สวัสดิการ 5 อย่างที่ควรพิจารณาขยับขยายให้ดีขึ้น

จากการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของสภาพแวดล้อม วิถีชีวิต และวิธีการทำงานในช่วงสถานการณ์โควิดในช่วงสองปีที่ผ่านมานั้น มีผลกระทบอย่างมาในเรื่องของความคิด ทัศนคติและความต้องการของพนักงานในการทำงาน และการใช้ชีวิตอย่างมากมาย พนักงานได้

พนักงานเองได้เรียนรู้เกี่ยวกับวิธีคิด และวิธีการทำงานใหม่ ๆ และเริ่มที่จะกลายเป็นนิสัยใหม่ในการทำงาน จนทำให้เกิดผลกระทบที่ตามมาในเรื่องของการบริหารทรัพยากรบุคคลขององค์กรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดสวัสดิการพนักงานขององค์กร ที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ทันสมัย และทันต่อสภาพแวดล้อมและความต้องการของพนักงานที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน

สวัสดิการอะไรบ้างที่องค์กรควรจะจัดให้มี หรือ ถ้ามีอยู่บ้างแล้ว ก็ควรจะขยับขยายให้ทันต่อยุคสมัยมากขึ้น

  • Flexible Working การจัดการทำงานแบบยืดหยุ่น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ในยุคนี้ พนักงานไม่ว่าจะอยู่ใน Gen ใด ต่างก็ต้องการการทำงานแบบยืดหยุ่นมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเขาพิสูจน์มาด้วยตัวเขาเองแล้วว่า ช่วงโควิดที่ผ่านนั้น เขาสามารถทำงานแบบยืดหยุ่น และผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพได้เช่นกัน ดังนั้น ถ้าองค์กรสามารถทำเรื่องการทำงานแบบยืดหยุ่นให้เป็นมาตรฐานสวัสดิการใหม่ขององค์กร ก็น่าจะทำให้เกิดผลดีต่อความรู้สึกของพนักงาน และต่อ Engagement ของพนักงานต่อองค์กรด้วยเช่นกัน

  • ปรึกษาแพทย์แบบ online สวัสดิการอีกประเภทหนึ่งที่ควรจะขยับขยาย ซึ่งมีเหตุจากช่วงโควิดที่ผ่านมาเช่นกัน ก็คือ การที่พนักงานสามารถปรึกษาแพทย์ หรือ หาหมอแบบ online และให้หมอสั่งยาแบบ online ได้ แล้วเราไปซื้อยาตามที่หมอสั่ง เนื่องจากช่วงโควิดโรงพยายาลกลายเป็นสถานที่เสี่ยงมาก ก็เลยทำให้หลายโรงพยาบาลเปิดบริการด้านนี้มากขึ้น โดยเฉพาะในต่างประเทศ ในประเทศไทยเองปัจจุบันก็มี app และมี platform ด้านการแพทย์ที่สามารถให้ประชาชนเข้าไปปรึกษาหารือ รักษาอาการป่วยไข้ในแบบที่ไม่รุนแรงได้อยู่ ซึ่งองค์กรเองก็น่าจะพิจารณาขยับขยายสิทธิสวัสดิการนี้ให้กับพนักงานเช่นกัน

  • สวัสดิการด้านสุขภาพจิต เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ควรจะให้ความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากสภาพการทำงานปัจจุบันส่งผลทำให้พนักงานเกิดความเครียดได้ง่ายมากขึ้น และมีผลต่อการ Burnout ของพนักงาน ดังนั้นสวัสดิการรักษาพยาบาลก็ควรจะขยับขยายไปสู่ทางด้านการดูแลสุขภาพจิตของพนักงานด้วยเช่นกัน

  • ลาเพื่อดูแลลูก ช่วงที่ work from home ที่ผ่านมา พ่อ แม่ ทำงานไปด้วยดูแลลูกไปด้วยได้ ดังนั้น ก็เลยกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ และเป็นความต้องการใหม่ ที่พนักงานต้องการที่จะได้สิทธิในการลาเพื่อดูแลลูกของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นช่วงเจ็บป่วย หรือช่วงที่ต้องมีกิจกรรมร่วมกับทางโรงเรียน ซึ่งถ้าองค์กรเพิ่มเติมขยับขยายสิทธิในการลาเพื่อที่จะดูแลเลี้ยงดูลูกของพนักงานได้ ก็จะทำให้เรามีสวัสดิการที่ทันต่อยุคสมัยมากขึ้น

  • ลาเพื่อดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือ บิดามารดาของพนักงานเองที่สูงอายุ และต้องอยู่กับบ้านคนเดียว ก็จะสร้างความรู้สึกสบายใจให้กับพนักงานที่มีบิดามารดาสูงอายุที่ต้องดูแล ยิ่งในช่วงอนาคตที่จะถึงนี้ สังคมบ้านเรากำลังจะเข้าสู่ยุคและผู้สูงอายุ ซึ่งทำให้คนรุ่นใหม่ ต้องมีภาระในการดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น องค์กรก็น่าจะต้องมีการพิจารณาเพิ่มเติมสวัสดิการในส่วนนี้เข้าไปให้ชัดเจนมากขึ้น

ข้างต้นก็คือสวัสดิการ 5 ประเภทที่เราควรจะพิจารณาเพิ่มเติมเข้าไปในระบบสวัสดิการขององค์กร เพื่อสร้าง Engagement ระหว่างพนักงานกับองค์กรได้ดีขึ้น เมื่อพนักงาน Engage ก็จะส่งผลต่อผลงานของพนักงานที่ดีขึ้นด้วย จากงานวิจัยต่าง ๆ ในเรื่อง Engagement ที่ผ่านมา ก็พอจะทำให้เราเห็นความเชื่อมโยงนี้ได้อย่างดี

ยิ่งไปกว่านั้น ข้อสนับสนุนจากงานวิจัยของ SHRM เรื่อง Employee Benefits ก็ยืนยันว่า แนวโน้มสวัสดิการเหล่านี้เริ่มเป็นที่ต้องการของพนักงานมากขึ้นในทั่วโลก ดังนั้น ถ้าองค์กรของเราเริ่มที่จะพิจารณา และปรับเปลี่ยนแนวทางในการจัดสวัสดิการที่ทันสมัยมากขึ้น ก็จะทำให้เราสามารถดึงดูด เก็บรักษา และสร้างความผูกพันให้เกิดขึ้นกับ Talent ขององค์กรได้ดียิ่งขึ้นไปอีก

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

บลอกที่ WordPress.com .

Up ↑

%d bloggers like this: