ทำไมผู้สมัครจึงตัดสินใจ ไม่ทำงานกับองค์กรของเรา

ช่วง Covid19 แบบนี้ หลายองค์กรก็ต้องใช้นโยบายไม่รับพนักงานเพิ่ม โดยเฉพาะกับธุรกิจที่ยังประสบกับผลกระทบจากไวรัสตัวนี้ แต่ก็ยังมีอีกหลายธุรกิจที่ยังสามารถเติบโตได้ในช่วงนี้ และยังต้องการรับพนักงานเพิ่มเติมอยู่ตลอด แต่เชื่อหรือไม่ครับว่า HR ก็ยังบ่นให้ฟังอยู่เช่นเคยว่า ช่วงที่หางานยากๆ แบบนี้ คิดว่าผู้สมัครจะต้องยอม และต้องง้อบริษัทมากกว่า แต่กลับกลายเป็นว่าก็ยังมีผู้สมัครอีกมากที่ปฏเสธงานจากบริษัทที่เรียกตัวเข้าทำงาน

ซึ่งพอมาเช็คกับผู้สมัครงาน เขาก็ตอบตรงๆ ว่า “ถ้ามีงานทำแล้ว แต่งานนั้นเป็นงานที่ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกสบายใจ แต่กลับทำให้เรายิ่งเครียดกับสิ่งต่างๆ มากขึ้น ถ้าต้องเป็นแบบนั้นจริงๆ สู้หางานที่เราชอบ และสบายใจทำ ยังจะดีกว่า”

แสดงว่าผู้สมัครบางคนก็ไม่ง้อนายจ้างเหมือนกัน แต่อยากได้งานที่ตนเองทำแล้วสบายใจในทุกๆ ด้าน ดีกว่า มานั่งเครียด ถ้าเป็นแบบนั้น ก็สู้นั่งว่างงานสบายใจต่อไปน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า การไปนั่งเครียดทำงาน

HR ก็คงต้องปรับตัว ปรับใจให้สอดคล้องกับแนวคิดของผู้สมัครในยุคนี้ด้วยเช่นกัน แต่อย่างไรก็ดี มีสาเหตุที่ทำให้ผู้สมัครตัดสินใจไม่เลือกทำงานกับบริษัทที่ตอบรับเขาเข้าทำงานอยู่เหมือนกัน มีสาเหตุอะไรบ้างเรามาดูกันครับ

  • ไม่ถูกใจเรื่องค่าจ้างและสวัสดิการ เหตุผลแรกของผู้สมัครที่ปฏิเสธการรับเข้าทำงานของบริษัท ก็คือ เรื่องของตัวเลขเงินเดือนค่าจ้าง และสวัสดิการที่บริษัทเสนอนั้น ยังไม่ตรงกับสิ่งที่ผู้สมัครคาดหวังไว้ เรื่องนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องแรกๆ ที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้สมัครค่อนข้างจะมาก เพราะเรื่องอื่นยังไม่รู้ แต่ขอให้เรื่องนี้ได้ตรงตามที่เราต้องการไว้ก่อน ซึ่งบริษัทที่มีอัตราค่าจ้างที่แข่งขันได้ ก็จะได้เปรียบในเรื่องนี้ เพราะเสนอตัวเลขค่าจ้างที่อยู่ในอัตราที่แข่งขันได้ อัตราการปฏิเสธของผู้สมัครก็จะน้อยลง

  • รู้สึกว่าไม่เหมาะกับวัฒนธรรมองค์กร ตัวผู้สมัครเองก็มีการพิจารณาเรื่องของความเหมาะสมในเรื่องของวัฒนธรรมองค์กรด้วยเช่นกัน ไม่ใช่แค่เพียงองค์กรพิจารณาเพียงฝ่ายเดียว ผู้สมัครเองก็พยายามที่จะหาข้อมูล ทั้งจากเว็บไซต์ จากเพื่อนๆ จากข้อมูลข่าวสารต่างๆ รวมทั้งข้อมูลจากการสัมภาษณ์ มาประกอบการตัดสินใจว่า ด้วยวัฒนธรรมการทำงานแบบนี้ เราจะทำงานได้ด้วยหรือไม่ และถ้าพนักงานรู้สึกว่าคุยแล้วไม่ใช่ ก็จะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เขาปฏิเสธการตอบรับงานของบริษัทได้

  • งานไม่เหมือนกับที่คิดไว้ อีกเหตุผลหนึ่งที่ผู้สมัครงานปฏิเสธเข้าทำงานก็คือ ตัวงานเองที่คุยแล้วรู้สึกว่ามันไม่ตรงกับสิ่งที่ตนเองคิดและคาดหวังไว้ โดยปกติเวลาสมัครงานก็มักจะมีรายละเอียดหน้าที่และความรับผิดชอบของงานสั้นๆ เขียนกำกับไว้เท่านั้น ซึ่งก็อาจจะทำให้ผู้สมัครคิดไปเองมากมาย ว่างานจะต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ บางแห่งเขียนไว้อย่างหรู แต่พอถึงเวลาสัมภาษณ์ถามเข้าจริงๆ ก็ไม่เหมือนกับสิ่งที่คิดไว้ เมื่อมันไม่ตรงกับสิ่งที่ผู้สมัครคาดหวังไว้ ก็เป็นเหตุให้เขาปฏิเสธได้อีกเช่นกัน

  • รู้สึกว่าทำงานที่นี่อาจจะไม่มี Work-Life Balance เรื่องของการสร้างความสมดุลของชีวิตส่วนตัวกับเรื่องงานนั้น ปัจจุบันเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากขึ้น พนักงานเองต้องการเรื่องนี้มากขึ้นเช่นกัน แต่ถ้าการสมัครงานครั้งนั้น มีข้อมูลที่พิสูจน์ได้ว่า การทำงานที่นี่ไม่มี Work Life Balance แล้ว ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พนักงานปฏิเสธไม่ทำงานด้วย แม้ว่าผู้สัมภาษณ์อาจจะโม้ไว้เยอะ แต่ถ้าเริ่มต้นทำงานแล้วมันไม่เป็นไปตามที่โม้ไว้ จะยิ่งทำให้ความรู้สึกของผู้สมัครยิ่งแย่ไปได้ด้วย และสุดท้ายก็ต้องขอลาออกจากองค์กรไปอยู่ดี

  • อ่านเจอแต่เรื่องไม่ดีเกี่ยวกับบริษัท ปัจจุบันนี้ผู้สมัครส่วนใหญ่มักจะหาข้อมูล และสอบถามเพื่อนๆ หรือไม่ก็ ทิ้งคำถามไว้ใน Social Media ต่างๆ แล้วสักพักก็จะเริ่มได้คำตอบมา ซึ่งถ้าคำตอบที่ได้มีแต่เรื่องที่ไม่ดีเกี่ยวกับบริษัท มันก็ไม่แปลกที่ผู้สมัครจะปฏิเสธงานของบริษัท โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน เรื่องที่ไม่ดีนั้น แพร่กระจายได้เร็วมาก ซึ่งมีผลต่อภาพลักษณ์ของบริษัทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

  • ระบบการสรรหาคัดเลือกที่ไม่ดีพอ อาทิ ทิ้งช่วงนานเกินไป บางบริษัทมีขั้นตอนในการสรรหาคัดเลือกที่นานเกินไป และทิ้งช่วงในการติดต่อกับผู้สมัครนานมาก จนทำให้ผู้สมัครเองก็รู้สึกถึงความไม่ใส่ใจของบริษัทที่มีต่อตนเอง หรือบางองค์กรมีระบบการคัดเลือกที่ดูยุ่งยากมากมาย ทดสอบแล้วทดสอบอีก และเป็นการทดสอบที่ไม่มีตรรกะใดๆ กับงานที่สมัครเลย ยิ่งไปกว่านั้น เวลาสัมภาษณ์ ก็ไม่มีคำถามอะไรที่ออกมาจากผู้สัมภาษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความน่าดึงดูดใจในการทำงานที่นี่เลย

  • ตัวคนสัมภาษณ์เองนี่แหละ สาเหตุสุดท้ายของผู้สมัครที่ปฏิเสธงานก็คือ ตัวคนสัมภาษณ์เองนี่แหละครับ คุยไปคุยมา รู้สึกว่าไม่น่าเชื่อถือ ไม่น่าไว้ใจ ตัวคนสัมภาษณ์ถามอะไรก็ไม่รู้ อีกทั้งดูแล้วไม่ค่อยน่าทำงานด้วยเท่าไหร่

เมื่อพอรู้ว่าผู้สมัครคิดอย่างไรบ้างแล้ว ก็อย่าลืมหาวิธีการป้องกันไว้แต่เนิ่นๆ นะครับ เพราะการสรรหาคัดเลือกพนักงานนั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้งบประมาณมาก ถ้าหาแล้ว ถูกปฏิเสธบ่อยๆ ก็ยิ่งทำให้ต้นทุนในการหาคนสูงขึ้นไปเรื่อยๆ อีกทั้งยังมีผลต่อการทำงาน ซึ่งถือเป็นต้นทุนค่าเสียโอกาสที่มีมูลค่ามหาศาลที่ทำให้องค์กรขาดคนทำงาน และผลงานก็จะยิ่งไปสู่เป้าหมายได้ยากขึ้นไปอีกครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

บลอกที่ WordPress.com .

Up ↑

%d bloggers like this: