ระบบการทำงานแบบมาตรฐาน ทำให้งานขาดความหมาย (Meaningful Work)

ช่วงนี้ไปไหนมาไหนได้ยินแต่คนพูดเรื่องของการหมดไฟในการทำงาน ท้อแท้ หรือบางคนก็บอกว่าทำงานไปก็เพื่อค่าตอบแทนอย่างเดียวเลย ไม่ได้มีแรงจูงใจอะไร ทำให้ครบแต่ละเดือน เพื่อรับเงินเดือนกันไป ท่านผู้อ่านรู้สึกแบบนี้ไปด้วยหรือเปล่าครับ

ด้วยภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ บางคนก็บอกว่าต้องอดทนทำงานกันไป แม้ว่างานนั้นอาจจะทำให้เรารู้สึกอึดอัด หรือไม่ได้รู้สึกรักงานที่ทำมากนัก แต่จะให้ลาออกไปทำตามความฝันตอนนี้ มันก็ลำบากอยู่ ด้วยภาวะแบบนี้ บางคนออกจากงานแล้ว ก็แย่ไปเลยก็มี สุดท้ายก็ต้องกลับเข้ามาเป็นพนักงานในแบบเดิม

แล้วเราจะหางานที่มีความหมายได้อย่างไร หลายท่านอาจจะคิดว่า จะเจอหรือไม่ บางคนก็พยายามที่จะสร้างงานของตนเองให้มีความหมาย เพราะจะได้มีกำลังใจในการทำงานต่อไป ในความเห็นผมเองนั้น เราสามารถที่จะสร้างความหมายในการทำงานได้ด้วยตัวเราเอง และทำได้ไม่ว่าจะทำงานอะไรก็ตาม ลองมาดูกันนะครับว่า คนอื่นเขาทำกันอย่างไร

 

  • แม่บ้านทำความสะอาดในสำนักงาน มีพี่คนหนึ่งที่ผมรู้จัก พี่เขาทำงานเป็นแม่บ้านที่ทำความสะอาดในสำนักงาน ทำประจำ สิ่งที่ผมเห็นก็คือ พี่เขาจะนำเอาสมุนไพรมาจากที่บ้านเอง ไม่ว่าจะเป็นตะไคร้ หรือ พิมเสน ถ่าน ฯลฯ มาจัดวางอย่างดีในห้องน้ำทั้งลชาย และหญิง เพื่อช่วยดับกลิ่น และยังได้กลิ่นสมุนไพรอ่อน ซึ่งเวลาที่เราเข้าห้องน้ำมันก็ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายได้เช่นกัน ทั้งๆ ที่เราก็ไม่ได้สั่ง JD ก็ไม่ได้เขียนไว้ว่า ต้องเอาพวกนี้มา แต่ที่พี่เขาทำแบบนี้ เขาบอกว่า เขาอยากทำงานให้ดี ให้คนมาใช้ห้องน้ำรู้สึกถึงความสะอาด เวลาที่คนเข้ามาใช้ห้องน้ำแล้วรู้สึกดี พี่เขาบอกว่า แค่นี้เขามีความสุขแล้ว อันนี้ก็เป็นตัวอย่างของการสร้างคุณค่าของงาน ทำให้งานที่เราทำนั้น เป็นงานที่มีความหมายมากขึ้น

 

  • หรือคนขับรถแท็กซี่ ที่ทำมากกว่าแค่ขับรถ ก็คือ นำเอาหนังสือ น้ำดื่ม มาบริการเพิ่มเติม บางคันเป็นรถตัวเองก็มีการให้ผู้โดยสารเลือกเพลงฟังได้จากด้านหลังรถเลยก็มี บางคันก็มีหนังสือให้เลือกอ่าน ฯลฯ ที่เขาทำ ก็เพราะเขาอยากให้ผู้โดยสารมีความสุข และรู้สึกสบายในการโดยสารรถของเขา เขาไม่ได้ต้องการแค่เพียงขับๆ ไปให้ถึงที่หมายเท่านั้น แต่ผู้โดยสารจะต้องมีความสุขในการนั่งรถของเขาด้วย นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการทำให้งานที่ทำ กลายเป็นงานที่มีความหมายได้

 

  • พนักงานที่ทำงานในออฟฟิศ แค่ทำงานของตนให้เสร็จก็น่าจะพอ แต่บางคนทำมากกว่านั้น ก็คือ ทำให้คนอื่นมีความสุขที่ได้มาประสานงานกับตน มีความเข้าใจเพื่อนร่วมงานคนอื่นอย่างดี รวมทั้งอาจจะมีการอาสาให้ความช่วยเหลือเวลาที่เพื่อนร่วมงานมีปัญหาในการทำงานบ้าง

 

จะสังเกตเห็นว่า งานทุกงาน ถ้าเราคิดให้ดี เราสามารถที่จะสร้างความหมายในการทำงานได้แทบจะทุกงาน แต่ในชีวิตจริงบางครั้งด้วยระบบการทำงานที่เป็นมาตรฐาน เช่น การทำงานตามขั้นตอนการทำงานมาตรฐานที่กำหนด การกำหนดคำบรรยายลักษณะงานไว้อย่างชัดเจนว่าต้องทำอะไรอย่างไร การมีมาตรฐานกำหนดขั้นตอนการทำงาน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ เป็นเครื่องมือที่บอกพนักงานว่า เขาจะต้องทำตามนี้ เมื่อทำตามนี้ได้ ผลงานก็จะดี แค่นี้ก็พอ สุดท้ายคนทำงานก็เริ่มรู้สึกเบื่อ เพราะซ้ำทุกวัน งานไม่มีความหมายอะไร

 

ดังนั้น ถ้าองค์กรเราต้องการให้พนักงานทำงานแล้วรู้สึกว่ามีความหมาย ก็คงต้องเพิ่มในส่วนของความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานของพนักงานเพิ่มเติม ให้เขาสามารถที่จะทำอะไร คิดอะไร เพิ่มเติมบางสิ่งในการทำงานได้ด้วยตนเองบ้าง เพิ่มคุณค่าให้กับผู้อื่นบ้าง โดยที่ไม่ต้องไปจำกัดว่า จะต้องทำงานตาม JD แบบเป๊ะๆ

ปรับระบบการประเมินผลงานให้เอื้อกับงานที่พนักงานทำ ใครสร้างคุณค่าในการทำงานให้กับคนอื่นได้มากกว่า ก็น่าจะมีส่วนในการทำให้ผลงานของเขาดีกว่าคนที่ทำตามขั้นตอนการทำงานแบบเป๊ะๆ

ถ้าเราส่งเสริมเรื่องเหล่านี้ได้จริง ก็น่าจะช่วยให้พนักงานที่ทำงานในองค์กรทุกคน รู้สึกได้ว่า งานที่ตนทำนั้นมีความหมายมากขึ้น ซี่งก็จะทำให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุขมากขึ้นด้วยเช่นกัน

วันนี้องค์กรของท่านส่งเสริมให้พนักงานเพิ่มความหมายในการทำงานของตนเองแล้วหรือยัง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

บลอกที่ WordPress.com .

Up ↑

%d bloggers like this: