Emotional Intelligence ยังคงสำคัญ โดยเฉพาะกับผู้จัดการและผู้นำ

เรื่องของความฉลาดทางอารมณ์ก็ยังคงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก สำหรับคนที่จะเป็นผู้จัดการหรือผู้นำที่ดี ไม่ว่าเวลาจะผ่านมากี่ปีแล้วก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่มีแต่ AI และ หุ่นยนต์ หันไปไหนมาไหน ก็มีแต่ระบบ AI ที่เข้ามาแทนที่การทำงานของคน เรื่องของความฉลาดทางอารมณ์ก็ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นไปอีก

จากงานโครงการด้าน Engagement Survey ที่ได้ทำให้กับบริษัทต่างๆ ก็ยังคงยืนยันได้ว่า การที่พนักงานจะรู้สึกดี หรือไม่ดี กับงาน และการทำงานในบริษัท ส่วนใหญ่ก็มาจากตัวผู้จัดการที่เป็นหัวหน้าของพนักงานคนนั้นๆ

สิ่งที่มักจะได้รับ Feedback มาจากพนักงานเกี่ยวกับผู้จัดการก็คือ

  • ผู้จัดการมักจะไม่ค่อยใส่ใจ หรือสนใจว่า พนักงานจะรู้สึกอย่างไร มักจะเอาความคิดเห็นของตนเองเป็นใหญ่เสมอ
  • ผู้จัดการไม่สามารถที่จะควบคุมอารมณ์ของตนเองได้เลย เวลาคุยกันทีไร มักจะขึ้นเสียงกับพนักงาน หรือเวลาที่โกรธก็จะแสดงอารมณ์รุนแรงกับพนักงานมาก
  • ช่วงเช้าๆ ของแต่ละวัน ควรจะเป็นช่วงเวลาในการเริ่มต้นการทำงานที่ดี แต่ผู้จัดการกลับทำให้เป็นวันที่แย่มาก ตั้งแต่เช้าเลย
  • เวลาทำงานดี ไม่เคยสนใจอะไรเราเลย แต่ถ้าทำงานพลาดเมื่อไหร่ ระเบิดลงเมื่อนั้น
  • เราป่วย ผู้จัดการไม่เคยเห็น ไม่เคยใส่ใจว่าจะป่วยมากน้อยแค่ไหน ของแค่เพียงงานที่เขาสั่ง ต้องเสร็จทันเวลา
  • เวลานั่งทำงานเหมือนมีสายตาจับผิด คอยจับจ้องเราอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยเห็นสายตาที่แสดงความเข้าใจ หรือความเห็นใจเลยสักครั้ง
  • ฯลฯ

ยังมีอีกมากที่เป็นคำพูดของพนักงานที่แสดงออกให้เห็นว่า เขาต้องการจะมาทำงานกับองค์กรนี้ แต่เขาไม่ต้องการที่จะทำงานกับผู้จัดการแบบนี้ จนสุดท้าย เหตุผลยอดนิยมที่ลาออกจากองค์กรก็ยังคงเป็นสาเหตุที่มาจากผู้จัดการของพนักงานอยู่ดี

และจากสาเหตุที่พนักงานแสดงความเห็นมาส่วนใหญ่ จะเห็นว่า แทบทุกเรื่องจะวิ่งไปหาสิ่งที่เราเรียกว่า ความฉลาดทางอารมณ์เกือบทั้งสิ้น (Emotional Intelligence) แสดงว่า ถ้าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว หรือเกิดให้น้อยที่สุดได้นั้น ก็แปลว่า ผู้จัดการทุกคนจะต้องมีความฉลาดทางอารมณ์ เป็นคุณสมบัติหลักอีกข้อหนึ่งด้วย

คำถามก็คือ ความฉลาดทางอารมณ์นั้น มันฝึกฝน และเรียนรู้กันได้หรือไม่ ถ้าอ้างอิงจากงานวิจัยมากมายจากทั้งในและต่างประเทศ ก็จะตอบเหมือนกันว่า เรียนรู้และพัฒนาได้

แต่การเรียนรู้และพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์นั้น จะต้องอาศัยเวลา และต้องเริ่มต้นพัฒนากันตั้งแต่พนักงานยังไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นไปเป็นผู้จัดการ อีกทั้งเรื่องของความฉลาดทางอารมณ์นั้น เป็นพฤติกรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งการพัฒนาพฤติกรรมของคนเรานั้น มันจะต้องใช้วิธีการพัฒนาที่แตกต่างออกไปจากการพัฒนา ความรู้ และทักษะ

ที่สำคัญเจ้าตัวเองจะต้องยินดีที่จะพัฒนาตนเองในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ก็คงต้องเริ่มต้นจากตัวเองตั้งเป้าหมายว่าจะพัฒนาเรื่องความฉลาดทางอารมณ์ก่อน จากนั้นก็ต้องมีการประเมินดูว่า ปัจจุบันนี้ระดับ EQ ของเรานั้นเป็นเท่าไหร่ เมื่อทราบแล้วก็เริ่มลงมือพัฒนา โดยเริ่มจากการไปอบเรื่องราวเหล่านี้ก่อนก็ได้ว่ามันคืออะไร มีประโยชน์อย่างไร

เมื่อเข้าแล้วก็ต้องเริ่มนำมาใช้จริงในชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว โดยหัวหน้าของพนักงานคนนี้จะต้องเป็น Coach หรือไม่ก็ต้องจ้าง coach จากภายนอกเพื่อเข้ามาพัฒนาพนักงานในเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง

ถ้าเจ้าตัวเต็มที่กับมัน พยายามกับมัน และมี Coach ที่ดีที่คอย Feedback และพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และให้ข้อแนะนำอยู่เสมอในช่วงแรก รับรองได้ว่า EQ ของพนักงานจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน และพร้อมที่จะเป็นผู้จัดการที่มี EQ ที่ดี ที่ทำให้พนักงานทุกคนในทีมมีความสุขกับการทำงานได้อย่างดีครับ

2 thoughts on “Emotional Intelligence ยังคงสำคัญ โดยเฉพาะกับผู้จัดการและผู้นำ

Add yours

  1. ขอบพระคุณมากๆค่ะ สำหรับ บทความดีๆ
    หนูค่อยๆนำมาปรับใช้ในการทำงาน เพราะหนูเองก็เป็นคนหนึ่ง ที่ไม่มรความฉลาดทางอารมณ์ อยากพัฒนา แก้ไขให้ดียิ่งขึ้นค่ะ

    1. ขอบคุณที่ติดตามนะครับ และขอเป็นกำลังใจให้ในการพัฒนา EQ ให้สำเร็จครับผม เป็นพื้นฐานสำคัญในการที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จได้เลยครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

บลอกที่ WordPress.com .

Up ↑

%d bloggers like this: