คิดนอกกรอบ

เรื่องของทักษะการคิดนั้น ผมคิดว่าเป็นทักษะที่สำคัญมากสำหรับพนักงานทุกคน และจะยิ่งสำคัญมากขึ้น ถ้าตำแหน่งของพนักงานยิ่งสูงขึ้นไปอีก ในปัจจุบันหลายๆ องค์กรได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของการพัฒนาทักษะการคิดของพนักงาน โดยเฉพาะผู้บริหาร เพื่อให้คิดออกนอกกรอบที่เคยคิด เพื่อให้เกิดความคิดใหม่ๆ ในการพัฒนาองค์กร และไม่วนเวียนอยู่กับความคิดเดิมๆ

เรื่องของการพัฒนาทักษะในการคิดนั้น จริงๆ แล้วควรจะพัฒนากันตั้งแต่เด็กๆ เลย ไม่ใช่มาทำกันตอนโต เพราะยิ่งโตกรอบความคิดของเราก็จะมากขึ้น ก็จะยิ่งคิดนอกกรอบยากขึ้นไปอีก แต่ก็แปลกนะครับ ในหลักสูตรการเรียนการสอนของบ้านเราตั้งแต่อนุบาลจนถึงปริญญาเอกนั้น ไม่มีวิชาที่ว่าด้วยการคิดเลย แต่เรากลับต้องคิด คิด และคิด ในการเรียนทุกวิชา โดยที่ไม่รู้เลยว่า วิธีการคิดของเรานั้น ถูกต้อง หรือเหมาะสมหรือไม่

นักวิชาการเรื่องของทักษะการคิดที่มีชื่อเสียงโด่งดังในระดับโลกเลยก็คือ Edward De Bono ซึ่งได้วางแนวทางและวิธีการคิดให้กับชาวโลก และเป็นผู้ให้กำเนิดคำว่า Lateral Thinking หรือการคิดนอกกรอบ ก็พยายามสอนให้คนเรารู้จักวิธีคิดที่เหมาะสม และคิดได้มากขึ้น หลากหลายขึ้น

ปกติเป้าหมาของการคิด ก็คือ การทำให้สุดท้ายแล้วไม่ต้องคิด แปลกดีใช่มั้ยครับ สมองคนเรานั้นจะคิดครั้งแรก จากนั้นก็จะแปรความคิดนั้นเป็นการรับรู้ และเป็นกรอบความคิด ซึ่งเมื่อพบกับเหตุการณ์แบบเดิมอีก สมองก็จะไปดึงเอากรอบนั้นมาใช้ได้เลย โดยไม่ต้องคิดใหม่ เช่น เวลาเราขับรถมาทำงาน ผมถามว่า เราคิดใหม่หรือเปล่า จริงๆ ถ้าเราไม่เปลี่ยนเส้นทางใหม่ เราจะไม่ได้คิดใหม่เลย มันเป็น Pattern ของมันปกติ เราจะรู้เลยว่า ข้างหน้าจะมีหลุมนะ จะมีถนนขรุขระ และมีจุดกลับรถที่เราต้องหลบ เราจะขับอย่างอัตโนมัติโดยไม่ต้องคิดอะไรเลย นี่ก็คือกรอบความคิดที่เป็นตัวอย่างหนึ่ง

คนเราจะมีกรอบความคิดแบบนี้เยอะแยะมากมายในสมองของเรา เมื่อไรที่เราประสบกับเหตุการณ์ที่เคยประสบมาก่อน หรือมีปัญหาที่เคยแก้ไขได้มาก่อนแล้ว สมองเราก็จะดึงเอากรอบความคิดเดิมๆ ออกมาใช้ ซึ่งนี่ก็คือสาเหตุที่ทำให้เราไม่คิดอะไรใหม่ๆ และมักจะอ้างว่า นี่คือวิธีที่ดีที่สุดแล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วอาจจะมีวิธีการอื่นมากกว่านี้ก็ได้

ลองพิจารณาสมการสองอันนี้นะครับ

  • 5 + 5 = 10

  • 10 = 5+5

สองสมการนี้มีความแตกต่างกันหรือไม่ครับ ดูเผินๆ ก็คือเหมือนกัน นี่คือกรอบความคิดเดิมๆ แต่จริงๆ แล้วบรรทัดล่างที่เป็น 10 = 5+5 นั้นแสดงให้เราเห็นถึงทางเลือกที่มากขึ้น 10 ไม่ใช่แค่ 5+5 อาจจะเป็น 4+6 หรือ 2+8 หรือ 2×5 ฯลฯ นี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่า Lateral Thinking ก็คือคิดหาทางอื่นๆ ที่สามารถสร้างผลได้เช่นกัน

ตัวอย่างของ Lateral thinking ที่เห็นชัดมากๆ และผมเชื่อว่าหลายท่านอาจจะเคยอ่าน หรือเคยพบมาก่อนก็ได้ก็คือ มีเรื่องของลูกค้าที่บ่นว่าลิฟท์ช้ามาก ว่าจะขึ้นไปถึงชั้น 30 ใช้เวลานานมาก อยากให้ปรับปรุง ถ้าเราคิดในกรอบ เราก็จะพยายามหาเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา หรือเปลี่ยนลิฟท์ใหม่ แต่เจ้าของตึกใช้วิธีติดกระจกรอบลิฟท์ พอคนเข้าไปก็ยืนส่องกระจก ทำให้ดูเพลินและรู้สึกว่าลิฟท์เร็วขึ้น หรือใช้วิธีการติดโทรทัศน์ภายในลิฟท์ พอเข้าไปก็จะมีรายการต่างๆ ซึ่งทำให้คนที่ขึ้นลิฟท์ไม่สนใจว่าจะเร็วหรือช้า ซึ่งก็เป็นวิธีที่เขาแก้ไขปัญหาได้

อีกเรื่องก็คือ เรื่องขององค์การนาซ่า ที่นักบินอวกาศไม่สามารถใช้ปากกาหมึกแห้งเขียนได้ในอวกาศ ซึ่งเป็นปัญหาเรื่องของการบันทึกข้อความระหว่างที่อยู่บนอวกาศ ซึ่งถ้าเราคิดในกรอบ ก็คือ เราจะพยายามคิดค้นหาส่วนผสมของหมึกที่สามารถใช้ในอวกาศได้ ทดลองเท่าไรก็ไม่ได้ แต่นักบินอวกาศของอีกประเทศหนึ่ง คิดได้ครับ ก็ใช้ดินสอไงครับ

เรื่องที่เล่าให้อ่านนั้น เป็นตัวอย่างของการคิดแบบ Lateral Thinking ก็คือพยายามไม่คิดตามกรอบความคิดเดิมๆ ที่เรามีอยู่ แต่ให้คิดออกจากกรอบให้ได้ ซึ่งต้องอาศัยการฝึกฝนพอสมควรเลยครับ

มีตัวอย่างเรื่องราวให้ลองฝึกคิดดูนะครับ

มีนักโทษประหารคนหนึ่ง ซึ่งได้รับการตัดสินประหารชีวิต ซึ่งผู้พิพากษาก็ให้เลือกวิธีการตายของตัวเอง โดยมีอยู่ 3 ห้องให้เลือก ก็คือ ห้องที่หนึ่ง เป็นห้องของนักฆ่ามืออาชีพจำนวน 3 คน ห้องที่สอง เป็นห้องของนักวางยาพิษซึ่งจะทำให้ตายโดยไม่รู้ตัวได้ ห้องที่สาม เป็นห้องของฝูงสิงโตที่ไม่มีอะไรตกถึงท้องมาเป็นเวลา 1 ปีแล้ว นักโทษคนนี้ควรจะเลือกห้องใด ที่จะทำให้ตนเองมีโอกาสรอดได้มากที่สุด

ลองคิดดูนะครับ ถ้าอยากได้เฉลยก็เขียนมาสอบถามได้ครับ ท่านที่รู้อยู่แล้วก็อย่าเพิ่งบอกกันนะครับ อยากให้ลองคิดกันดูเป็นการฝึกสมองให้ออกนอกกรอบกันครับ

16 thoughts on “คิดนอกกรอบ

Add yours

  1. ว๊า…ไม่น่าเข้ามาอ่านเฉลยในsaimhrก่อนเลย … เมื่อวานไม่ได้เช็คเมล วันนี้เช็คเมลเลยเปิดมาเจอเฉลยซะก่อน…

  2. เอ..น่าคิดค่ะ ขอคำเฉลยด้วยนะค่ะ

    ในวนเวียนวิถี มนุษย์มักจะหาคำตอบที่เร็วและง่ายให้ตัวเองก่อนเสมอ หากจะให้ปรับเปลี่ยนต้องใช้เวลา แต่แนวทางเป็นอย่างไรหน่อ…………

  3. ถ้ามีแค่นี้ คงต้องเลือกห้องสิงโต ครับ ยังไง เราก็ตาย แต่ ตายอย่างไรให้มีประโยชน์ สิงโตได้ประโยชน์ หรือโทษ ก็ไม่รู้ มากินผมเนี่ย

  4. ขำๆๆอ่ะจารย์ ตอนเรียนหนูตอบถูกนะว่าจะเลือกห้องไหน แต่เหตุผลไม่ถูกซะงั้น พอรู้เฉลยก็ตลกดีค่ะ ถ้าเพื่อนๆๆลองอ่านโจทย์ดีๆๆ ก็จะพบคำตอบ

    1. คำตอบอยู่ในบทความถัดไปจาก เรื่องของคิดนอกกรอบนะครับ ถ้าอ่านบทความต่อไป ก็จะเจอคำตอบครับผม ผมให้คำตอบไว้ทุกเรื่องครับ

      ขอบคุณครับ

  5. เข้าห้องไหนก็ไม่ตายหรอก ลองคิดเล่น ๆ นะ
    ห้องนักฆ่า เค้าอาจเป็นนักฆ่าหนูมืออาชีพก็ได้(สงสัยในคุกมีหนูเยอะ)
    ห้องนักวางยา พวกนี้ยิ่งแล้วใหญ่ วางยาเรี่ยราด (เราไม่กินซะอย่าง(สงสัยอดตายแน่))
    ส่วนห้องสุดท้ายไม่ต้องพูดถึงสิงโตไม่กินเราหรอกมันตายตั้งแต่ 3 เดือนแรกแล้ว(หิวตาย)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

บลอกที่ WordPress.com .

Up ↑

%d bloggers like this: