การอบรมออนไลน์ ได้ผลหรือไม่ได้ผล

มีคำถามมาทางอีเมล จากท่านผู้อ่านท่านหนึ่งที่ประสบผลกระทบจาก Covid19 ว่า การที่เราให้พนักงานทำงานที่บ้าน และให้พนักงานอบรมผ่านช่องทางออนไลน์ ตามที่วิทยากรหลายคนเสนอมาว่าตอนนี้ต้องออนไลน์เป็นหลัก ก็เลยอยากทราบว่า การอบรมผ่านช่องทางออนไลน์นั้น จะได้ผลเหมือนกับช่องทางปกติที่เราเคยอบรมกันหรือไม่

ในกรณีต้องถามก่อนว่าในอดีตที่เราอบรมโดยผ่านการนั่งเรียนในชั้นเรียนนั้น ได้ผลแค่ไหน จากประสบการณ์ที่เป็นวิทยากรด้วยส่วนหนึ่งต้องตอบว่าได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้างเช่นกัน เพียงแต่การอบรมในชั้นเรียนมันให้บรรยากาศที่เหมาะสม และส่งเสริมการเรียนมากกว่า

แต่ถ้าคนไหนไม่สนใจ ไม่มีสมาธิในการเรียน เดินเข้าเดินออก หยิบโทรศัพท์มานั่งกด หรือ เอาคอมพิวเตอร์โน้ตบุคมานั่งเรียน แต่จริงๆ เอามานั่งทำงานไปด้วย ฯลฯ ถ้าเป็นแบบนี้ การเรียนในชั้นเรียนเองก็ไม่ได้ผลเหมือนกัน

คราวนี้มาดูการเรียนออนไลน์ ที่ช่วงนี้ฮิตกันมากมาย วิทยากรหลายคนลงทุนซื้ออุปกรณ์แบบจัดเต็มกันเลยก็มี เพื่อให้ภาพที่ได้ออกมาดี เป็นมืออาชีพ ตรงจุดนี้เป็นการส่งเสริมความเป็นมืออาชีพของวิทยากร และคุณภาพส่วนหนึ่ง ซึ่งก็ดีนะครับ

แต่สำหรับผู้เรียน เท่าที่เคยถามจากพนักงานที่ต้องอบรมกันจริงๆ และจากนิสิตนักศึกษาที่เรียนผ่านช่องทางออนไลน์กัน 100% ต่างก็ตอบว่า มันแตกต่างไปจากเดิมมากจริงๆ

ในมุมคนสอน

  • ดูตื่นเต้นและแปลกใหม่ในช่วงแรกๆ เพราะเป็นของใหม่ ได้ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ใช้เครื่องมือใหม่ๆ ฯลฯ บางคนมีพลังกลับมาสอนใหม่ในช่วงแรกๆ ได้ดี

 

  • พอลงมือสอน กลับมีความรู้สึกว่า เหมือนพูดคนเดียว (อันนี้วิทยากรหลายคนตอบเหมือนกัน) ไม่มีความรู้สึกแบบอยู่หน้าชั้นเรียนที่เราสามารถมองเห็นปฏิกิริยาของผู้เรียนแต่ละคนได้ ว่าใครฟัง ใครไม่ฟัง ใครทำอะไรอยู่บ้าง ฯลฯ พอมาอยู่หน้ากล้อง หน้าคอมพิวเตอร์ เราก็มีหน้าที่พูดไปตามเนื้อหาที่วางแผนไว้

 

  • ถามอะไรไป ยิงมุกบางอย่างไป ก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับเหมือนในชั้นเรียน คนสอนบางคนมักจะมีสไตล์การสอนแบบชอบตั้งคำถามให้ผู้เรียนได้คิดได้ตอบระหว่างที่บรรยายไป มีคำถามคอยกระตุ้นผู้เรียนให้ได้คิดเป็นระยะๆ ซึ่งเวลาที่สอนกันในห้องนั้น เราจะเป็นภาษากายของผู้เรียนอย่างชัดเจน เช่นการพยักหน้า การยิ้ม หัวเราะ หรือแม้กระทั่งการนั่งนิ่งๆ ซึ่งทำให้วิทยากรสามารถที่จะปรับวิธีการสอนของตนเองให้เป็นไปตามบรรยากาศในชั้นเรียนได้ทันที แต่พอออนไลน์ เราไม่เห็นอะไรแบบนั้นเลย ผู้เรียนบางคนขอปิดกล้องด้วยซ้ำไป เปิดแต่รูปตนเอง บางคนไปเอารูปดาราที่ชื่นชอบมาใส่ไว้ใน Profile ของตนเองก็มี ทำให้วิทยากรหรืออาจารย์ที่สอน ไม่รู้เลยว่า นักเรียนของตนเองตอนนี้ เรียนอยู่จริงๆ หรือไปทำอย่างอื่นอยู่

 

  • เปิดกล้องก็จริง แต่หน้าจอไม่ใช่ที่เรียนอยู่ก็มี นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่วิทยากรบางคนเจอมา ก็คือ เห็นผู้เรียนเปิดกล้องไว้ และนั่งจ้องหน้าจอ เหมือนกับตั้งใจเรียนอยู่กับเรา แต่กลับลืมปิดไมค์ ซึ่งทำให้คนอื่น รวมทั้งผู้สอนได้ยินเสียงเพลง เสียงหนัง ที่สนุกสนานมากมาย จนมีเพื่อนคนหนึ่งต้องโทรศัพท์ไปบอกว่าลืมปิดไมโครโฟน

 

  • กิจกรรมต่างๆ และการระดมสมองทำได้ยากขึ้น แม้ว่าว่าจะมีเครื่องมือในการระดมสมอง และแอพพลิเคชั่นที่เป็นการทำกิจกรรมร่วมกันทางออนไลน์ได้ แต่มันก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกแบบอยู่ด้วยกันช่วยกันคิดช่วยกันทำ การบลั๊ฟกันข้ามกลุ่ม แบบในชั้นเรียนมันหายไปหมด ซึ่งบรรยากาศเหล่านี้เองที่ส่งเสริมให้การเรียนในห้องรู้สึกสนุกขึ้นมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ

 

ในมุมคนเรียน

  • คนเรียนรู้สึกว่า ไม่มีบรรยากาศในการเรียนการสอนในแบบเดิม ไม่มีการปฏิสัมพันธ์ในแบบที่เคยเป็นจากวิทยากร หรือ อาจารย์ ไม่มี Eye Contact แบบประสานสายตาเพื่อสอบถาม หรือเพื่อดูว่า คนเรียนเข้าใจหรือไม่เข้าใจ เป็นการเรียนผ่านหน้ากล้อง มันก็เลยแห้งๆ

 

  • คนเรียนเองก็ไม่อยากเปิดกล้อง เพราะไม่ต้องการให้คนอื่นเห็นหน้าตาของตนเอง ความรู้สึกของการเปิดกล้อง กับการนั่งอยู่ในห้องเรียนนี่แตกต่างกันมากครับ การเปิดกล้องมันเหมือนกับว่า เรากำลังเปิดให้คนอื่นดูตัวเราเองอยู่ซึ่งเราเองก็ไม่ต้องการแบบนั้น ก็เลยทำให้มีผู้เรียนบางคนก็ไม่เปิดกล้องเช่นกัน คนสอนก็เช่นกัน วิทยากรบางคนไม่ชอบเปิดกล้องให้เห็นหน้าตัวเอง พอต่างคนต่างปิดกล้อง ก็เลยได้ยินแต่เสียงคนสอน นั่งฟังไปสักพัก ก็เริ่มหลุด เริ่มเบื่อ สมาธิเริ่มหาย จากนั้นก็ไม่อยากเรียนอีกต่อไป

 

  • คนเรียนถูกดึงดูดจากสิ่งอื่นได้ตลอดเวลา เช่น บางคนเปิดดูอย่างอื่นไปด้วย หรือทำงานผ่านหน้าจอไปด้วย ซึ่งคนสอนก็ไม่สามารถมองเห็นได้ว่า ทำอะไรอยู่ ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าผู้สอนเน้นแบบบรรยาย (ตามแบบออนไลน์ที่เป็นอยู่) ถ้าการพูดนานเกินไป หรือ พูดน้ำเยอะเกินไป คนเรียนสามารถเปลี่ยนหน้าจอที่ใช้อยู่ได้ในทันทีเหมือนกัน เพราะที่หน้าโต๊ะตนเอง นอกจากคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับชั้นเรียนออนไลน์แล้ว ยังมี ipad อีกเครื่องหนึ่งวางอยู่ โดยที่ผู้สอนไม่เห็น และใช้เครื่องนั้นในการทำอย่างอื่นในขณะที่เรียนอยู่

เอาเข้าจริงๆ ผมคิดว่าส่วนหนึ่ง และส่วนมากด้วย อยู่ที่ผู้เรียนมากกว่า ถ้าผู้เรียนต้องการที่จะเรียนรู้จริงๆ เขาจะมีพลังในการฟัง การทำความเข้าใจในสิ่งที่ผู้สอนบรรยาย

ผู้สอนเองก็ต้องมีการปรับเนื้อหาให้สั้น กระชับ ตรงไปตรงมา เพราะมันไม่เหมือนในชั้นเรียนแล้ว ที่ผู้สอนสามารถไหลไปเรื่อยๆ ได้ แต่นี่เป็นออนไลน์ ซึ่งเรามองไม่เห็นปฏิกิริยาใดๆ ของผู้เรียน ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดก็คือ สอนให้ตรง กระชับ สั้น ได้ใจความ รวมทั้งให้มีการแสดงความคิดเห็นของผู้เรียนเป็นระยะๆ ก็จะดึงดูดความสนใจของคนเรียนให้อยู่กับบทเรียนได้มากขึ้น

สุดท้ายเราก็คงต้องหาวิธีการที่เหมาะสมต่อไป ในวันนี้อาจจะมีประมาณนี้ แต่ในอนาคตข้างหน้า อาจจะมีเครื่องมือที่มากกว่านี้ ซึ่งทำให้การเรียนการสอนดีขึ้น และได้ผลมากขึ้นกว่าในวันนี้

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่องค์กรที่ให้พนักงานมาอบรมต้องทำก็คือ อบรมเสร็จแล้ว อย่าลืมให้พนักงานนำเอาความรู้ที่เรียนมาไปใช้ในทันทีด้วยเช่นกัน อาจจะมอบหมายงานบางอย่างให้ทำ โดยให้นำความรู้ที่เรียนมาประกอบการทำงานด้วย หรือหลายแห่ง ก็ให้พนักงานสรุปเรื่องราวที่ได้เรียนมา พร้อมกับมาแชร์ให้กับทีมงานได้เรียนรู้ด้วย แบบนี้ก็ทำให้การเรียนได้ผลมากขึ้น

โดยสรุปก็คือ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการเรียนการสอนอย่างไร ทั้งคนเรียน และคนสอน ก็ต้องปรับตัวกันไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ที่สำคัญก็คือต้องไม่ลืมให้ผู้เรียนเอาความรู้ที่เรียนมาไปใช้ในการทำงานในทันที ได้มากได้น้อยไม่ใช่ประเด็น ประเด็นอยู่ที่การได้เรียนรู้มากกว่าครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

บลอกที่ WordPress.com .

Up ↑

%d bloggers like this: