ผู้นำกับ การคิดในเชิงกลยุทธ์ ก็จำเป็นในภาวะวิกฤติเช่นนี้

เมื่อวานได้เขียนเกี่ยวกับประเด็นการสื่อสาร ที่มีความจำเป็นอย่างมากในภาวะวิกฤติ วันนี้ก็มาต่อในเรื่องของการคิดในเชิงกลยุทธ์กัน ในภาวะวิกฤติแบบนี้ เราได้เห็นตัวอย่างที่ดีมาเป็นกรณีศึกษาอีกเช่นเคยว่า เวลาที่เราไม่คิดให้รอบด้าน ไม่มีการวิเคราะห์ผลที่จะได้รับในกรณีที่เราตัดสินใจอะไรก็ตาม ก็มักจะเกิดผลเสียตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผมคิดว่า ในภาคเอกชน เวลาที่จะตัดสินใจอะไร (ในภาวะปกติ) สิ่งที่เรามักจะเห็นเสมอก็คือ จะต้องมีการวิเคราะห์ถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการตัดสินใจในครั้งนั้น และมีการประเมินความเสี่ยงว่ามีความเป็นไปได้สักแค่ไหน และจากนั้นจึงค่อยมาตัดสินใจว่า จะเดินหรือไม่เดิน ถ้าเดิน ก็ต้องมีมาตรการป้องกันความเสี่ยงที่เราคิดไว้ให้ได้ก่อนที่จะตัดสินใจลงมือทำอะไร

กับกรณีที่เราเห็นในบ้านเรา ตัดสินใจปิดการดำเนินงานของห้างสรรพสินค้าในกทม. ซึ่งเข้าใจว่าคงคิดแล้วว่า จะทำให้คนอยู่บ้าน เพื่อที่จะทำให้การทำ Social Distancing เป็นผลสำเร็จได้ แต่อาจจะลืมคิดว่า พอคนไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ เป็นเวลาถึง 21 วันนั้น เขาจะทำอะไร แน่นอน ว่าคนที่เข้ามาทำงานใน กทม. นั้นมีจำนวนมากกว่า ประชากรที่เป็นคนกรุงเทพโดยกำหนดเด้วยซ้ำไป ดังนั้น ก็น่าจะพอเดาได้ว่า น่าจะเกิดการอพยพครั้งใหญ่

แต่สุดท้าย ก็ไม่มีใครคิดถึงความเสี่ยงในจุดนี้

เราคงไม่ไปโทษภาครัฐ แต่สิ่งที่ทำให้เราได้เรียนรู้จากเหตุการณ์การที่เกิดขึ้นนี้ก็คือ เวลาที่เกิดวิกฤติขึ้น แล้วจะตัดสินใจอะไรก็ตาม เราจะต้องพิจารณาถึงผลกระทบให้รอบด้านเสียก่อน อย่ามองแค่เพียงผลลัพธ์ที่เราต้องการเพียงอย่างเดียว จะต้องมองให้ครบทุกทาง

เหมือนกับเวลาที่เราคิดในเชิงกลยุทธ์ เวลาที่เราจะทำสงคราม เราวางแผนแล้ว เราก็ต้องพิจารณาให้รอบด้าน ถ้าเราทำแบบนี้ ศัตรูเราจะทำอย่างไร มีทางเลือกกี่ทาง ถ้าเลือกทางนี้แล้ว จะต้องระวังอะไร แล้วถ้าเลือกอีกทาง จะเกิดผลอะไร สภาพแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นมีอะไร ประชาชนรอบๆ บริเวณ จะเกิดผลกระทบอะไรจากการตัดสินใจของเราบ้าง  ฯลฯ

นี่คือสิ่งที่เราน่าจะได้เรียนรู้ เพื่อนำกรณีศึกษาเหล่านี้ มาปรับใช้กับการทำงานของเราในช่วงวิกฤติแบบนี้ ซึ่งช่วงเวลานี้ ก็เป็นช่วงที่ต้องคิดให้ดี คิดให้รอบ แล้วตัดสินใจให้เร็ว เพื่อให้พนักงานมั่นใจกับภาวะผู้นำขององค์กรเรา

  • ถ้าเราจะให้พนักงานทำงานที่บ้านจริงๆ จะเกิดอะไรตามมาบ้าง ความเสี่ยงจะเป็นอย่างไร ในแง่มุมต่างๆ เราจะป้องกันความเสี่ยงนั้นได้อย่างไร อันนี้ผมเห็น HR หลายบริษัทคิดในแนวทางนี้อยู่แล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก ทำให้เราสามารถวางแผนป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้
  • ถ้าเราจะให้พนักงานหยุด โดย ไม่ได้รับค่าจ้าง แล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง พนักงานจะหยุดจริงๆ หรือ หรือเขาจะทำอะไร เราจะป้องกันอย่างไร
  • ถ้าพนักงานของเราเกิดติด Covid19 ขึ้นมาจริงๆ เราจะต้องทำอย่างไร พนักงานภายในเอง มาตรการภายใน และภายหลังจากที่พนักงานกลับมาแล้ว จะต้องทำอย่างไร คนอื่นต้องปฏิบัติต่อพนักงานคนนี้อย่างไร สุขจิตของพนักงานจะเป็นอย่างไร ฯลฯ

ผมคิดว่า เราสามารถที่จะคิด และป้องกันได้ ปกติแล้วผมเห็นภาพภาคเอกชนในการทำงานมากกว่าภาครัฐ จึงทำให้เรามีมาตรการที่ชัดเจน มีหน่วยงานที่เรียกว่า ฝ่ายบริหารความเสี่ยง ซึ่งก็ทำงานภายใต้กฎเกณฑ์ต่างๆ ที่กำหนดไว้

ดังนั้น ก็ให้ใช้องค์ความรู้ที่เรามีมาประกอบการตัดสินใจ โดยพิจารณาผลกระทบให้รอบด้าน และหาทางป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น ที่สำคัญในช่วงวิกฤติเช่นนี้ ก็คือ ต้องทำอย่างเร็วมาก ให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลานั่นเอง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

บลอกที่ WordPress.com .

Up ↑

%d bloggers like this: