สวัสดิการพนักงาน แนวโน้ม และเครื่องมือในการเก็บรักษาพนักงานที่ไม่ควรมองข้าม ตอนที่ 3 ความเหนื่อยล้าจากการทำงาน

ด้วยยุคแห่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี อะไรๆ ก็จะต้องรวดเร็วไปหมด ทั้งการทำงาน ระบบการทำงาน ความต้องการของลูกค้า ฯลฯ ซึ่งก็ส่งผลทำให้การทำงานของพนักงานก็ต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วยเช่นกัน พนักงานส่วนใหญ่ในยุคนี้จะต้องทำงานตลอดเวลา เพราะเทคโนโลยีช่วยทำให้คนเราติดต่อกันได้ตลอดเวลา และต้องการความรวดเร็ว รอไม่ค่อยจะได้ อยากได้อะไร ก็ต้องได้เดี๋ยวนี้ ทันที ผลก็คือบางคนทำงานวันละ 20 ชั่วโมง นอนอีก 4 ชั่วโมง จนสุดท้ายร่างกายก็เริ่มส่งสัญญานเตือน สัญญาณอะไรบ้างที่บอกเราว่า เรากำลังเครียดและเหนื่อยล้าจากการทำงาน

  • เริ่มสมาธิสั้นลง ปกติคนที่ทำงานขยันขันแข็งนั้นจะมีสมาธิจดจ่อกับงานที่ทำได้เป็นชั่วโมง โดยที่ไม่รู้สึกอะไร แต่ถ้าคนที่เริ่มทำงานได้ไม่นาน ก็เลิก หรือเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น แล้วก็เปลี่ยนอีก โดยที่ไม่มีอะไรสำเร็จสักอย่าง นั่นเป็นสัญญาณแรกที่บอกเราว่า เราเหนื่อยเกินไปแล้ว เราอาจจะทำงานมากเกินไป มีภาระหน้าที่ที่มากเกินไป จนทำให้เราไม่สามารถที่จะจดจ่อทำงานอย่างเดียวได้นานๆ

 

  • เริ่มรู้สึกผิดกับงานที่ไม่สำเร็จมากขึ้น ถ้าเราเริ่มรู้สึกว่างานที่เรารับผิดชอบนั้นเริ่มไม่ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ทั้งๆ ที่เราก็ทุ่มเทอย่างจริงจัง นั่นก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่เราเริ่มเหนื่อยกับการทำงาน เหนื่อยมากๆ เข้าสมาธิก็หดหาย ไม่จดจ่อ ผลงานที่เคยดี ก็เริ่มไม่ดี เคยเสร็จทันเวลา ก็เริ่มไม่ทันเวลามากขึ้น จนทำให้เรารู้สึกว่าทำไมผลงานของเรามันแย่ลง ทั้งๆ ที่เราเองก็พยายามทำเหมือนเดิม

 

  • อารมณ์แปรปรวน ถ้าเริ่มมีอาการอารมณ์แปรปรวนมากขึ้นเรื่อยๆ เดี๋ยวโกรธ เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย หรือใครพูดอะไรผิดหูหน่อยก็หงุดหงิดใส่ ทั้งๆ ที่ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลย นี่ก็เป็นอีกสัญญาณว่าเรากำลังทำงานเหนื่อยเกินไปแล้วเช่นกัน

 

  • ปลีกตัว ไม่อยากสุงสิงกับใคร บางคนเคยเฮฮากับเพื่อนร่วมงาน กับลูกน้องของตนเอง แต่กลับกลายเป็นว่าอยากอยู่คนเดียว ไม่อยากคุยกับใคร เวลามีใครมาคุยด้วย ก็แสดงอาการรังเกียจและไม่อยากคุยด้วย แบบนี้ก็เป็นอีกสัญญาณหนึ่งที่บอกว่าเรากำลังเหนื่อยกับการทำงานมากเกินไป

 

  • หัวถึงหมอนหลับทันที ปกติคนที่ไม่เหนื่อยมาก จะต้องใช้เวลาในการนอนจากที่หัวถึงหมอนก็ประมาณ 10 นาทีก็จะเริ่มหลับ แต่ถ้าเราเป็นประเภทพอล้มตัวลงนอนปุ๊ป ก็หลับปั๊บเลย นี่ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำงานเหนื่อยจนเกินไป เลยทำให้ร่างกายไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

 

  • เริ่มเจ็บป่วยมากขึ้น คนที่ทำงานเหนื่อยจนเกินไป จะทำให้พักผ่อนน้อย กินน้อย บางคนแทบไม่ได้กินข้าวเลยสักมื้อในหนึ่งวัน บางคนอาหารเช้าไม่เคยได้ทานเลย เพราะเหนื่อย ตอนตื่นสาย ไม่อยากลุกบ้าง พอลุกได้ก็สายแล้วต้องรีบไปทำงาน ก็เลยไม่ได้ทานอาหารเช้า ก็ยิ่งทำให้ร่างกายเราอ่อนแอลงไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็คือ จะมีอาการเจ็บป่วยเข้ามาแทรก แบบเรื้อรังมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปวดหัวไมเกรน อาการปวดท้อง ปวดหลัง ปวดตัว ปวดตา คลื่นไส้ อาเจียน มึน ฯลฯ อาการเหล่านี้ถ้าเป็นประจำทุกวัน โดยที่เดิมทีไม่เคยเป็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลย นี่ก็แปลง่ายๆ ว่าเราทำงานหนักเกินไปแล้ว

ด้วยความเครียดและความเหนื่อยล้าในการทำงานที่เกิดมากขึ้นในยุคปัจจุบัน ส่งผลให้สุขภาพของพนักงานทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพใจ เริ่มมีปัญหากันมากขึ้น เจ็บป่วยบ่อยขึ้น จึงส่งผลให้หลายองค์กรเริ่มที่จะให้ความสำคัญกับเรื่องของสวัสดิการพนักงานมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของสวัสดิการด้านสุขภาพ

เมื่อปลายปี 2016 ทาง SHRM ได้ทำการสำรวจแนวโน้มความต้องการสวัสดิการของพนักงาน (SHRM 2016 Strategic Benefits Series survey report) ซึ่งได้เขียนสรุปไว้ใน HR Magazine ฉบับล่าสุดของเดือน กุมภาพันธ์ 2560 ซึ่งผลการสำรวจก็บอกเราได้ชัดเจนว่า ความตัองการของพนักงานในเรื่องสวัสดิการนั้นมีแนวโน้มดังต่อไปนี้

  • Health Care สวัสดิการตัวแรกที่พนักงานต้องการให้ดีขึ้น และมีครอบคลุมมากขึ้นก็คือ สวัสดิการทางด้านสุขภาพของพนักงาน พนักงานมีความต้องการทางด้านสุขภาพมากขึ้น ต้องการดูแลสุขภาพของตนเอง เนื่องจากตลาดและสภาพแวดล้อมต่างๆ ก็มุ่งเน้นไปที่เรื่องของการรักษาสุขภาพมากขึ้น พนักงานก็เลยต้องการให้บริษัทส่งเสริมสวัสดิการทางด้านสุขภาพมากขึ้น

 

  • Retirement saving and planning สวัสดิการตัวที่สองที่พนักงานมีความต้องการรองลงมาก็คือ สวัสดิการในกรณีเกษียณอายุ ในเรื่องของการวางแผนทางด้านการเงินเพื่อการเกษียณอายุ รวมทั้งอยากให้ทางบริษัทมีระบบเงินออมเพื่อการเกษียณอายุ และสวัสการในกรณีเกษียณอายุ เนื่องจากประชากรในยุคปัจจุบันต่อเนื่องอนาคตนั้น มีแนวโน้มที่จะมีอายุที่ยืนยาวมากขึ้น ถ้าลองคิดดูว่า เราเกษียณอายุที่ 60 และถ้าจะอยู่ถึงประมาณ 80 ปี แสดงว่ามีเวลาอีกถึง 20 ปี ในการใช้ชีวิตหลังเกษียณ พนักงานก็เลยค่อนข้างจะใส่ใจในเรื่องนี้มากขึ้น

 

  • Leave สวัสดิการเรื่องการลา พนักงานให้ความสำคัญในเรื่องของสวัสดิการในเรื่องการลาหยุดมากขึ้นกว่าในอดีตที่ผ่านมา อาจจะเป็นเพราะด้วยสภาพแวดล้อมทางด้านเทคโนโลยี ที่ทำให้เราสามารถที่จะทำงานที่ไหนก็ได้ พนักงานเองก็ทำงานได้ตลอดเวลา ด้วยความเครียดในการทำงานก็เลยต้องการเรื่องของวันลา วันหยุดที่มากขึ้นกว่าเดิม

 

  • Flexible work การทำงานที่ยืดหยุ่น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความต้องการมาสักพักหนึ่งแล้ว แต่จากผลการสำรวจล่าสุดที่ได้มา พนักงานก็ยังคงต้องการสวัสดิการในเรื่องนี้มากขึ้น โดยเฉพาะในอนาคตข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่บ้าน การยืดหยุ่นในเรื่องของเวลาเข้างาน การทำงานที่ไหนก็ได้ ฯลฯ หรือแม้กระทั่งการสะสมเวลาทำงานในแต่ละวัน เพื่อที่จะทำให้ในสัปดาห์นั้นมีจำนวนวันทำงานที่น้อยลง

 

  • Career Development การพัฒนาเพื่อความก้าวหน้าในสายอาชีพ เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่พนักงานมีความต้องการมากขึ้น เนื่องจากเข้ามาทำงานแล้วก็ต้องการเติบโตก้าวหน้าในองค์กร ดังนั้นถ้าองค์กรมีระบบการพัฒนาความก้าวหน้าในสายอาชีพที่ชัดเจน และเป็นระบบ ก็น่าจะทำให้พนักงานอยากที่จะอยู่ทำงานกับองค์กรได้นานขึ้น

นี่คือสวัสดิการ 5 ด้านหลักๆ ที่เป็นแนวโน้มที่พนักงานต้องการจากองค์กรมากขึ้น แม้ว่าผลการสำรวจจะเป็นการสำรวจในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่เท่าที่ดูจากประเภทสวัสดิการที่พนักงานต้องการนั้น ผมคิดว่ามันก็ไม่ได้แตกต่างไปจากความต้องการของคนในประเทศไทยสักเท่าไหร่

และในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมานี้ องค์กรไทยก็เริ่มมีการพูดถึงสวัสดิการทางด้านสุขภาพกันมากขึ้น องค์กรใหญ่ๆ หลายแห่งก็ส่งเสริมสวัสดิการในเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากสุขภาพ ก็ยังมีเรื่องของการทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้นกว่าในอดีตที่ผ่านมา

อีกทั้งในบ้านเราก็ยังเน้นไปที่เรื่องของ Work Life integration มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งมันลึกกว่าเรื่องของ Work Life Balance ที่พูดถึงในปัจจุบันเสียอีก

จากข้อมูลดังกล่าว ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ฝ่ายบุคคลจะต้องหันมาพิจารณาปรับปรุงระบบสวัสดิการของบริษัทตนเองให้ดีขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากสวัสดิการที่ดีนั้น จะมีผลต่อความพึงพอใจของพนักงาน ซึ่งความพึงพอใจของพนักงานก็เป็นผลต่อเนื่องไปถึงเรื่องของความผูกพันของพนักงานต่อองค์กร ซึ่งส่งผลต่อการเก็บรักษาคนเก่งให้ทำงานกับองค์กรต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

และสวัสดิการที่เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น บริษัทส่วนใหญ่เริ่มหันมาจัดสวัสดิการอันนี้ให้กับพนักงานมากขึ้น ก็คือ สวัสดิการที่เรียกว่า Parental Leave ก็คือ การลาเพื่อการเป็นพ่อแม่ ไม่ว่าจะเป็นคุณแม่ลาคลอด คุณพ่อ ก็ลาได้ด้วย หรือลาเพื่อการไปรับเด็กมาเลี้ยง หรือลาเพื่อที่จะเลี้ยงลูกอ่อน โดยที่การลาทั้งหมดที่ว่ามานั้น พนักงานได้รับค่าจ้างเต็ม โดยที่จำนวนวันลาก็มีแนวโน้มจะมากขึ้นด้วย

สรุปผลการสำรวจการปรับเปลี่ยนสวัสดิการของ SHRM ที่เขาสำรวจในปี 2018 ที่เพิ่งออกมาดังนี้

  • บริษัทให้สวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพพนักงานมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านความครอบคลุมเรื่องโรค และวงเงินที่เพิ่มสูงขึ้น
  • บริษัทปรับสวัสดิการที่เกี่ยวของกับชีวิตและความเป็นอยู่ของพนักงานให้ดีขึ้น เช่น มีการให้สวัสดิการด้านการออกกำลังกายมากขึ้น มีการให้การอบรมเรื่องการปฐมพยาบาล และการช่วยชีวิตมากขึ้น มีการปรับให้มีโต๊ะสำหรับยืนทำงาน เพื่อให้พนักงานไม่ต้องนั่งอย่างเดียวทั้งวัน และมีการเพิ่มเติมเรื่องของการให้หมอมาประจำที่บริษัท เพื่อตรวจรักษาพนักงานในบริษัท
  • ปรับสวัสดิการด้านการพัฒนาพนักงาน เช่น การส่งเสริมให้พนักงานได้รับการศึกษาต่อ การฝึกอบรม การสอนอาชีพอื่นๆ โดยกำหนดวงเงินในการพัฒนาพนักงานเพิ่มสูงขึ้น
  • สวัสดิการจ่ายหนี้ทุนการศึกษาให้กับพนักงาน สวัสดิการนี้ทำขึ้นเพื่อที่จะดึงดูดคนเก่งๆ เข้ามาทำงานกับบริษัท เพราะที่สหรัฐอเมริกานั้นจะมีการกู้ยืมจากทางมหาวิทยาลัยเพื่อเรียนหนังสือ และเมื่อได้งานทำแล้วก็มาผ่อนคืน ซึ่งถ้าบริษัทไหนมีสวัสดิการด้านนี้ให้พนักงาน ก็จะเป็นการดึงดูดให้นักศึกษาหันมาสมัครงานกับบริษัทมากขึ้น ก็จะมีแนวโน้มที่จะได้คนเก่งเข้ามาทำงานมากขึ้น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

บลอกที่ WordPress.com .

Up ↑

%d bloggers like this: