ตัวผู้จัดการเอง ก็มีส่วนที่ทำให้พนักงานหมดไฟในการทำงาน

เคยมีผู้จัดการบางคนมาเล่าให้ฟังว่า ลูกน้องของตนเองนั้น ทั้งๆ ที่เพิ่งเข้ามาทำงานไม่นาน แต่กลับกลายเป็นคนที่ไม่มีไฟในการทำงานเลย ให้ทำอะไร ก็ดูจะไม่อยากทำไปซะทุกอย่าง มาทำงานแต่ละวัน ก็มาแบบหมดอาลัยตายอยาก ไม่มีความกระตือตือร้น ไม่มีพลังที่จะทำงานอะไรเลย เลยคิดว่าจะให้พนักงานคนนี้ออกไป และจะรับคนใหม่เข้ามา

จากนั้น เขาก็รับคนใหม่เข้ามาทำงาน และมั่นใจว่า คนใหม่ที่รับเข้ามานั้น น่าจะเป็นคนที่มีไฟในการทำงาน แต่เพียงแค่เวลาผ่านไปไม่ถึงเดือน พนักงานคนใหม่ก็มีสภาพเหมือนกับพนักงานคนเก่าที่ให้ออกไป

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตัวผู้จัดการเอง ก็บ่นกับฝ่ายบุคคลว่า เด็กสมัยนี้อยู่ไม่ทนเลย ความอดทนต่ำมาก แต่อยากได้เงินเดือนสูงๆ แต่ดูไม่ค่อยเต็มใจจะทำงานเลย

แต่ฝ่ายบุคคลที่มาใหม่ก็สงสัยว่า ทำไมไม่มีใครสงสัยเลยหรือว่า ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งๆ ที่เราก็รับพนักงานมือดีเข้ามาทำงานตลอด แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอดสักคน

ก็เลยเข้าไปหาสาเหตุ

สุดท้ายก็พบว่า สาเหตุอยู่ที่ตัวผู้จัดการเองมากกว่าที่ทำให้พนักงานเป็นแบบนั้น พนักงานใหม่ไฟแรงเข้ามาทำงาน ต่างก็ต้องการที่จะคิด และนำเสนอแนวทางในการทำงานที่ดีขึ้น แต่ผู้จัดการคนนั้น มักจะดักคอพนักงานเสมอ ว่า

“เธอยังใหม่อยู่ อย่าเพิ่งทำตัวเด่นเกินไป จะคิดอะไร ก็ให้ดูสิ่งที่เขาทำมาก่อนบ้าง”

บางครั้งพนักงานเองก็พยายามแก้ไขปัญหาในการทำงานให้นาย และเอาไปนำเสนอ แต่สิ่งที่ได้กลับมาก็คือ “วางไว้ตรงนั้นก่อน เรื่องนี้เรายังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยน” แล้วก็เงียบหายไป ทั้งๆ ที่นายเองเป็นคนมอบหมายงานนี้ให้กับพนักงาน

ตัวพนักงานใหม่เองก็พยายามที่จะแสดงให้นายเห็นว่า เขาเป็นคนเก่ง เป็นคนที่พยายามคิดสร้างสรรค์ พยายามที่จะหาแนวทางในการทำงานใหม่ๆ เข้ามาเสนอ แต่สุดท้าย ผู้จัดการก็ไม่สนใจ ไม่ทำอะไร ไม่ใส่ใจ ไม่ตัดสินใจ ปล่อยไปเรื่อยๆ

จนสุดท้ายตัวผู้จัดการก็เริ่มบอกกับพนักงานว่า “อย่าเพิ่งคิดอะไรใหม่ๆ ตอนนี้เลย เราทำไปตามที่มันเป็นอยู่ดีกว่า”

จากนั้นก็เริ่มหลบหน้าพนักงาน เริ่มไม่คุยกับพนักงาน

สุดท้ายพนักงานก็เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรม จากคนที่เคยขยันคิด ขยันทำ ก็เริ่มไม่คิด ไม่ทำ ไม่เสนอ แต่ละวันที่มาทำงาน เคยกระตือรือร้น ก็กลายเป็นคนที่ไม่มีแรงในการทำงาน หมดไฟ หมดพลัง

พอผู้จัดการเริ่มเห็นพฤติกรรมแบบนี้ของพนักงาน ก็เริ่มมาคุยกับฝ่ายบุคคลใหม่อีกครั้งหนึ่ง จากนั้นก็ วนไปครับ

องค์กรของท่านเคยประสบกับปัญหาคล้ายๆ กันแบบนี้บ้างหรือไม่ครับ

ลึกๆ แล้วคนเราทุกคนล้วนต้องการทำงาน และต่างก็มีความกระตือรือร้น อยู่ในตัวเองทั้งสิ้นครับ เพราะพื้นฐานของคนเรานั้น มีระบบที่เรียกว่า Seeking System ซ่อนอยู่ในตัวทุกคน ก็คือ ชอบที่จะค้นหา สืบค้น เสาะหาอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ ด้วยระบบ Seeking System นี้เองที่ทำให้โลกของเราเจริญขึ้นเรื่อยๆ จากยุคหิน มาสู่ยุคสำริด ยุคเกษตร ยุคอุตสาหกรรม มาสู่ยุคปัจจุบัน และเราก็ไม่หยุดนะครับ ก็ยังคงไปต่อยังยุคอนาคต

และเมื่อคนเราไม่ได้รับการสนับสนุน Seeking System ของตนเอง ถูกปิดกั้นทุกทาง แรงจูงใจในการทำงานก็จะเริ่มหายไป พลังก็จะเริ่มหดหาย และเริ่มไม่อยากทำอะไรอีกต่อไป พนักงานกลุ่มนี้ก็จะเริ่มต้นค้นหางานใหม่ และออกไปสู่องค์กรใหม่ที่พร้อมให้เขาใช้ Seeking System ของเขาในการทำงาน และสร้างผลงาน

ดังนั้นอย่าเพิ่งไปโทษพนักงานเลยครับ ก่อนที่จะไปว่าพนักงาน อยากให้ลองย้อนกลับมาดูตัวผู้จัดการ และองค์กรของเราเองก่อน ว่า ระบบภายในของเรานั้น ไปปิดกัน Seeking system ของคนทำงานหรือเปล่า ถ้าใช่ ก็รับรองได้เลยว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนพนักงานมาสักกี่รุ่น มันก็จะวนกลับมาเหมือนเดิม

ดังนั้น ถ้าจะแก้ไขให้ได้ ก็ต้องปรับวิธีการทำงาน ค่านิยมในการทำงานขององค์กร และของผู้จัดการเสียใหม่ ให้ส่งเสริม Seeking system ของพนักงานให้ได้ แล้วแรงจูงใจในการทำงานของพนักงานก็จะมีมากขึ้นครับ

จากนั้นก็ค่อยปรับระบบการบริหารทรัพยากรบุคคลอื่นๆ ให้เหมาะสมต่อไปครับ

เพราะถ้าเรายังไม่แก้ระบบ Seeking system ให้ได้ แม้จะมีระบบ HR ที่ดีแค่ไหน มันก็ไม่สามารถที่จะกระตุ้นแรงจูงใจของพนักงานในการทำงานได้อย่างเต็มที่ครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

บลอกที่ WordPress.com .

Up ↑

%d bloggers like this: