อย่ามองว่าการฝึกอบรมคือยาครอบจักรวาล ที่แก้ไขปัญหาได้ทุกอย่าง

ยังคงมีผู้บริหาร และฝ่ายบุคคลที่มองว่า การฝึกอบรมพนักงานและผู้บริหาร คือ แนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในองค์กรได้ดีที่สุด เบื้องหลังแนวความคิดแบบนี้ก็คือ เมื่อไหร่ที่บริษัทมีปัญหาเรื่องอะไร ก็ต้องพัฒนาคนทำงานให้เข้าใจปัญหา และช่วยกันหาทางแก้ไข เรื่องราวก็เลยไปจบลงที่ไปหาวิทยากรเข้ามาอบรมพนักงาน เพื่อที่จะได้แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ผู้บริหารยังไปคาดหวังว่าหลังจากอบรมแล้วปัญหาน่าจะหมดไป

ใครทำได้ยกมือขึ้น

ลองดูปัญหาเหล่านี้ และแนวทางในการแก้ไขขององค์กรส่วนใหญ่

  • พนักงานขาดการทำงานเป็นทีมที่ดี ทะเลาะกัน ไม่ประสานงานกัน ส่วนใหญ่ก็มักคิดแก้ไขโดยการจัดอบรมหลักสูตรการทำงานเป็นทีม เพื่อให้พนักงานรับทราบวิธีในการทำงานเป็นทีมที่ดี และหลังจากจบการอบรมแล้ว ก็น่าจะสามารถทำงานเป็นทีมที่ดีได้

ผลที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ก็คือ ระหว่างอบรม ดูพนักงานก็รักกันดี พนักงานกอดคอกันร้องไห้รักกัน แต่พอจบการอบรม และกลับเข้าทำงานในบริษัท ก็กลับกลายเป็นทะเลาะกัน ไม่พูดกันเหมือนเดิม

พอไปค้นหาสาเหตุเข้าจริงๆ ปรากฏว่า สาเหตุลึกๆ ที่ทำให้พนักงานไม่ทำงานเป็นทีม ก็มาจากผู้บริหารระดับสูงที่ทะเลาะกัน เล่นการเมืองกัน ไม่ประสานงานกัน และยังด่ากันต่อหน้าลูกน้องด้วยซ้ำไป แล้วแบบนี้จะให้พนักงานทำงานเป็นทีมได้อย่างไร หาทางแก้ไขกันที่ตัวผู้บริหารก่อนดีมั้ย แล้วค่อยมาแก้ไขที่พนักงาน ดีไม่ดี ถ้าผู้บริหารเริ่มประสานงานกันดี บรรยากาศดีขึ้น พนักงานก็เริ่มทำงานเป็นทีมได้ดีขึ้นเอง ก็ไม่ต้องเสียเวลาไปนั่งอบรม

  • พนักงานขาดความคิดสร้างสรรค์ ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น เวลาประชุมกัน นายถามอะไรก็ไม่ตอบ นั่งเงียบ หรือเวลาที่ให้คิดอะไรใหม่ๆ ก็มักจะคิดไม่ออก และไม่อยากที่จะคิดหรือแสดงความเห็นอะไรออกมา นายเองก็เลยหาทางแก้ ไปหารือกับ HR คำตอบที่ได้มาก็คือ ต้องอบรมหลักสูตรความคิดสร้างสรรค์ดูดีมั้ย

พนักงานอบรมกลับมา ก็ไม่คิดไม่สร้างสรรค์เหมือนเดิม นายก็ด่า ว่าหลักสูตรไม่ได้เรื่อง แล้วสาเหตุมันคืออะไรกันแน่

พอไปค้นสาเหตุลึกๆ ที่เกิดขึ้น ก็คือ สาเหตุหลักที่ทำให้พนักงานไม่อยากคิด ไม่อยากเสนอความคิดเห็น ก็มาจากผู้บริหารเอง ที่มักจะตัดบท เวลาที่พนักงานพูด หรือเสนอความเห็น และคำพูดที่ใช้ตัดบทก็คือ “สิ่งที่คุณพูดมา ผมทำมาหมดแล้ว” หรือ บางทีก็เปลี่ยนเรื่องเอาดื้อ โดยไม่สนใจฟังความเห็นของพนักงาน พนักงานบางคนกลับไปคิดหาทางออกมาให้ และมานำเสนอในที่ประชุม พอนำเสนอเสร็จ ก็มักจะถูกนายตำหนิว่า “คิดได้แค่นี้หรือ” หรือ “นี่แน่ใจนะว่าเป็นความคิดของคนที่จบปริญญาโทมา” ฯลฯ ด้วยสาเหตุตรงนี้ ไม่ว่าจะส่งพนักงานไปเรียนหลักสูตรความคิดสร้างสรรค์ที่สุดยอดสักเพียงใด กลับมาก็ไม่ได้ช่วยอะไรแน่นอน

ยังมีปัญหาแนวๆ อีกเยอะครับ เช่น เหล่าบรรดาผู้จัดการไม่เคยสอนงานลูกน้อง ก็จัดอบรมเรื่องการสอนงาน แต่สุดท้ายก็สอนงานลูกน้องกันไม่เป็นเหมือนเดิม บางคนก็ไม่คิดจะสอนอยู่ดี สาเหตุก็เพราะระบบ และวัฒนธรรมขององค์กร รวมถึงผู้บริหารระดับสูงไม่มีการสนับสนุนในเรื่องนี้อย่างจริงจัง ใครจะทำก็ทำ ใครไม่อยากทำ ก็ไม่ว่าอะไร

จากตัวอย่างข้างต้น ผมคิดว่า เวลาที่มีปัญหาในองค์กร เราควรจะพิจารณาหาสาเหตุของปัญหาที่แท้จริงให้เจอ จากนั้นจึงลงมือแก้ไขปัญหาให้ตรงกับสาเหตุที่เจอ

ถ้าเป็นปัญหาเรื่องของการประสานงาน การทำงานเป็นทีม พนักงานไม่ตรงเวลา พนักงานไม่ใส่ใจทำงาน หรือพนักงานไม่พูดไม่คิดไม่แสดงออกในการประชุม ฯลฯ ปัญหาเหล่านี้ บางทีก็ต้องวิเคราะห์ให้ลึกๆ กันก่อน ว่าสาเหตุมาจากอะไรกันแน่

เพราะถ้าสาเหตุหลักมาจากผู้บริหารเอง และวิธีการทำงานขององค์กรแล้ว จะอบรมสักแค่ไหน มันก็ไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเหล่านี้ได้เลยครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

บลอกที่ WordPress.com .

Up ↑

%d bloggers like this: