นิทานสอนใจ เพียงแค่ข้าวหนึ่งชาม

วันศุกร์แล้ว เช่นเคยครับ ผมเอานิทานสอนใจดีๆ มาให้อ่านกันครับ วันนี้ก็เป็นนิทานเซนอีกเช่นเคยครับ นำมาจากหนังสือชื่อ ปัญญาแห่งเซน เรียบเรียงโดย หวังเหยียน และแปลโดย พีร ดำรงรัตน์ ลองอ่านกันดูเลยครับผม

มีวัยรุ่นอยู่สองคนคิดว่าชีวิตของเขานั้น ไม่มีความสุขเลย ทั้งสองก็เลยตัดสินใจไปหาเจ้าอาวาสที่วัดด้วยกัน เพื่อที่จะได้ขอคำแนะนำและความช่วยเหลือจากท่าน

พอไปถึงวัด และได้พบกับท่านเจ้าอาวาส ก็ถามพร้อมกันว่า

“ท่านอาจารย์ ชีวิตของพวกเรานั้น ทำไมมันถึงแย่ขนาดนี้ ข้ามักจะถูกรังแกในที่ทำงาน มีแต่คนที่ไม่หวังดี หวังผลประโยชน์เท่านั้น ไม่มีความเป็นมิตรเลย ก็เลยมาปรึกษาท่านอาจารย์ว่า เราควรจะลาออกจากงานนี้หรือไม่”

ท่านเจ้าอาวาสไม่ได้ลืมตา เพียงแต่พูดออกมาห้าคำ “เพียงแค่ข้าวหนึ่งชาม”

และเมื่อทั้งคู่กลับไปแล้ว คนหนึ่งก็ได้ลาออก และกลับบ้านไปทำไร่ ส่วนอีกคนหนึ่งเลือกที่จะอยู่ทำงานต่อไป

เมื่อเวลาล่วงเลยไปสิบปี คนที่กลับบ้านทำไร่นั้น ได้ใช้เทคโนโลยีในการทำการเกษตรใหม่ กลายเป็นผู้ทำธุรกิจด้านการเกษตร

ส่วนอีกคนที่อยู่ทำงานต่อนั้น ก็มีความก้าวหน้าได้ไม่เลวเลย เขาอดทนอย่างมากที่จะเรียนรู้งานอย่างต่อเนื่อง เขาค่อยๆ ได้รับการเลื่อนตำแหน่งจนได้เป็นผู้จัดการระดับภูมิภาค

หลายปีต่อมา ทั้งคู่ได้มาพบกัน น่าแปลกใจที่ประโยคของท่านเจ้าอาวาสวันนั้น ให้ผลออกมาสองแบบที่แตกต่างกัน

“แปลกมาก! อาจารย์พูดว่า “เพียงแค่ข้าวหนึ่งชาม” ห้าคำนี้ตอนนั้นฉันก็เข้าใจเลยว่า แค่ข้าวหนึ่งชามนั้น แปลว่าชีวิตมันไม่มีอะไรยาก แทนที่จะพึ่งพาบริษัท สู้ลาออกและออกมาหาทางใหม่ดีกว่า แต่ทำไมเธอไม่ฟังคำที่อาจารย์พูด” ผู้ที่ทำธุรกิจการเกษตรถามเพื่อน

ผู้จัดการเขตยิ้มและตอบว่า “ฉันฟังแล้ว อาจารย์บอกว่า เพียงแค่ข้าวหนึ่งชาม ฉันจึงคิดถึงตัวเองว่า เพื่อที่จะมีข้าวกิน ถูกรังแกบ้าง เหนื่อยหน่อยแล้วจะเป็นยังไง ให้ฟังเยอะๆ ลดการคิดเล็กคิดน้อย แค่นี้ก็ได้แล้ว ที่อาจารย์บอกไม่ใช่ความหมายแบบนี้หรอกหรอ”

ทั้งสองคนไปเยี่ยมท่านเจ้าอาวาสอีกครั้ง ท่านอยู่วัดปฏิบัติตนจนถึงขั้นสูง ยังคงปิดตาเหมือนตอนนั้น ผ่านไปนาน พูดเพียงแค่ห้าคำ “เพียงแค่ความคิดเดียว”

นิทานเรื่องนี้สอนพวกเราว่า ความสำเร็จ หรือความล้มเหลวของชายหนุ่มทั้งสองคน ไม่ได้อยู่ในวลีที่ว่า เพียงแค่ข้าวหนึ่งชาม แต่อยู่ที่ว่าทั้งสองคนเข้าใจและมองประโยคนี้อย่างไร เป็นเหตุว่าทำไมประโยคเดียวกันแต่ให้ผลลัพธ์ที่ต่างกัน ก็จากคำว่า “คิด” ที่ท่านเจ้าอาวาสกล่าวในตอนท้ายว่า “เพียงแค่ความคิดเดียว”

พออ่านเรื่องนี้จบ ทำให้ผมคิดถึงเรื่องของค่านิยมและความเชื่อของคนเรา เราเชื่ออย่างไร ก็จะทำอย่างที่เราเชื่อ เวลาที่เราได้ยินได้ฟังอะไรมา แล้วถ้าเราเชื่อในมุมที่ดี สิ่งที่เราทำ ก็จะเป็นสิ่งที่ดีตามไปด้วย ในทางตรงกันข้าม ถ้าเรามีความเชื่อลึกๆ ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี แม้จะได้ยินสิ่งที่ดีมา ก็ไม่ได้ทำให้เราลงมือทำดีได้เช่นกัน

ดังนั้นความเชื่อของคนเราจึงมีผลต่อความสำเร็จในชีวิตของเราอย่างแท้จริง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

บลอกที่ WordPress.com .

Up ↑

%d bloggers like this: