นิทานสอนใจ เรือข้ามฟาก

วันศุกร์อีกแล้วนะครับ วันนี้ก็นำนิทานเซนสอนใจมาให้อ่านกัน เกี่ยวกับเรื่องของตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ไม่มีใครที่จะช่วยเราได้ทุกอย่าง ยกเว้นตัวเราเองที่จะต้องผลักดันตนเองให้ไปสู่ความสำเร็จที่เราต้องการให้ได้ด้วยตนเองเท่านั้น ลองอ่านดูนะครับ

กาลครั้งหนึ่ง มีเรือข้ามฟากโบราณที่แม่น้ำจูสุ่ย ด้านบนมีเชือกดึงลากที่ถูกใช้ตลอดทั้งปี และยังผูกติดกับเรือไม้ลำหนึ่ง ผู้คนต่างอาศัยการนั่งบนเรือลำนี้และใช้เชือกที่ผูกนี้ดึงเรือข้ามฟากไปมา โดยปกติแล้วคนที่ใช้เรือข้ามนี้มีไม่มาก จึงคิดกันว่าไม่จำเป็นที่จะต้องสร้างสะพากข้ามฟาก

อยู่มาวันหนึ่ง อาจารย์เหวยซิ่นกลับมาจากการเยี่ยมเพื่อนและได้เดินผ่านแม่น้ำจูสุ่ย ด้านหลังของเขามีชายหนุ่มขอทานที่ร่างกายสกปรกคนหนึ่งตามมาด้วย เมื่ออาจารย์เหวยซิ่นลงเรือข้ามฟาก เขาก็ได้กระโดดขึ้นมาอยู่บนเรืออย่างรวดเร็ว

เมื่อเห็นว่ามีคนขึ้นเรือ อาจารย์เหวยซิ่นจึงรีบเดินลงจากเรือ และไปนั่งบนหินที่ริมฝั่ง

ขอทานหนุ่มกล่าวอย่างงงงวยว่า

“ข้ามาดึงเชือกไม่ได้หรือ ทำไมท่านต้องทำอย่างนั้น ลงไปทำไม”

อาจารย์เหวยซิ่นตอบเบาๆ ด้วยใบหน้าที่สงบว่า “ข้าไม่ต้องลากเจ้า เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องลากข้า ข้าจะข้ามไปด้วยตนเอง”

หนุ่มขอทานได้ยินดังนั้นก็รู้สึกสับสน แต่กำลังรีบร้อนให้ทันเวลาอาหาร จึงได้ทิ้งอาจารย์เหวยซิ่นไว้ และข้ามฟากไป

หลังจากที่หนุ่มขอทานได้ดื่มกินจนอิ่มแล้ว ก็กลับไปที่ท่าน้ำจูสุ่ย ก็พบว่าพระรูปนั้นยังคงนั่งอยู่บนก้อนหิน

เวลาสองชั่วโมงกว่าแต่ไม่มีใครข้ามฟากมาเลย หนุ่มขอทานลากดึงเชือกกลับมา เขาสงสัยและกล่าวกับท่านอาจารย์เหวยซิ่นอย่างไม่ตั้งใจว่า

“พระภิกษุสูงอายุอย่างท่าน ไม่ข้ามฟากไปกับข้า เสียเวลารอตั้งนาน ไม่เป็นการแกว่งเท้าหาเสี้ยนหรือ”

อาจารย์เหวยซิ่นยังคงกล่าวด้วยความสงบว่า “การคาดหวังผู้อื่น หรือการดูแลผู้อื่น ต่างก็ไม่มีการรับประกันใดๆ ทุกสิ่งทุกอย่างควรที่จะพึ่งตนเอง ดังนั้น ข้าไม่ต้องลากเจ้า เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องมาลากข้า ข้าจะข้ามไปด้วยตนเอง”

เมื่อชายหนุ่มขอทานได้ฟังคำพูดของท่านอาจารย์จบลง จึงรู้แจ้งกระจ่าง เข้าใจถึงความหมายของเซนที่อยู่ในคำพูดโดยฉับพลัน คุกเข่าลงต่อหน้าของท่านอาจารย์เหวยซิ่นด้วยความซาบซึ้งและกล่าวว่า

“ขอบคุณท่านอย่างมากที่ชี้แนะ ข้าจะไม่ทำให้ท่านและตัวข้าเองผิดหวัง จะต้องลุกขึ้นมาใหม่ สู้ไปด้วยสองมือของข้าให้ได้”

หลายปีผ่านไป จู่ๆ วันหนึ่งก็มีชายวันกลางคนผู้หนึ่ง ซึ่งแต่งตัวดูดีมาหาท่านอาจารย์ เพียงแค่เห็นท่านอาจารย์เขาก็คุกเข่าลงทันทีโดยไม่เอ่ยคำใด

อาจารย์เหวยซิ่นเหลือบตาขึ้นเล็กน้อย และกล่าวอย่างสงบว่า “ขอทานหนุ่มตอนนั้น คือเจ้าใช่หรือไม่”

ชายวัยกลายคนตอบทันทีว่า “ผมเองครับ ขอบพระคุณท่านอาจารย์มากๆ ที่เตือนสติผม หลังจากที่ผมกลับไป ผมพยายามอย่างหนักโดยตลอด ผมไปเรียนช่างไฟฟ้า และเรียนช่างฝีมือต่อ ตอนนี้เป็นเจ้าของธุรกิจแล้ว ครั้งนี้ผมมาเพราะต้องการจะนำเงินมาเพื่อสร้างวัดที่สวยขึ้น และใหญ่ขึ้น เพื่อตอบแทนพระคุณของท่านอาจารย์ครับ”

อาจารย์เหวยซิ่นยังคงพูดกับเขาด้วยความสงบว่า “พุทธไม่ต้องการการตอบแทน เจ้าไปสร้างสะพานหินที่เรือข้ามฟากโบราณนั้นเถิด”

ผ่านไปไม่นาน สะพานหินที่แข็งแรงและสวยงามก็ได้ปรากฏขึ้นที่แม่น้ำจูสุ่ย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

บลอกที่ WordPress.com .

Up ↑

%d bloggers like this: