มุมมองของผู้บริหาร กับทางออกของธุรกิจ กับค่าจ้างขั้นต่ำที่สูงขึ้น

วันนี้ได้มีโอกาสคุยกับผู้บริหารกลุ่มหนึ่ง ซึ่งได้พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของบ้านเราที่เพิ่มขึ้นอีกในปี 2561 นี้ แต่ละท่านก็มีความเห็นที่แตกต่างกันออกไปในเรื่องนี้ ดีบ้าง แย่บ้าง ผมเองก็นั่งพูดคุยอยู่กับกลุ่มผู้บริหารกลุ่มนี้ ก็ทำให้ได้มุมมองใหม่ๆ มากขึ้น และได้แง่มุมที่มีต่อเรื่องของการบริหารค่าจ้างและแนวโน้มของการจ้างงานแรงงาน กับคุณภาพของแรงงานในบ้านเรา ซึ่งก็ขอสรุปมาให้อ่านดังนี้ครับ

  • ยินดีขึ้นค่าแรงให้สูงกว่านี้ด้วยซ้ำไป แต่สิ่งที่ต้องขึ้นด้วย ก็คือ ฝีมือของแรงงานก็ต้องดีขึ้นเช่นกัน ไม่ใช่ฝีมือเท่าเดิม แต่ค่าจ้างสูงขึ้นทุกปี แบบนี้ส่วนใหญ่ก็รับไม่ได้

 

  • บางท่านมองว่า ควรจะมีการกำหนดเรื่องของมาตรฐานวิชาชีพ และมาตรฐานฝีมือแรงงานให้ชัดเจน วัดได้ และถ้าพนักงานมีฝีมือตามที่กำหนดไว้ ก็จะกำหนดอัตราค่าจ้างให้สอดคล้องกับฝีมือ ถ้าเป็นแบบนี้ มันก็ดีต่อองค์กรด้วย ก็คือ องค์กรได้ผลงานจากพนักงานที่มีฝีมือ และพนักงานเองก็ได้รับค่าจ้างที่เหมาะสมตามฝีมือของตนเอง

 

  • ผู้บริหารบางคน ก็เลือกที่จะย้ายฐานในการลงทุนไปยังต่างประเทศมากขึ้น ตอนแรกก็ย้ายไปในจังหวัดที่มีค่าแรงไม่ค่อยสูงนักเนื่องจากต้นทุนในการผลิตที่สูง แต่ตอนนี้บางจังหวัดยังสูงกว่ากรุงเทพมหานครด้วยซ้ำไป ก็เลยมีผู้บริหารบางท่านที่เริ่มตัดสินใจที่จะย้ายฐานการผลิตออกไปประเทศใกล้เคียงที่ค่าจ้างแรงงานถูกกว่าบ้านเรา (ซึ่งจริงๆ ก็มีหลายบริษัทที่ทยอยออกไปลงทุนมาหลายปีแล้ว)

 

  • บางบริษัทก็เริ่มที่จะนำเอาหุ่นยนต์เข้ามาใช้ในการผลิตมากขึ้น ผู้บริหารบางท่านพูดให้ฟังถึงการศึกษาความเป็นไปได้และผลตอบแทนจากการลงทุนมาแล้ว ว่า มันคุ้มกว่ากันมากนักในระยะยาว ก็คือ เปลี่ยนจากแรงงานมาเป็นหุ่นยนต์ ซึ่งปัจจุบันราคาของหุ่นยนต์ก็เริ่มถูกลงมาเรื่อยๆ จนเราสามารถที่จะลงทุนได้ โดยที่หุ่นยนต์ก็ไม่ทำให้เรารู้สึกแย่ ไม่มาสาย ไม่มีเรื่องราวอะไร แถมยังทำงานได้ตามเวลาที่กำหนด ไม่โดดงานกลับบ้านไปก่อน คุณภาพของงานก็คุมได้แบบ 100% กันเลย ฯลฯ

 

  • ผู้บริหารบางท่านก็ยอมรับตรงๆ ว่า ไม่ไหวแล้วกับการที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนทางด้านค่าแรง บางท่านพูดว่า ทุกวันนี้ก็แทบจะต้องดิ้นรนหาเงินมาจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงานแบบชักหน้าไม่ถึงหลังแล้ว แค่เพียงเพราะสงสารพนักงานว่า ถ้าปิดกิจการไป ก็จะทำให้พนักงานที่ทำงานด้วยกันมาต้องลำบาก แต่ตอนนี้ทางเราเองนี่แหละที่ลำบาก และคงจะต้องปิดกิจการลงในเร็ววันนี้

เท่าที่ฟังดูแล้ว ผู้บริหารทุกคนยอมรับว่า ยินดีที่จะให้ค่าจ้างที่สูงขึ้น แต่ก็คงต้องแลกกับฝีมือของพนักงานที่ดีขึ้นด้วย ซึ่งทางบริษัทเองก็มีระบบการขึ้นเงินเดือนพนักงานตามผลงานอยู่แล้ว ซึ่งใครที่มีผลงานที่ดี เราก็ปรับค่าจ้างให้อยู่ตลอด แต่ใครที่ผลงานไม่ดี เราก็ต้องชะลอหรือขึ้นน้อยหน่อย เพื่อที่จะได้รักษาคนเก่งคนดีไว้

แต่พอรัฐประกาศขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ มันก็เลยทำให้ค่าจ้างของคนไม่เก่ง วิ่งไล่ตามคนเก่งคนดีอีกครั้ง แม้ว่าองค์กรจะมีการวางแผนเพื่อปรับคนเก่งคนดีให้ขยับออกไปอีก แต่คำถามก็คือนายจ้างเองก็คงไม่มีงบประมาณมากพอที่จะขยับแบบนี้ได้บ่อยๆ โดยที่เศรษฐกิจยังคงเป็นแบบนี้อยู่ต่อไป

ผู้บริหารบางท่านก็ให้ความเห็นปิดท้ายว่า ถ้าเรารู้ว่าจะมีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำแบบนี้บ่อยๆ หรือทุกปี เราก็ไม่ต้องไปขึ้นเงินเดือนให้กับพนักงานกลุ่มนี้ก็ได้ ปล่อยให้ค่าแรงเป็นไปตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำไป มันก็ง่ายดี เพราะไหนๆ รัฐเองก็จะปรับให้อยู่แล้ว ส่วนการขึ้นเงินเดือนตามผลงานก็ไปขึ้นให้กับพนักงานกลุ่มที่แสดงผลงานที่ชัดเจนและไม่มีผลกระทบอะไรจากค่าจ้างขั้นต่ำน่าจะดีกว่า

สิ่งที่เขียนมาทั้งหมด เป็นแค่เพียงความเห็นนะครับ อาจจะมีท่านผู้อ่านที่เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย อันนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องปกติ ต่างคนต่างมีมุมมองที่แตกต่างกันไป

แน่นอนบางธุรกิจผู้บริหารก็กดดัน และให้ค่าจ้างแบบไม่ยุติธรรม อันนี้การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำก็จะเป็นประโยชน์ต่อลูกจ้างที่ไม่มีอำนาจต่อรองมากพอ

อย่างไรก็ดี ในเมื่อรัฐประกาศออกมาแล้ว หน่วยงานธุรกิจที่เกี่ยวข้องก็ต้องทำตาม และก็คงต้องหาทางออกให้กับธุรกิจของตนเองในระยะยาว เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดต่อไปได้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

บลอกที่ WordPress.com .

Up ↑

%d bloggers like this: