพี่ไม่เคยบอกอะไรเลยว่าตนเองทำอะไรไม่ดีไปบ้าง แสดงว่าสิ่ที่ทำมานั้นดีทุกอย่าง เพราะไม่ได้รับ Feedback จากหัวหน้านั่นเอง ปัญหาก็เกิดขึ้นทันทีในการบริหารงานภายใน
  • ปัญหาช่องว่างระหว่างวัย ปัญหานี้มีผลต่อการสื่อสารกันภายในองค์กรอย่างมากเลยทีเดียว ผู้บริหารระดับสูงๆ ที่เติบโตมาในยุคสมัยหนึ่งก็ต้องการให้ผู้น้อยเข้าหาแบบสุภาพ จะพูดจะจาอะไร ก็ต้องใช้คำพูดที่แสดงถึงความเป็นผู้ดีมีตระกูล ภาษาก็ต้องเลือกภาษาที่เป็นทางการสุภาพ จะเขียนจดหมาย หรือบันทึกก็ต้องมีคำขึ้นต้นลงท้ายที่ถูกต้อง ฯลฯ แต่เด็กสมัยใหม่นั้น จะสื่อจะพูดอะไรต้องการความรวดเร็ว ไม่มีเวลามานั่งคิดหาคำพูด บางครั้งก็มีตัวย่อออกมาโดยไม่รู้ตัว หรือใช้ภาษาวัยรุ่นคุยกับผู้บริหารโดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว เช่น คำว่า เด๋ว มะมีอะไร ทามมาย ตลอดๆ ซะงั้น ฯลฯ ซึ่งผู้บริหารก็จะรู้สึกระอาใจมากกับวิธีการสื่อสารของเด็กสมัยใหม่ ก็เลยมี comment มีการสั่งสอนวิธีการสื่อสารใหม่ ต้องมีการใช้คำที่ถูกต้อง ใช้ภาษาที่สละสลวย ผลก็คือ พนักงานเงียบกริบ ไม่ต้องการที่จะสื่ออะไรทั้งนั้น เพราะขี้เกียจมานั่งประดิษฐ์ประดอยคำพูดต่างๆ ผลก็คือ ไม่มีการสื่อสารใดๆ เกิดขึ้นอีกต่อไป
  • ลูกน้องคิดเองว่าลูกพี่ก็น่าจะรู้เองได้ เช่นกันครับ ลูกน้องบางคนก็มองหัวหน้าว่า เนื่องจากเป็นหัวหน้า ก็ต้องรู้เรื่องราวของลูกน้องสิ ทำไมต้องสื่อกันด้วย แต่นี้ไม่รู้หรืออย่างไร จริงๆ แล้วหัวหน้าก็คือคนคนหนึ่ง ซึ่งถ้าไม่มีใครมาบอกอะไร ก็คงจะไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรกันขึ้น ดังนั้นการที่เราต้องการจะให้หัวหน้าเรารับทราบเรื่องอะไร สิ่งที่ต้องทำก็คือ แจ้งหัวหน้าครับ อย่าคิดไปเองว่าหัวหน้าจะรู้เองได้
  • เรื่องดีไม่พูด พูดแต่เรื่องไม่ดี ปัญหานี้เกิดขึ้นเยอะครับในหลายๆ องค์กร เรื่องราวดีๆ ที่เกิดขึ้นในองค์กรมักจะไม่ค่อยมีใครสนใจหรือใส่ใจที่จะบอกต่อ ใครที่ผลงานดี มีความรู้ความสามารถ มักจะไม่ค่อยมีใครใส่ใจ แต่ถ้าเรื่องราวไม่ดีของคนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวลือแบบฉาวๆ หน่อย แบบนี้สิสนุกปากกันล่ะครับ ทั้งๆ ที่เรื่องราวเหล่านั้นอาจจะไม่มีความจริงปนอยู่เลย สุดท้ายคนที่โดนนินทาก็เข้าหน้าคนอื่นไม่ติด บางคนต้องลาออกไปจากองค์กรทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรอย่างนั้นเลยก็มี ผลก็คือองค์กรก็ต้องเสียคนที่ดีไป (ถ้าคนนั้นเป็นคนดีนะครับ)
  • สื่อกันด้วย Line Messenger หรือ Social Media อย่างเดียว ปัญหาการสื่อสารในองค์กรปัจจุบันอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ในเทคโนโลยีเข้ามาช่วยสื่อสารกัน ทั้งๆ ที่นั่งติดกัน แต่ก็ line กันตลอดเวลา แทนที่จะหันมาคุยกัน ก็หยิบเอาโทรศัพท์ขึ้นมากดๆๆๆๆ ยิ่งไปกว่านั้นบางคนนั่งทำงานติดกัน แต่แทบจะไม่เคยคุยกันเลย แต่ต่างคนต่างก็ยกโทรศัพท์ขึ้นมาคุยกับคนอื่น แบบนี้มั้งครับที่เขาเรียกว่า อยู่ใกล้กันแต่ไม่เคยสื่อถึงกันเลย บางองค์กรกลายเป็นคุยกันด้วยการกดๆๆๆ แทนที่จะโทรคุยกัน ก็กดคุยกัน ซึ่งมันใช้เวลามากกว่าการคุยกัน แทนที่ใช้เวลาคุยเพียง 2 นาทีจบ ต้องมานั่งกดๆๆ ซึ่งใช้เวลาพิมพ์นานเข้าไปอีก

ที่ยกมานั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาการสื่อสารที่หลายๆ องค์กรได้พบเจอกันมา การแก้ไขจะต้องไปแก้ที่จิตสำนึกของพนักงานกันเลยครับ บางองค์กรก็เอาเรื่องของการสื่อสารเป็น Core Competency ซึ่งพนักงานจะต้องแสดงพฤติกรรมที่สอดคล้องกับสิ่งองค์กรอยากให้เป็น และคงจะต้องมีการติดตามเพื่อให้เกิดการเปลียนแปลงพฤติกรรมของพนักงานอย่างต่อเนื่อง

สิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือ ผู้บริหารระดับสูงจะต้องแสดงตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีของการสื่อสารด้วย มีอะไรก็ต้องคุยกัน รับฟังกัน ชี้แจงกัน และมีการกระตุ้นให้พนักงานทุกระดับ ต้องสื่อสารกัน แล้วปัญหาทางด้านการสื่อสารก็จะค่อยๆหมดไปครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

บลอกที่ WordPress.com .

Up ↑

%d bloggers like this: